ไม่มีอะไรเลย

พระครูวินัยธรทรงศักดิ์ (หลวงพ่อเอี้ยน)
มาที่นี่ มาเห็นทะเล มาเห็นคลื่น เห็นโน่นเห็นนี่
ไม่มีอะไรที่เป็นของกูเลย น้ำก็ไม่ใช่ของกู ทะเลก็ไม่ใช่ของกู
สถานที่นี้ก็ไม่ใช่ของกู

น้ำนี่คือธรรมชาติ ทะเลคือธรรมชาติ
ธรรมชาติก็ไม่ได้หยุดนิ่ง

มันก็เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน

คลื่นลูกนี้กระทบฝั่ง ลูกนี้กระทบฝั่ง
จบ มีอะไร

มันมีแต่เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ
มันไม่มีตัวตนอยู่
คลื่นน่ะมันเกิดขึ้นมาจากน้ำ
เกิดขึ้นมาจากลมที่ลมมันพัด

น้ำของจริงไหม เป็นของจริงไหม
ไม่ใช่ของจริง น้ำระเหยเป็นไอ
ไอก็เป็นเมฆ เมฆก็เป็นฝน
ฝนก็เป็นน้ำ
วนเวียนอยู่อย่างนี้

นี่คือภาพมายา
มีแต่มายาทั้งนั้น

หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)
ธรรมเทศนา สวนยินดีทะเล
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

เมื่อนั้นท่านจะเป็นอิสระ อิสระที่แท้จริง

เมื่อนั้นท่านจะเป็นอิสระ อิสระที่แท้จริง
เมื่อจิตไม่เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ นี้อีก วางอุปาทานในขันธ์นี้ลง ขันธ์ทุกขันธ์ในโลกเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติจะไม่มีใครตายกับมัน ในมุมของนิพพาน ความตายไม่เที่ยง มีสำหรับผู้เข้าไปโง่ยึดถือ แต่ถ้าไม่มีผู้เข้าไปยึดถือความตายไม่มี เพราะความตายเป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นมาเองว่ากูตาย
ต้นไม้เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสลายไปเราก็ไม่ได้เข้าไปทุกข์กับมัน ดอกไม้วันแรกก็สดใสวันนี้ก็เสื่อมสลายไปคอตกพับเดี๋ยวก็เหี่ยวตายไป ไม่เห็นมีใครมาตายหรือว่าทุกข์กับมัน วันไหนก็ตามที่วางความเห็นผิด ละความเห็นผิด ไอ้นี่กับไอ้นี่ก็เท่ากัน ไอ้นี่กับไอ้นี่ก็เท่ากัน
ผู้ที่ถึงธรรมจึงเห็นสรรพสิ่งทั้งโลกทั้งจักรวาลนี้เป็นเพื่อนกันหมด คือเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายจริงๆ แต่ไม่มีผู้ตายกับมัน จึงไม่มีผู้ไปทุกข์กับมัน เพราะสภาพนี้เป็นสภาพของโลกตามธรรมชาติ จึงไม่มีใครทุกข์ไปกับมันอีก เมื่อวันหนึ่งที่เราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ ที่เราได้ยินคำว่าที่สุดแห่งทุกข์ คือวาง ไม่มีทุกข์อีกแล้ว นี่คือที่สุดแล้ว จบกันซะที นั่นล่ะคือปลายทางของทุกๆ คน
แต่สัตว์โลกที่ยังมีอวิชชาเหนียวแน่น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพันก็จะอยู่ไปอย่างนี้ ไปยึดของที่เกิดตาย เกิดตาย เกิดตาย ยึดของเกิดตาย เห็นภาพเลยว่าถ้าเราเข้าไปยึดของเกิดตาย เกิดตายอยู่อย่างนี้ ทุกข์ตาย ถ้าเรายึดของที่มันเกิดตาย เกิดตาย เกิดตาย เกิดดับ เกิดตาย จะใช้คำไหนก็ได้ให้มันชัด เกิดตาย เกิดดับ เราทุกข์ตาย แต่เมื่อไหร่เราปล่อยความยึดถือลงได้ สภาพเกิดดับเกิดตายไม่มีอีก มันจะเป็นอิสระ
ใครจะเป็นอะไรมัน ก็เป็นของมันตามธรรมชาติอยู่แล้ว เป็นของมันอยู่แล้ว ไม่มีใครเดือดร้อนกับมันอีกแล้ว นั่นล่ะท่านจะเป็นอิสระ
อิสระที่แท้จริง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยาย ในคอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคาคานุคา ก-ฮ”
สามารถดาวโหลดคลิปเสียงคอร์สนี้ฟังได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/17/makkanuka-a-z/

สิ่งนี้…ไม่ได้เกี่ยวกับความเชื่อของใคร

สิ่งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความเชื่อของใคร

“…ทีนี้พอเราเข้าใจความจริงแบบนี้
หรือจะไม่เข้าใจก็ตาม
แต่ความจริงคือความจริง
ไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือไม่อยากของใคร
หลายครั้งในคอร์สปฏิบัติธรรม ผมพูดเรื่องกฏแห่งกรรม
เวลามีคนยกมือหรือว่าถามเค้าว่า

“ท่านเชื่อไหมเรื่องกฏแห่งกรรม”
บางคนก็ยกมือบอกว่าเชื่อ
บางคนก็ยกมือบอกว่าไม่เชื่อ
บางคนก็อืมไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี
ผมก็ถามว่าตกลงความจริงคืออะไร
เพราะมีทั้งเชื่อทั้งไม่เชื่อทั้งไม่รู้จะเอายังไงดี
แสดงว่ามันก็มีคนถูกบ้างผิดบ้าง
แล้วความจริงคืออะไร
วันนี้ความจริงคืออะไรรู้ไหมครับ
วันนี้ความจริงของโลกนี้คือ
พวกมาก เสียงดัง ดูน่าเชื่อถือ ความจริงจะไปทางนั้น
หากโลกใบนี้ เจ็ดพันล้านคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอยู่คนเดียว
คนเจ็ดพันล้านคนเข้าไปโพสในเว็บบอกว่าไม่เชื่อ
ไม่ได้แปลว่าคนเจ็ดพันล้านคนจะเห็นถูก
ไม่ได้แปลว่าคนน้อยจะเข้าใจผิด
หรือคนน้อยจะไม่มีทางเห็นจริง
วันนี้ความจริงคืออะไร สาระมันอยู่ตรงนั้น
เมื่อพันปีก่อนมนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้สมมุติว่ามีพันล้านคน
เชื่อเหลือเกินว่าโลกใบนี้แบน
เมื่อพันปีก่อนทุกคนแม้แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกใบนี้แบน
หากใครเห็นผิดจากนั้นศาสนจักรจะตัดหัวด้วย
วันนี้โลกใบนี้ก็เหมือนเดิม
แต่คนเห็นแล้วว่าโลกใบนี้กลม
ผมถามว่าโลกใบนี้เคยเปลี่ยนไปแบนซักวินาทีนึงไหมครับ
ไม่เลย
โลกใบนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปแบนซักวินาทีนึง
ไม่ว่าคนในโลกทั้งพันล้านคนจะเห็นถูกก็ตามหรือเห็นผิดก็ตาม
แต่โลกเป็นของเค้าอยู่อย่างนั้น
หากความเข้าใจผิดทั้งหมดเราเรียกว่ามิจฉาทิฐิ
วันนี้เจ็ดพันล้านคนเชื่อแล้วว่าโลกใบนี้กลม
เพราะเห็นไม่ว่าจะด้วยดาวเทียมหรือว่าพิสูจน์ได้แล้วว่าโลกใบนี้กลม
ผมถามคำถามนี้ ฟังดีๆนะครับว่า
“โลกเคยกลับมากลมตามความเชื่อของใครไหม”
ไม่เคย
เค้าเป็นของเค้าอยู่อย่างนี้แหละ
มนุษย์ทั้งหลายที่เริ่มเข้าไปเห็นแล้วก็บอกว่าตัวเองเห็นถูก
เกิดสัมมาทิฐิ ว่าเข้าใจแล้วว่าโลกนี้กลม
โลกไม่ได้ดีใจหรือไม่ได้หืออือกับความเห็นถูกนั้นเลย
โลกนี้ก็ไม่เคยโกรธที่มนุษย์พันล้านคนในสมัยก่อนเห็นผิด
หากภาษาโลกนี้เปลี่ยนเป็นภาษาธรรม
วันที่เกิดมิจฉาทิฐิหาว่าขันธ์ ๕ หรือว่าร่างกายนี้ใจนี้เป็นของเรา
โลกนี้ไม่เคยหืออือด้วยเลย
ทำไงถึงจะเข้าใจความจริง เริ่มเข้าไปสังเกตทั้งกายและใจ
บนสติปัฏฐาน ๔ เห็นการเกิดๆดับๆ
จึงเข้าใจเลยว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยหมดตามเหตุปัจจัย
สภาพทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาเพราะความเป็นรูปนาม
ไม่ได้มีผู้ทุกข์ แต่เป็นสภาพทุกข์ที่บีบคั้น
เพื่อจะรักษาสถานะของตัวเองให้สมดุลเอาไว้
มนุษย์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจถูก
หรือว่าผู้ที่ปฏิบัติเริ่มเห็นความจริงว่าฉันเกิดสัมมาทิฐิ
ผมถามว่าโลกนี้ของท่านเคยหืออือด้วยไหม
ไม่เคย
ขณะที่ท่านเห็นถูก กลายเป็นท่านมีความทุกข์จากความเห็นถูกนั่นแหละ
เมื่อไหร่สลายตรงนี้ออก เมื่อนั้นถึงจะจบ …”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

จากธรรมบรรยาย วันอาทิตย์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
https://www.youtube.com/watch?v=2q75T1BaAFM
จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
ร่วมกับ ชมรมกัลยาณธรรม

ดูธรรรมบรรยายนี้ฉบับเต็มที่คลิปนี้
http://www.youtube.com/watch?v=9knfDLMyKU4

ถ้าปัจจุบันไม่มีใคร ชาติหน้าจะมีใคร

ระลึกชาติได้
ผู้ที่เข้าถึงอริยสัจ
จะเกิดญาณหยั่งรู้ในอดีตของตนไปได้ไม่มีประมาณ
ชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร?
ชาติที่แล้วเกิดเป็นทุกข์
ชาติก่อนหน้านี้ล่ะ
ก่อนหน้านี้ก็เกิดเป็นทุกข์
ชาติไหนๆ ก็เกิดเป็นทุกข์มาตลอด
จะเกิดเป็นแบบไหนก็มีขันธ์ ๕
เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยตามแต่สิ่งที่ทำกรรมมา
แล้วชาติหน้าล่ะจะเกิดเป็นอะไร??
ถ้าปัจจุบันไม่มีใคร ชาติหน้าจะมีใคร
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา

เข้าใจในสรรพสิ่ง ที่ต้องแตกดับไปอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว

เข้าใจในสรรพสิ่ง ที่ต้องแตกดับไปอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว
ทำไมเพียงเข้าถึงอนิจจังทุกข์ลดมหาศาล วันนี้ทุกข์มันเกิดจากความไม่เข้าใจความไม่แน่นอน ปากเราบอกเข้าใจแต่ใจมันไม่รู้สึกเลย
ทำความรู้สึกไม่ประมาทไว้ เข้าใจสรรพสิ่งที่ต้องแตกดับไปอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว หน้าที่เราเพียงรักษาสิ่งที่มีอยู่ปกครองอยู่ให้ดี
ไม่ว่าทรัพย์สิน ลูก สามี ภรรยา งาน พ่อ แม่ ฯลฯ
เช่นหลวงพ่อชากล่าวว่า “แก้วน้ำของเรา ขณะใช้ให้เห็นว่ามันแตกแล้ว วันหนึ่งมันแตก การแตกจะไม่เป็นสมุทัย เพราะมันแตกไปแล้ว ความสงบก็เกิด ไม่ทุกข์ร้อนอะไร นั่นล่ะจะแจ้งนิโรธ”
ท่านพุทธทาสบอกว่าอะไร ท่านบอกว่า “นิพพานคือตายเสียก่อนตาย”
ท่านอยู่กันคนละภาคเลย ทำไมพูดเหมือนกัน
เมื่อใจถูกน้อมเข้าไปเรื่อยๆ (โยนิโสมนสิการ) วันหนึ่งจิตจะเดินวิปัสสนาไปเห็นการเกิดดับขึ้นภายใน จากนั้นจิตจะเข้าใจด้วยตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง
ของไม่ยากอย่าทำจนยากนะ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา