ลูกกุญแจ ไขสู่ความเป็นอิสระ

ลูกกุญแจ ไขสู่ความเป็นอิสระ
ถ้าไม่สะสม ‘ปัญญา’ หรือ ‘วิชชา’ ไว้เลย

ก็เหมือนกับถูกลูกกุญแจ ลูกที่หนึ่ง..ล็อกไว้

ลูกที่สอง.. สาม.. สี่.. ห้า.. หก.. ล็อกทับซ้อนไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งทนอึดอัด แบกรับกุญแจไม่ไหว

ปลดล็อกก็ไม่ได้ ไม่มีลูกกุญแจให้ไข

…เพราะไม่รู้จักลูกกุญแจ…

…ไม่แสวงหาลูกกุญแจ…

เราต้องรู้จักใช้ลูกกุญแจที่พระพุทธเจ้าบอก

ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นำมาปฏิบัติ

เมื่อปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว

ก็สามารถนำมาไขกุญแจหรือไขความทุกข์

ไขปัญหาต่าง ๆ ออกไปได้

เพื่อความเป็นอิสระจากเครื่องผูกพัน

หรือ ”.. โซ่ตรวนของอวิชชา.. ”

และหมดจากวัฏฏะแห่งความทุกข์เสียที

หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ไม่ใช่กู”
http://www.santibunpot.com/

การปฏิบัติ บนเส้นทางอริยมรรคมีองค์แปด จนถึงที่สุดแห่งทุกข์

เวลากัดกินเรา
ทุกข์เริ่มจากการมุ่งร้าย การเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่น

จัดการด้วยการมีศีล ศีลจะดูแลกายและวาจาที่จะไปเบียดเบียนพยาบาทผู้อื่น

ทุกข์มาจากการไปเสพติดกามคุณเช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส พูดง่าย ๆ คือหลงเป็นทาสวัตถุนิยม แบรนด์ดัง อาหารอร่อย ฯลฯ จัดการด้วยเนกขัมมะ พรากออกจากกามที่หลงยึดไว้

ถ้าไม่พรากไม่รู้นะ

พรากออก อดทน สู้ไม่ถอย

ให้เห็นโทษภัย

เมื่อพรากกามคุณและไม่ทำอกุศลทางกายทางวาจาได้ จิตใจจะสงบในระดับที่ง่ายต่อการเจริญสมาธิ เพื่อการจัดการกับทุกข์ในระดับจิตใจต่อไป

ทุกข์มาจากใจที่ไปคิดเรื่องอกุศล สาเหตุมาจากสิ่งที่สั่งสมมายาวนาน ทั้งเห็นแก่ตัว อยากได้ไม่อยากให้ เห็นแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่น ตัวเองดีหมด

เพียรละอกุศลในใจ ละอกุศลเจริญกุศล รู้ลมไว้

เติมกุศลในใจ เพียรเจริญกุศลไว้ คือ อานาปานสติก็ดี เมตตาก็ดี ฯลฯ

รู้ลมหายใจไว้มากๆ

ในชีวิตช่วงไหนว่าง รู้ลมหายใจ

อ่านอยู่หยุดอ่านตรงนี้เลย.. รู้ลมแทน..

หลาย ๆ ครั้งแล้วค่อยอ่านต่อ

ระยะนี้ อกุศลจะถูกชำระด้วยกุศล โดยหลักการแน่นอนว่าอกุศลต้องลด กุศลต้องเพิ่ม ผลคือจะสงบสุขในใจมากขึ้นแน่ ๆ จิตใจจะตั้งมั่น เป็นสุขสงบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากการรู้ลม

จากนี้การนั่งสมาธิจะสงบขึ้นเองโดยธรรมชาติ ช่วงนี้ทำทั้งในรูปแบบและในชีวิตประจำวันไว้ให้มาก

ศีลก็บริบูรณ์ไม่ว่าร้ายใคร ไม่เบียดเบียนด้วยกาย

เริ่มพรากออกจากการยึดติดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้มากขึ้น

จิตใจจะสงบตั้งมั่นปราศจากนิวรณ์มารบกวน

อกุศลในใจก็ละไปด้วยการรู้ลมแทน

เมื่อรู้ลมก็เกิดเวทนาขึ้นเฉพาะคืออุเบกขา

ทุกข์เริ่มลดลงลดลง ความตั้งมั่นของจิตจะสูงขึ้น

จะเริ่มเห็นว่าทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ก็ดับไป

สุขเกิดขึ้น สุขก็ดับไปเฉยๆ

เกิดขึ้นเฉย ๆ ก็ดับไป จนเห็นสรรพสิ่งภายนอกก็เช่นกัน

ความรู้ความเห็นเข้าไปในระดับจิตมากเข้า ไม่เหมือนเมื่อก่อนมันรู้ระดับสมอง

เมื่อความคิดเกิดขึ้น สติระลึก กลับมารู้ลม

จังหวะนี้จะเห็นว่าวิญญาณตั้งอาศัยที่สังขาร เกิดเป็นอารมณ์ในคิด เมื่อละมารู้ลม วิญญาณจะดับลง จากสังขารมาเกิดขึ้นที่รูปแทน

สักพักก็เผลอไปคิดอีก ก็ทำนองเดียวกัน วิญญาณดับลงจากรูปแล้วไปเกิดที่สังขารอีก

จะเห็นการเกิดดับในอย่างนี้ไปเรื่อย รวมถึงในขันธ์อื่น ๆ ด้วยคือ เวทนา (ความพอใจ ไม่พอใจ เฉย ๆ) สัญญา (ความจำได้หมายรู้)

จะค่อย ๆ เห็นว่าไม่มีเรา

ขันธ์ทำงานกันเอง

เมื่อมีผัสสะมากระทบก็จะเกิดเป็นอาการต่าง ๆ เป็นผลออกมาหรือจะเรียกว่าพฤติกรรมก็ได้

แสดงว่าหากจะเปลี่ยนพฤติกรรมใครต้องไปแก้ที่สันดานที่สั่งสมมา

ความเพียรในการละทั้งหลาย ตั้งแต่ศีล มาจนความเพียรละอกุศลในใจ จนความเพียรสร้างกุศลนั้นเริ่มไปเปลี่ยนสันดานใหม่ ตรงนี้อยู่ในมรรคตั้งแต่ข้อ 2 3 4 5 6

เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนสันดานเดิม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปจัดการกับความเคยชินในการตอบสนองเป็นอกุศลนั้น จะทำให้มันดำเนินไปตามสัญชาตญาณเดิมแน่ ๆ ตรงนี้มันจะกลายเป็นว่างแบบปุถุชนไม่เป็นโลกุตระมรรค

เมื่อสันดานเดิมเริ่มเปลี่ยนมาเป็นนิสัยที่เป็นกุศลเป็นหลัก ใจจะสงบเยือกเย็นไม่เร่าร้อน

จิตจะตั้งมั่นได้ง่าย เห็นการเกิดดับ

จนเบื่อหน่ายคลายความยึดถือในความทุกข์ความสุขในสรรพสิ่งภายนอก

จะเริ่มปล่อยวาง

จะเกิดการดับว่าง

จากจุดเป็นเส้น

จากน้อยไปมาก

เห็นความจริงโดยลำดับ

จนสามารถละความเห็นผิดว่ากายเป็นเราจิตเป็นเรา ทุกข์ลดลงมหาศาล เพราะที่ทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเห็นผิดว่ามีเรานี่ล่ะ

จากนั้นแม้ละความเห็นผิดลงไปได้แล้ว เพราะจากการเฝ้าสังเกตุรูปนาม (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) มาตลอด เข้าใจว่าขันธ์ทั้งหลายเกิดดับ (แต่วิญญาณหรือจิตกลับไม่เห็นว่าตัวเองก็เกิดดับ) จิตจึงยึดถือความรู้หรือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการเฝ้าดู
ตรงนี้หากไม่ใช้การละอารมณ์ให้วิญญาณดับจากขันธ์นามธรรมมาเป็นรูป หรือที่เรียกว่ากายคตาสติ ในการเจริญภาวนามาตั้งแต่ต้นจะเกิดปัญหาตรงนี้มาก เพราะจิตไม่เห็นตัวเองดับ เราคิดเอาเองก็ไม่ได้เพราะเข้าต้องเห็นเอง สร้างเหตุไว้อย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น รู้แล้วต้องปล่อยต้องทิ้งทันทีให้วิญญาณดับลงไปด้วย ไม่ให้สืบเนื่องไปในขันธ์ของนามธรรมให้ละแล้วมาอยู่กับรูป

ถึงตรงนี้จิตจะคลายความยึดถือในขันธ์ อารมณ์ต่าง ๆ เริ่มดับไป ดับไป ไม่เข้าไปยึดถือ ทำอะไร (ในจิตใจ) ก็เงียบไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ กุศลก็ไม่เอา ไม่ยึด ไม่ปีติ ไม่หลงเสพอีก แต่ก็ทำกุศลไปไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนรูปธรรมทั้งหลายไม่สามารถทำความกระทบกระเทือนต่อจิตได้อีก จิตโปร่งเบาเป็นอิสระจากรูป หมดความเกาะเกี่ยว ไม่ดึงเข้าไม่ผลักออกต่อรูป เสียง กลิ่น รส ที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย อีก ใครทำอะไร ๆ ก็ไม่เอาโกรธอีก ไม่เห็นมีอะไร

จากนั้นทุกข์เบาบางเต็มที จะเหลืออยู่ที่ยังทุกข์บ้างก็เพราะไปยึดในกุศลบ้าง ในทิฏฐิบ้าง ฯลฯ ก็เพราะยังไม่เห็นสัพเพธัมมาอนัตตา ดังคำกล่าวของปฏาจาราเถรี

“นอกจากทุกข์แล้วไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรตั้งอยู่
นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรดับไป”
สิ่งเกิดดับล้วนเป็นทุกข์ สิ่งเป็นทุกข์เป็นอนัตตา”
อนัตตาคือสิ่งทั้งปวงมีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับ สิ่งนี้แม้จะว่างจากตัวตน แต่ยังมีเหตุเกิดอยู่

เมื่อเห็นถึงที่สุด วางในขั้นสุด ก็เข้าสู่สุญญตา ที่ที่ไม่มีเกิด ไม่ดับอีกต่อไป

ปล่อยจากความยึดถือสิ่งเกิดดับ

“ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ!”

ตัวขันธ์เองก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อเห็นแจ่มแจ้งในอริยสัจ ๔ จิตเองจึงปล่อยความยึดถือในขันธ์

พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่า นิพพาน

ผู้รู้ที่เป็นวิญญาณเกิดดับก็ถูกปลดปล่อย สติก็เป็นธรรมฝ่ายเกิดดับ ถึงสภาพนี้สรรพสิ่งกลายเป็นความเคยชิน หมดเจตนาต้องถือต้องประคอง

อิสระ

เกิดเป็นวิมุตติญาณทัสนะ ไม่ยึดอะไร ๆ มาเป็นเราอีกต่อไป

ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่ตรงนี้

“ชาติสิ้นแล้ว พรมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ต้องทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”
สรุป

1. ละบาป ระดับกายวาจา ใช้ศีล

2. ละการยึดติดกามคุณ เนกขัมมะ ถอนความยินดีในวัตถุนิยม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

3. เพียรละอกุศลในใจ ละไปเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. เพียรเจริญกุศลในใจ อานาปานสติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ

5. ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นการเกิดดับในสรรพสิ่งทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในสำคัญมาก

6. เมื่อทำถูก ต้องรู้สึกคลายความเครียดในสิ่งต่าง ๆ ลง สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์

7. เมื่อเห็นจนเต็ม ศีลไม่บกพร่อง เผลออย่างไรก็ไม่มีวันทำผิดอึก ไม่ต้องเจตนาในการถือศีล ใจรู้สึกเป็นกลางไม่ดิ้นรน เจริญกุศลต่อไป ช่วยเหลือสังคม อยู่ด้วยแล้วคนรอบข้างสัมผัสความสุขจากเรา อารมณ์ไม่วูบวาบ

8. เจริญกุศล เจริญสติโดยเห็นฐานต่าง ๆ ไม่ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนเกิดดับ ว่างจากตัวตน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ จนวันหนึ่งเหตุเกิดก็ถูกชำระ จึงดับตลอด เมื่อดับก็ว่าง เมื่อว่างก็สงบเย็น จุดนี้อกุศลถูกละจนเบาบาง เป็นระดับละเอียดก็ละไปเรื่อย ๆ ละเพื่อให้เห็นวิญญาณเองก็เกิดดับไปอย่างนั้นผู้รู้จะแข็งแรง

9. กุศลเต็ม ทำกุศลหมดความยึดถือในกุศล ทุกสรรพสิ่งทำแล้วไม่ยึดถือ รวมทั้งว่างจากผู้กระทำ หมดผู้ทุกข์ หมดถูกผู้กระทำ อยู่นอกเหตุ เหนือผล ที่ผ่านมาทำเหตุสร้างเหตุมา จนทั้งเหตุก็พอ ผลก็เต็ม หมดความยึดถือทั้งปวง สงบเย็น จบพรหมจรรย์

เดินทางอยู่ตรงไหน
ขาดอะไร
ลองตรวจสอบดูคร่าวๆ

สำคัญคือต้องสู้
เพียรไม่หยุด
อย่าเอาแต่สุนกสนานไปวัน ๆ
หลงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปในใจ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เสียงอ่านหนังสือกลัวเกิดไม่กลัวตาย (PDF, MP3)

อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม - หนังสือกลัวเกิดไม่กลัวตาย
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
หนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย

ฟังเสียงอ่านหนังสือ MP3
(ขอขอบคุณเสียงอ่านโดย: ทีมความว่าง)

บทนำ : อริยมรรคมีองค์ ๘
(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-0-intro.mp3

มรรคองค์ที่ ๑ ๒ ๓ ๔ และ ๕
(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-1.mp3

มรรคองค์ที่ ๖ ๗ และ ๘
(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-2.mp3

– ไตรสิกขา
– ลักษณะแห่งอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
– นิพพานเพราะไม่ยึดถือธรรมที่ได้บรรลุ

(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-3-4.mp3

– ความสำคัญ และความยิ่งใหญ่ของอริยมรรคมีองค์ ๘
– กัลยาณมิตร
– สรุป

(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-5.mp3

ภาคผนวก
– การละอาสวะนานาแบบ
– อริยสัจจ์ ๔

(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-6.mp3

บทส่งท้าย
(MP3) https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/08/gluagerd-7.mp3

อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ผู้ที่เกิดสัมมาทิฏฐิ คือผู้ที่รู้เเจ้งอริยสัจ ๔ เเสดงว่าในวันที่พระองค์ตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ในวันวิสาขบูชานั้น มรรคไม่มีในโลก ท่านรู้เเจ้งอริยสัจ ๔ ได้ยังไงในเมื่อวันนั้นไม่มีมรรคมาก่อน ไม่มีทางที่ใครจะรู้เเจ้งอริยสัจขึ้นมาได้โดยไม่มีมรรคเพราะไม่สามารถเข้าสู่ทางสายกลางได้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง”
สาวกทั้งหมดตั้งแต่ท่านโกณฑัญญะลงมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเพียงผู้เดินตามมรรคที่เรียกว่า “มัคคานุคา” เท่านั้นเอง มีบุคคลผู้เดียวที่ตรัสรู้มรรคขึ้นมาในวันนั้น ไม่มีทางที่ใครจะตรัสรู้มรรคหรือรู้หนทางเเห่งการเข้าไปรู้เเจ้งอริยสัจ ๔ ได้ ถ้าไม่ได้บําเพ็ญบารมีมาขนาด ๔ อสงไขยแสนมหากัปหรือมากกว่านั้นอย่างที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทำ
ดังนั้นทุกคนวันนี้ที่กำลังเดินตาม ล้วนเดินตามพระพุทธเจ้าทั้งหมด ความต่างกันของพระพุทธเจ้ากับความต่างกันของมัคคานุคาจึงอยู่ที่นี่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ยังไม่มีมรรคเเต่ตรัสรู้มรรคเเล้วก็นำมรรคมาบอกกล่าวให้ทุกคนได้เข้าใจ ส่วนสาวกทั้งหมดที่เป็นปัญญาวิมุติทั้งหลายเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ล้วนเป็นผู้เดินตามมรรคทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นพระองค์เดียวที่เห็นเส้นทางเข้าสู่มรรคผลนิพพานทุกเส้นทาง ไม่ว่าคนนั้นจะมีจริตเเบบไหนอย่างไรก็ตาม ส่วนมัคคานุคาจะเห็นเส้นทางเดินฉะเพราะส่วนที่ตัวเองเดินผ่าน ดังนั้นข้อจำกัดของมัคคานุคาจึงมีอยู่โดยธรรมชาติ ต่างกับอรหันตสัมมาสัมพุทธะที่เป็นผู้ฉลาดในมรรคผู้รู้เเจ้งในมรรค
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ธรรมบรรยายในหลักสูตร มัคคานุคา ก-ฮ
สามารถดาวโหลดคลิปเสียงคอร์สนี้ฟังได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/17/makkanuka-a-z/

ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก

พ่อหนุ่ม ตอนที่ลูกยังแบเบาะ ลูกถูกโจรลักพาตัวไป ลูกไม่รู้หรอกเพราะลูกยังไร้เดียงสา จนลูกโต แต่แล้วโจรก็ฝึกให้ลูกเป็นคนเห็นแก่ตัว ลูกไปเห็นอะไรเข้า ไปพบอะไรเข้า ลูกก็เอามาเป็นตัวกูของกูหมด และที่น่าสังเวชที่สุด คือ ลูกเป็นคนตาบอด เพราะโจรตั้งแต่หัวหน้าโจร จนถึงบริวารโจรทั้งหมด ล้วนเป็นคนตาบอดทั้งนั้น ลูกไปหยิบฉวยอะไรเข้า ไปได้ยิน ได้กลิ่น ไปสัมผัสอะไรเข้า ลูกก็เอามาเป็นตัวตนของตนหมด จนบ้านหรือรังโจรของลูกรกรุงรัง ไม่มีที่เก็บที่งำ แล้วลูกก็เที่ยวหอบ เที่ยวไปด้วยการทูนการแบกตลอดไปในชีวิตของลูก
ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก
จนในวันหนึ่ง ลูกไปพบกับพระรูปหนึ่ง บังเอิญว่าพระรูปนั้นไม่ใช่พระธรรมดา หรือว่าธรรมดาแสนที่จะธรรมดา เห็นลูกเข้า พระรูปนั้นก็อ่านนิสัยลูกออก ก็เลยบอกลูกว่า ลูกน่ะเป็นคนตาบอด และลูกถูกโจรลักพาตัวไปตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เป็นทารกอยู่ และลูกก็พยายามหาทางออกโดยสัญชาตญาณ ลูกค้นหาอยู่เรื่อยไป ตลอดชีวิตของลูก จนอายุครบสามสิบหกปีแล้ว ลูกก็ยังแบกยังทูนอยู่อย่างนั้น ด้วยความสงสาร พระรูปนั้นก็เลยบอกความจริงให้ฟัง พร้อมด้วยการให้ยาไปหยอดตา และพูดว่าลูกจงหยอดมันวันละหลาย ๆ ครั้ง พร้อมด้วยดื่มเข้าไปด้วย แล้ววันหนึ่งลูกก็รู้เอง
นายหนุ่มคนนั้นก็ปฎิบัติตามที่พระสั่ง จนวันหนึ่งตาของเขาก็ค่อย ๆ ลืมขึ้น เห็นโน้นเห็นนี่ตามความจริง เห็นทุกอย่างไหลไป ๆ ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่หยุดนิ่งที่ไม่ไหล แม้แต่ร่างกายและจิตของเขา และสิ่งที่เขาแบกเขาทูนอยู่นั้น เขาจึงบอกกับพระรูปนั้นว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ ผมเห็นแล้ว ผมเห็นแล้ว เมื่อก่อนผมไม่ได้เป็นลูกโจร ผมเป็นลูกของโจรเพราะผมเข้าใจผิด จึงเข้าไปยึดถือเอารูปบ้าง เวทนา รวมทั้ง สัญญา สังขาร วิญญาณ เอามาเป็นตัวตนหมด หลวงพ่อผมพยายามปล่อยวางมันแล้ว ผมไม่ใช่ลูกโจรแล้ว ๆ ผมจะเป็นลูกหลวงพ่อ ๆ คือหลวงพ่อสุญญตา หลวงพ่อ
ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก
เมื่อเรียกหลวงพ่อแล้ว เขาพูดจนคำพูดนั้นออกมาจากลำคอไม่ทัน มันไหลออกจนล้น หลวงพ่อ ผมเห็นแล้ว ผมเห็นแล้วหลวงพ่อ ดีละลูกที่ลูกมีตาดีขึ้นมา ลูกอย่าประมาทนะ ลูกต้องหยอดและกินยานี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะหายบอดสนิท และอะไรที่ลูกแบกมันพะรุงพะรังนั้น ลูกทิ้งมันเสียให้หมด อย่าให้มีอะไรเหลือ แล้วลูกมาอยู่กับหลวงพ่อเสีย คือหลวงพ่อสุญญตา หลวงพ่อว่างอย่างไรล่ะ แล้วก็มาทำงานช่วยหลวงพ่อด้วยการแจกยานี้ให้คนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ เพื่อเขาจะได้เป็นคนปกติ ดับเย็นสนิท มีจิตใจที่สงบเย็น มีกายวาจาที่ไม่ก้าวร้าว เพราะเขาได้กินยาวิเศษของหลวงพ่อ ซึ่งยานี้เป็นยาวิเศษแสนที่จะวิเศษ หลวงพ่อได้สูตรมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหมอยามาก่อน และถ่ายทอดกันเรื่อยมา และยานี้ไม่ได้ขาย มีแต่แจกฟรี แถมฟรี ให้ฟรี แต่คนไม่ค่อยรับเอา หรือรับแล้วก็ไม่ได้กินไม่ได้หยอด เขาไม่เห็นเพราะตาบอด เขาบ่นว่า ยาบ้าบออะไรไม่รู้ เอาลิ้นไปเลีย ๆ หน่อยหนึ่งก็พูดออกมาว่า มันขมมันขม เขาเลยขว้างมันทิ้งเสียตรงนั้นเอง
แต่คนตาบอดคนไหนที่เชื่อ เขาก็เอาไปกิน เอาไปหยอด เช้า กลางวัน เย็น ถ้าเขาขยันเขาก็หยอดได้ตลอดเวลา ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน กิน อาบ ถ่าย ไม่นานเขาก็มีตาที่สว่างไสวด้วยปัญญา คือตาใจที่โจรลักพาไปกลับมาแล้วมาอยู่กับหลวงพ่อสุญญตาแล้ว
เมื่อครั้งกระโน้นเขาพูดแต่คำว่า ตัวกู ของกู แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาแล้ว เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมทั้งกายและจิตใจ เป็นธรรมชาติที่ว่างจากตัวตนหมดโดยเด็ดขาด เขาจึงเรียกออกมาด้วยวาจาที่สั่นไหวว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ หลวงพ่อสุญญตา ลูกจะอยู่กับหลวงพ่อแล้ว ลูกจะไม่ไปไหนแล้ว ลูกจะอยู่กับหลวงพ่อตลอดไป หลวงพ่อช่วยผมด้วย แล้วต่อไปผมจะเป็นหลวงพ่อ ผมจะทำงานแทนหลวงพ่อ ผมจะมีจิตเหมือนหลวงพ่อ คือหลวงพ่อจิตว่างของผม หลวงพ่อช่วยผมแล้ว ผมจะกินยาหลวงพ่อตลอดไป ผมจะไม่ดื้ออีกแล้ว ผมจะอยู่กับหลวงพ่อตลอดไป และผมจะไม่ลืมหลวงพ่อ
และยังมีผู้หญิงคนหนึ่ง ตาบอดมาแต่กำเนิดเหมือนกัน หลวงพ่อให้ยาไป แกก็กินและหยอดยานั้นทั้งเช้า เย็น ตอนกลางวัน ยิ่งหยอดมากกินมากยิ่งดี ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แกก็ทำตามสูตรที่หลวงพ่อบอก แกก็เลยพูดเหมือนกับพ่อหนุ่มนั่นแหละ แกพูดว่า ดิฉันมองเห็นแล้วหลวงพ่อ ดิฉันมองเห็นแล้ว เออดีแล้ว ๆ ขออนุโมทนาสาธุด้วย ที่โยมได้เกิดดวงตาขึ้นมาใหม่ ตานอกมันบอด เพราะมันเห็นอะไรมีไปหมด ตานอกมันโง่ แต่ตาในมันเกิดปัญญาหรือตาปัญญาขึ้นมาเรียกว่า จักขุง อุทปาทิ ต่อไปก็จะเกิดตัวรู้ที่แรงขึ้นกว่าเดิมเรียก ญานัง อุทปาทิ เกิดปัญญาที่แหลมคม หรือเรียกว่า ญาณ ปัญญา ทั้งสติก็ค่อยสมบูรณ์ขึ้น ชื่อ ปัญญา อุทปาทิ จากโง่ก็เกิด วิชชา คือตัวรู้ รู้อะไร รู้อริยสัจสี่ รู้ขันธ์ห้า รู้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายทุกข์ และฝ่ายดับทุกข์โดยสิ้นเชิง และต่อไปโลกนี้ก็สว่างจ้าแก่เขา แต่ข้อสำคัญ อย่าประมาท ต้องกินยาและหยอดยานี้ต่อไปอย่าได้ขาด ทั้งเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน หรือแม้ขณะทำงาน หลวงพ่อรับรองว่าหายแน่
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “จดหมายถึงพ่อหนุ่ม”
https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/letter-to-the-man.pdf

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/