ทำไมจะรักษาศีลไม่ได้?

why cant
ในสังสารวัฏอันยาวนาน วันนี้เราอาจจะยังไม่เห็นภาพ สิ่งที่จะเปลี่ยนเเปลงได้มีอยู่อย่างเดียวคือธรรมะ ที่จะเข้าไปเปลียนคน ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เปลี่ยนอะไรก็ไม่ได้ เพราะจะมีเเต่สัญชาตญาณเท่านั้น ที่ดึงลงเเล้วก็ต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพราะสัญชาตญาณของไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือรูปนามหรือจะเป็นเดรัจฉาน มันมีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือปกป้องตัวเอง รักษาเผ่าพันธุ์ อะไร ๆ ก็จะเอาตัวเองเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันจึงพร้อมที่จะตอบสนองด้วยการทำบาปทำชั่วทำอกุศลด้วยการทำผิดศีล
อย่างการผิดศีล ฟังดูบางคนบอกว่า “โอ้ย รักษาศีลรักษาไม่ได้หรอกตั้ง ๕ ข้อ ทำได้อย่างมากก็ข้อสองข้อ ใครจะไปถือได้ตั้ง ๕ ข้อ”
ผมสงสัยจริง ๆ เลยว่าศีล ๕ ที่บอกว่าถือไม่ได้ มันเเปลว่าอะไร
ข้อที่ ๑ ปาณาติบาต การออกไปฆ่าทรมานสัตว์ คือการออกไปมุ่งร้ายเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช่ปกป้องตัวเองด้วยซ้ำนะ ถ้ามีใครมาทำท่านเเล้วท่านตอบโต้ยังพอฟังได้นะ เเต่ถ้าอยู่เฉย ๆ ออกไปรุกรานคนอื่น อันนี้ฟังไม่ขึ้นนะ นี้คนประเภทไหนที่ออกไปรุกรานคนอื่น
ข้อที่ ๒ อทินนาทาน ถ้ามีคนมาขโมยของท่านเเล้วท่านปกป้องยังพอฟังได้ เเต่นี้ออกไปเพื่อไปขโมยของคนอื่น ไปโกง ไปคอรัปชั่นคนอื่นเพื่อเอาเข้ามาเป็นของตัวอันนี้รุกรานคนอื่นนะ
ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ใช่ว่าเขามารุกรานคนในบ้านท่านนะ เเต่ท่านกลับออกไปรุกรานคนอื่นนะ เอาลูก เอาเมียเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว ไปแอบกินเล็กกินน้อยของคนอื่นเขา นี้คือออกไปรุกรานนะ
สามข้อที่ผมพูดมานี้ออกไปรุกรานนะ ถ้าบอกว่า “เฮ้ย ฉันถือศีลไม่ได้หรอก..” เเปลว่าท่านไม่สามารถที่จะหยุดรุกรานคนอื่นได้หรือ? นี้ไม่ใช่มนุษย์เเล้วนะ
ข้อที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องวาจา ล้วนออกไปรุกรานคนอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะการโกหกเพื่อจะให้ตัวเองได้ผลประโยชน์เเล้วก็ไปกระทบกระเทียบผู้อื่น หรือพูดให้คนอื่นตีกันเรียกว่าเสียดสี
สี่ข้อที่ผมพูดถึงรุกรานคนอื่นหมด
ส่วนข้อที่ ๕ รุนรานทั้งตัวเองเเละคนอื่น คือเรื่องสุรา ตัวเองก็ทำร้ายตัวเองจนหมดป่นปี้ อวัยวะภายข้างในวินาศสันตะโรอยู่ได้ไม่ครบอายุเเน่ เเถมเมื่อเมาเเล้วไม่ต้องพูดเลยว่า ศีลทั้งหมดยกเลิกจบกันเพราะพังทุกข้อ พร้อมจะทำทุกข้อเพราะหมดเเล้วความเป็นสติสัมปชัญญะ หมดความเป็นมนุษย์ไปเรียบร้อย
ตกลงศีลทั้ง ๕ ข้อออกไปรุกรานชาวบ้านหมด เพียงแค่อยู่ให้ตัวเองเป็นปกติบอกว่าทำไม่ได้ …ผมเริ่มไม่ค่อยเข้าใจ?
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์ปปฏิบัติธรรม “หมดเปลือก”
สามารถดูคลิปวีดีโอคอร์สนี้ได้ที่นี่
https://youtu.be/HwqZyMNzIFs?list=PLh9Sm2EK19nRzsYnsXGGGbkbPTsoCPSvd

การปฏิบัติ บนเส้นทางอริยมรรคมีองค์แปด จนถึงที่สุดแห่งทุกข์

เวลากัดกินเรา
ทุกข์เริ่มจากการมุ่งร้าย การเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่น

จัดการด้วยการมีศีล ศีลจะดูแลกายและวาจาที่จะไปเบียดเบียนพยาบาทผู้อื่น

ทุกข์มาจากการไปเสพติดกามคุณเช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส พูดง่าย ๆ คือหลงเป็นทาสวัตถุนิยม แบรนด์ดัง อาหารอร่อย ฯลฯ จัดการด้วยเนกขัมมะ พรากออกจากกามที่หลงยึดไว้

ถ้าไม่พรากไม่รู้นะ

พรากออก อดทน สู้ไม่ถอย

ให้เห็นโทษภัย

เมื่อพรากกามคุณและไม่ทำอกุศลทางกายทางวาจาได้ จิตใจจะสงบในระดับที่ง่ายต่อการเจริญสมาธิ เพื่อการจัดการกับทุกข์ในระดับจิตใจต่อไป

ทุกข์มาจากใจที่ไปคิดเรื่องอกุศล สาเหตุมาจากสิ่งที่สั่งสมมายาวนาน ทั้งเห็นแก่ตัว อยากได้ไม่อยากให้ เห็นแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่น ตัวเองดีหมด

เพียรละอกุศลในใจ ละอกุศลเจริญกุศล รู้ลมไว้

เติมกุศลในใจ เพียรเจริญกุศลไว้ คือ อานาปานสติก็ดี เมตตาก็ดี ฯลฯ

รู้ลมหายใจไว้มากๆ

ในชีวิตช่วงไหนว่าง รู้ลมหายใจ

อ่านอยู่หยุดอ่านตรงนี้เลย.. รู้ลมแทน..

หลาย ๆ ครั้งแล้วค่อยอ่านต่อ

ระยะนี้ อกุศลจะถูกชำระด้วยกุศล โดยหลักการแน่นอนว่าอกุศลต้องลด กุศลต้องเพิ่ม ผลคือจะสงบสุขในใจมากขึ้นแน่ ๆ จิตใจจะตั้งมั่น เป็นสุขสงบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากการรู้ลม

จากนี้การนั่งสมาธิจะสงบขึ้นเองโดยธรรมชาติ ช่วงนี้ทำทั้งในรูปแบบและในชีวิตประจำวันไว้ให้มาก

ศีลก็บริบูรณ์ไม่ว่าร้ายใคร ไม่เบียดเบียนด้วยกาย

เริ่มพรากออกจากการยึดติดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้มากขึ้น

จิตใจจะสงบตั้งมั่นปราศจากนิวรณ์มารบกวน

อกุศลในใจก็ละไปด้วยการรู้ลมแทน

เมื่อรู้ลมก็เกิดเวทนาขึ้นเฉพาะคืออุเบกขา

ทุกข์เริ่มลดลงลดลง ความตั้งมั่นของจิตจะสูงขึ้น

จะเริ่มเห็นว่าทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ก็ดับไป

สุขเกิดขึ้น สุขก็ดับไปเฉยๆ

เกิดขึ้นเฉย ๆ ก็ดับไป จนเห็นสรรพสิ่งภายนอกก็เช่นกัน

ความรู้ความเห็นเข้าไปในระดับจิตมากเข้า ไม่เหมือนเมื่อก่อนมันรู้ระดับสมอง

เมื่อความคิดเกิดขึ้น สติระลึก กลับมารู้ลม

จังหวะนี้จะเห็นว่าวิญญาณตั้งอาศัยที่สังขาร เกิดเป็นอารมณ์ในคิด เมื่อละมารู้ลม วิญญาณจะดับลง จากสังขารมาเกิดขึ้นที่รูปแทน

สักพักก็เผลอไปคิดอีก ก็ทำนองเดียวกัน วิญญาณดับลงจากรูปแล้วไปเกิดที่สังขารอีก

จะเห็นการเกิดดับในอย่างนี้ไปเรื่อย รวมถึงในขันธ์อื่น ๆ ด้วยคือ เวทนา (ความพอใจ ไม่พอใจ เฉย ๆ) สัญญา (ความจำได้หมายรู้)

จะค่อย ๆ เห็นว่าไม่มีเรา

ขันธ์ทำงานกันเอง

เมื่อมีผัสสะมากระทบก็จะเกิดเป็นอาการต่าง ๆ เป็นผลออกมาหรือจะเรียกว่าพฤติกรรมก็ได้

แสดงว่าหากจะเปลี่ยนพฤติกรรมใครต้องไปแก้ที่สันดานที่สั่งสมมา

ความเพียรในการละทั้งหลาย ตั้งแต่ศีล มาจนความเพียรละอกุศลในใจ จนความเพียรสร้างกุศลนั้นเริ่มไปเปลี่ยนสันดานใหม่ ตรงนี้อยู่ในมรรคตั้งแต่ข้อ 2 3 4 5 6

เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนสันดานเดิม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปจัดการกับความเคยชินในการตอบสนองเป็นอกุศลนั้น จะทำให้มันดำเนินไปตามสัญชาตญาณเดิมแน่ ๆ ตรงนี้มันจะกลายเป็นว่างแบบปุถุชนไม่เป็นโลกุตระมรรค

เมื่อสันดานเดิมเริ่มเปลี่ยนมาเป็นนิสัยที่เป็นกุศลเป็นหลัก ใจจะสงบเยือกเย็นไม่เร่าร้อน

จิตจะตั้งมั่นได้ง่าย เห็นการเกิดดับ

จนเบื่อหน่ายคลายความยึดถือในความทุกข์ความสุขในสรรพสิ่งภายนอก

จะเริ่มปล่อยวาง

จะเกิดการดับว่าง

จากจุดเป็นเส้น

จากน้อยไปมาก

เห็นความจริงโดยลำดับ

จนสามารถละความเห็นผิดว่ากายเป็นเราจิตเป็นเรา ทุกข์ลดลงมหาศาล เพราะที่ทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเห็นผิดว่ามีเรานี่ล่ะ

จากนั้นแม้ละความเห็นผิดลงไปได้แล้ว เพราะจากการเฝ้าสังเกตุรูปนาม (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) มาตลอด เข้าใจว่าขันธ์ทั้งหลายเกิดดับ (แต่วิญญาณหรือจิตกลับไม่เห็นว่าตัวเองก็เกิดดับ) จิตจึงยึดถือความรู้หรือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการเฝ้าดู
ตรงนี้หากไม่ใช้การละอารมณ์ให้วิญญาณดับจากขันธ์นามธรรมมาเป็นรูป หรือที่เรียกว่ากายคตาสติ ในการเจริญภาวนามาตั้งแต่ต้นจะเกิดปัญหาตรงนี้มาก เพราะจิตไม่เห็นตัวเองดับ เราคิดเอาเองก็ไม่ได้เพราะเข้าต้องเห็นเอง สร้างเหตุไว้อย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น รู้แล้วต้องปล่อยต้องทิ้งทันทีให้วิญญาณดับลงไปด้วย ไม่ให้สืบเนื่องไปในขันธ์ของนามธรรมให้ละแล้วมาอยู่กับรูป

ถึงตรงนี้จิตจะคลายความยึดถือในขันธ์ อารมณ์ต่าง ๆ เริ่มดับไป ดับไป ไม่เข้าไปยึดถือ ทำอะไร (ในจิตใจ) ก็เงียบไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ กุศลก็ไม่เอา ไม่ยึด ไม่ปีติ ไม่หลงเสพอีก แต่ก็ทำกุศลไปไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนรูปธรรมทั้งหลายไม่สามารถทำความกระทบกระเทือนต่อจิตได้อีก จิตโปร่งเบาเป็นอิสระจากรูป หมดความเกาะเกี่ยว ไม่ดึงเข้าไม่ผลักออกต่อรูป เสียง กลิ่น รส ที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย อีก ใครทำอะไร ๆ ก็ไม่เอาโกรธอีก ไม่เห็นมีอะไร

จากนั้นทุกข์เบาบางเต็มที จะเหลืออยู่ที่ยังทุกข์บ้างก็เพราะไปยึดในกุศลบ้าง ในทิฏฐิบ้าง ฯลฯ ก็เพราะยังไม่เห็นสัพเพธัมมาอนัตตา ดังคำกล่าวของปฏาจาราเถรี

“นอกจากทุกข์แล้วไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรตั้งอยู่
นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรดับไป”
สิ่งเกิดดับล้วนเป็นทุกข์ สิ่งเป็นทุกข์เป็นอนัตตา”
อนัตตาคือสิ่งทั้งปวงมีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับ สิ่งนี้แม้จะว่างจากตัวตน แต่ยังมีเหตุเกิดอยู่

เมื่อเห็นถึงที่สุด วางในขั้นสุด ก็เข้าสู่สุญญตา ที่ที่ไม่มีเกิด ไม่ดับอีกต่อไป

ปล่อยจากความยึดถือสิ่งเกิดดับ

“ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ!”

ตัวขันธ์เองก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อเห็นแจ่มแจ้งในอริยสัจ ๔ จิตเองจึงปล่อยความยึดถือในขันธ์

พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่า นิพพาน

ผู้รู้ที่เป็นวิญญาณเกิดดับก็ถูกปลดปล่อย สติก็เป็นธรรมฝ่ายเกิดดับ ถึงสภาพนี้สรรพสิ่งกลายเป็นความเคยชิน หมดเจตนาต้องถือต้องประคอง

อิสระ

เกิดเป็นวิมุตติญาณทัสนะ ไม่ยึดอะไร ๆ มาเป็นเราอีกต่อไป

ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่ตรงนี้

“ชาติสิ้นแล้ว พรมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ต้องทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”
สรุป

1. ละบาป ระดับกายวาจา ใช้ศีล

2. ละการยึดติดกามคุณ เนกขัมมะ ถอนความยินดีในวัตถุนิยม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

3. เพียรละอกุศลในใจ ละไปเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. เพียรเจริญกุศลในใจ อานาปานสติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ

5. ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นการเกิดดับในสรรพสิ่งทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในสำคัญมาก

6. เมื่อทำถูก ต้องรู้สึกคลายความเครียดในสิ่งต่าง ๆ ลง สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์

7. เมื่อเห็นจนเต็ม ศีลไม่บกพร่อง เผลออย่างไรก็ไม่มีวันทำผิดอึก ไม่ต้องเจตนาในการถือศีล ใจรู้สึกเป็นกลางไม่ดิ้นรน เจริญกุศลต่อไป ช่วยเหลือสังคม อยู่ด้วยแล้วคนรอบข้างสัมผัสความสุขจากเรา อารมณ์ไม่วูบวาบ

8. เจริญกุศล เจริญสติโดยเห็นฐานต่าง ๆ ไม่ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนเกิดดับ ว่างจากตัวตน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ จนวันหนึ่งเหตุเกิดก็ถูกชำระ จึงดับตลอด เมื่อดับก็ว่าง เมื่อว่างก็สงบเย็น จุดนี้อกุศลถูกละจนเบาบาง เป็นระดับละเอียดก็ละไปเรื่อย ๆ ละเพื่อให้เห็นวิญญาณเองก็เกิดดับไปอย่างนั้นผู้รู้จะแข็งแรง

9. กุศลเต็ม ทำกุศลหมดความยึดถือในกุศล ทุกสรรพสิ่งทำแล้วไม่ยึดถือ รวมทั้งว่างจากผู้กระทำ หมดผู้ทุกข์ หมดถูกผู้กระทำ อยู่นอกเหตุ เหนือผล ที่ผ่านมาทำเหตุสร้างเหตุมา จนทั้งเหตุก็พอ ผลก็เต็ม หมดความยึดถือทั้งปวง สงบเย็น จบพรหมจรรย์

เดินทางอยู่ตรงไหน
ขาดอะไร
ลองตรวจสอบดูคร่าวๆ

สำคัญคือต้องสู้
เพียรไม่หยุด
อย่าเอาแต่สุนกสนานไปวัน ๆ
หลงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปในใจ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ความแตกต่างระหว่าง ปฏิบัติในคอร์สปฏิบัติธรรม กับปฏิบัติอยู่ที่บ้าน

ความแตกต่างระหว่าง ปฏิบัติในคอร์สปฏิบัติธรรม กับปฏิบัติอยู่ที่บ้าน
โดยทฤษฎีมันปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เเต่ในความเป็นจริงผมว่าพวกท่านทั้งหลายสามารถตอบคำถามนี้ได้เองว่าตอนทำที่บ้านเป็นยังไงบ้าง กับตอนมาอยู่ในคอร์สปฏิบัติเป็นยังไงบ้าง
ความต่างกันก็คือ การมาอยู่ในคอร์สปฏิบัติหรือสถานที่ปฏิบัติหรือตามวัดป่าหรือตามที่ไหนก็ได้ที่มีการปฏิบัติ เราจะถูกขัดใจ มันไม่เป็นไปดั่งใจ ไอ้นั่นก็ไม่มีไอ้นี่ก็ไม่มี
ถ้าท่านไปนึกถึงสภาพกุฎิวัดป่ายิ่งไม่เป็นไปดั่งใจกว่านี้อีก ทำไมไอ้นั่นก็ไม่มี ทำไมอาหารการกินถึงมีเเค่นี้ กินก็ไม่อิ่ม ไม่เห็นอร่อยเเบบที่เคยกินเลย ทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องเหล่านี้ไปหมดเลย
คนมีปัญญาก็จะเห็นเองว่า “โอ้โห!เราติดไม่น้อยเลยนะเนี่ย”
คนไม่มีปัญญาก็จะรู้สึกว่า “โอ้ย! มาอยู่ที่นี่ไม่ไหวทุกข์เหลือเกินกลับดีกว่า” นับเเต่วันถอยหลังที่จะกลับบ้าน
เพราะฉะนั้นการมาอยู่ในศูนย์ปฏิบัติก็จะเกิดคนขึ้นมาสองประเภท ประเภทหนึ่งรู้สึกเป็นทุกข์ที่มาอยู่ในศูนย์ปฏิบัติเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไอ้โน่นไอ้นี่ไอ้นั่นมันก็ไม่เป็นไปดั่งใจ ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็มีความทุกข์อยู่เหมือนกัน เเต่เห็นเลยว่าเพราะว่าเราติดทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะทางตา อาจจะเป็นหนัง ละคร ทางหู เสียงเพลง ทางจมูก ลิ้น กาย เยอะแยะไปหมด ต้องนอนแอร์เย็น ๆ ต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้
เเล้วจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมา
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม “นกกับต้นไม้”

สามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้แบบออนไลน์ได้ที่
http://youtu.be/kdl3NZ9KBqY?list=PLg335evdAUbbHLfHqqO1F1FlW2kMSqUwL
หรือดูในรูปแบบแผ่นดีวีดีได้ที่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/21/dvd-ชุดนกกับต้นไม้-ซีรีย์ชุดที่-4-5

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่แค่เห็นการเกิดดับ!

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่แค่เห็นการเกิดดับ
ผมเห็นการเกิดดับ อย่างนี้ใช่ไหมครับ?
นี่คือคำถามยอดฮิต
แล้วเห็นยังไงล่ะ ?
คือผมเล่นเกมส์ เห็นอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งพอใจและไม่พอใจ เกิดขึ้น ดับไปตลอดเวลาเลย ผมต้องทำยังไงต่อครับ เห็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นก้าวหน้าเลย
ดิฉันก็เห็นการเกิด-ดับเช่นกัน วันก่อนไปเดินช้อปปิ้ง เห็นความโลภเกิดขึ้นเวลาที่เห็นของที่ถูกใจ ความโกรธเกิดขึ้น เวลาที่ถูกขัดใจหรือต่อของที่อยากได้แล้วไม่ได้ แล้วดิฉันต้องทำยังไงต่อคะ เห็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นก้าวหน้าเลย
การเกิดดับที่เราพูดถึงนั้น เป็นสภาพเกิดดับที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่นใบไม้ร่วง ฝนตก เสียงต่าง ๆ อารมณ์พอใจ ไม่พอใจ หรือลมหายใจ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นของเกิดขึ้นดับไปตลอดเวลา ถ้ามีใครเข้าไปสังเกตก็จะต้องเห็นแน่นอน
ไม่ต้องนักปฏิบัติอะไรมากมายก็เห็นได้ เพราะของมันมีอยู่แล้ว อาทิเช่น ลมหายใจ หายใจเข้าเดี๋ยวก็หายใจออก หายใจออกเสร็จเดี๋ยวก็หายใจเข้า ลมหายใจเข้าก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นลมหายใจออก เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป อย่างนี้เกิดอยู่ทุกเวลา ทุกวัน สังเกตก็เห็น
แต่วัน ๆ เห็นไหม ? ไม่เห็นหรอก เพราะมัวแต่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำโน่นนี่ทั้งวัน ยุ่งทั้งวัน
อย่างนี้ที่คนชอบพูดว่าได้เห็นการเกิดดับ
แล้วถูกไหมล่ะ ?
ปฏิบัติแล้วเห็นอย่างนี้ ก็เห็นถูกแล้ว เพราะของมันเกิดดับอยู่แล้วนี่ แน่นอน หากมีปัญญาจริง ๆ ก็พอจะสร้างความเข้าใจต่อไปได้ถึงความเป็น รูป-นาม ของสรรพสิ่ง แต่เชื่อเถอะว่าบันไดก้าวนี้ห่างเกินไป
เปรียบเสมือน เดินขึ้นบันไดจากชั้นล่างขึ้นชั้น ๒ เท้าขวาก้าวขึ้นบันไดขั้นที่ ๑ แต่พอจะเหยียบก้าวต่อไปเท้าซ้ายพยายามจะก้าวไปเหยียบขั้นที่ ๑๐ คิดว่าจะไปต่อได้ไหม ?
ใช่.. ก้าวไม่ถึงหรอก
เพราะไม่รู้จัก “มรรค” จึงทำให้ปฏิบัติตาม ๆ กัน เขาว่าดีก็ดีตามเขา บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ คนเขาเข้าใจได้ เขาอาจจะไม่ได้อยู่ขั้นที่ ๑ หรอก เขาอาจจะเหยียบอยู่ขั้นที่ ๘ ขั้นที่ ๙ แล้วก็เป็นได้ การก้าวไปขั้นที่ ๑๐ มันก็เป็นธรรมดาที่เขาก้าวได้อยู่แล้ว
เราจึงควรมาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
การเห็นการเกิด-ดับ คืออะไรกันแน่?
การเกิดดับแยกให้เห็นได้เข้าใจ ๒ ประเภทคือ
๑. การเห็นการเกิดดับที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อย่างเช่นที่อธิบายไปแล้วข้างต้น
๒. เกิดการดับเพราะเจริญมรรค ตรงนี้เข้าไปเห็นสภาพของการปล่อยวาง “ขันธ์” ลงชั่วขณะ หรือวางอุปาทานหรือดับสภาพ สักกายทิฏฐิ คือสภาพความเห็นผิดลงได้ชั่วคราว จึงเห็นการดับจากของปรุงแต่งที่สร้างขึ้นโดยความ “ไม่รู้ ” ไปสังเกตเห็นในฌาน ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปว่า สภาพนั้นว่างจาก สักกายทิฏฐิ หรือความเห็นผิดในความเป็นตัวตน ในขณะที่ปราศจากเจตนาของการสังเกต
ดังนั้นจึงเห็นว่าการเกิดดับของทั้ง ๒ ประเภทนั้นจึงแตกต่างกัน
อย่างแรกเข้าไป “สังเกต” ของที่มีอยู่ ส่วนประเภทที่ ๒ นั้น เกิดจากการ “ปล่อยวาง” ความยึดถือหรือการปรุงแต่งลงได้ชั่วคราว ซึ่งเป็นผลจากการเจริญมรรค
แล้วทั้ง ๒ ประเภทนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงหรือมีความสำคัญอย่างไร ?
การดับในประเภทที่ ๑ นั้น จะไม่หมดไปหากไม่เจริญมรรค เพราะเนื่องจากการสร้างเหตุเกิดให้มันตลอดเวลา ดังเช่นฟองก๊าซไข่เน่าในบ่อน้ำเน่าที่ผุดขึ้นตลอดเวลา จะไม่มีวันหมดไปหากยังคง “ทิ้งขยะ” ลงในบ่อน้ำเน่านั้น และไม่มีการจัดการกับขยะที่มีอยู่แล้ว รวมถึงน้ำที่เน่าอยู่และดินโคลนใต้น้ำที่หมักหมมเน่าเหม็นมายาวนาน
ย้อนกลับมาสร้างความเข้าใจในตัวอย่างที่ยกไว้ในตอนแรก …เขาเห็นอารมณ์ที่เกิดดับจากการเล่นเกมส์ นั่นคือการเห็นฟองก๊าซไข่เน่าที่ผุดขึ้นตลอดเวลาจากบ่อน้ำเน่า
การเล่นเกมส์ คือ การโยนขยะลงไปเพิ่มในบ่อน้ำเน่านั้นนั่นเอง
ดังนั้น คำถามที่ถามว่าต้องทำอย่างไรต่อเพราะไม่เห็นก้าวหน้าเลย ก็จะก้าวหน้าอย่างไรกัน มันจะถอยหลังเอาด้วยซ้ำ
แล้วต้องทำอย่างไร?
๑. หยุดเล่นเกมส์ เพราะจะเห็นทันทีว่าเราติดเกมส์ เมื่อนั้น “ความอยาก” จะเกิด นั่นคือตัณหา เร่าร้อนใจล่ะทีนี้ คราวนี้จะเข้าใจได้เองว่า เรามีสภาพไม่ต่างจากคนติดบุหรี่หรือยาบ้า ถ้าหากการติดนั้นไม่มากนักก็เหมือนคนอยากบุหรี่ แต่ถ้าเสพติดรุนแรงไม่ได้เล่นเกมส์แล้วออกอาการกระฟัดกระเฟียดอารมณ์เสียเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด นั่นแสดงว่าเสพติดรุนแรงมากเหมือนติดยาบ้าแล้ว อย่างนี้ทุกข์นะ ตกลงเล่นเกมส์นั้นมีความสุขหรือสร้างความทุกข์กันแน่
เอาให้แน่ .. เข้าใจไหม อย่างนี้จึงจะเกิดปัญญา พาไปสู่การถอดถอนในอนาคต
ดังนั้นนี่จึงเห็นเหตุว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงให้ความสำคัญกับการ ” เนกขัมมะ ” ในมรรคองค์ที่ ๒ ที่เป็นปัญญา
เพราะเมื่อรู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุให้เกิดทุกข์ ในมรรคองค์ที่ ๑ แล้ว จะเป็นเหตุปัจจัยให้มรรคองค์ที่ ๒ เกิด คือการเนกขัมมะออกจากกาม ไม่มุ่งร้าย ไม่เบียดเบียน เมื่อนั้นจะเห็นได้เองว่าการติดเกมส์ หรือกามคุณต่าง ๆ ส่งผลเป็นความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจ ควรจะพรากออกมา หรือใช้อย่างระมัดระวังหากยังจำเป็นต้องใช้อยู่
๒. หากสิ่งนั้นไม่ใช่เกมส์ที่จะหยุดได้เช่น การใช้ Line ในการส่งข้อความ หากใช้ในการส่งข้อความเพื่อเป็นการให้ความสะดวกในการสื่อสาร ก็คงไม่สร้างปัญหาอะไรมากนัก แต่บางคนติดเล่นเพราะสติกเกอร์ที่ส่ง มันสร้างตัวสร้างตน อวดตัว ปรุงแต่งภายในสารพัด ไปให้อาหารอวิชชา ทำให้เกิดราคานุสัย สร้างเชื้อให้ราคะต่อสิ่งอื่น ๆ ผุดขึ้นมาได้ง่ายดายเพราะชินกับราคะอยู่แล้วอย่างนี้ก็ ลด ละ เลิกเสียเถอะ
ดังนั้นการใช้ของต่างๆ จึงมี ๒ สภาพ คือ เริ่มจาก “ขันธ์” ติด ..ถ้าไม่โง่ ใจก็ไม่ร้อนรุ่ม ผลักดันให้เป็นตัณหาเร่าร้อน แต่ถ้าโง่ เพราะมีอวิชชา เมื่อขันธ์ติด ก็จะมีผู้ทุกข์ล่ะงานนี้
จากนั้นก็จะกลายเป็นพลังผลักดันให้เป็นเหตุเกิดของสรรพสิ่งต่อไป
การเจริญมรรคทั้ง ๘ องค์ จึงมีความสำคัญมาก ที่จะไปตัดต้นเหตุต่าง ๆ ที่จะไม่ทิ้งขยะเพิ่ม รวมถึงการชำระพื้นบ่อด้วยศีล ถ่ายน้ำเน่าออกด้วยการชำระจิตในมรรคองค์ที่ ๖ สนับสนุนให้เกิดปัญญาถอดถอนความเห็นผิดด้วยมรรคองค์ที่ ๗ และ ๘ ไปสนับสนุนความเห็นถูกให้มรรคองค์ที่ ๑ เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะมีแรงสนับสนุนจากมรรคองค์ที่ ๗ และ ๘ นั่นเอง
เมื่อนั้น สัมมาทิฏฐิ ความเห็นอันถูกต้องก็จะเกิดมากขึ้น ๆ โดยลำดับ
เมื่อละกาม ละธรรมอันเป็นอกุศล จิตจะตั้งมั่นเห็นความจริงว่าเรากำลัง “ยึด” ของเกิดดับเข้าเสียแล้ว แล้วแถมไปสร้างตัวตนในของที่ไม่มีตัวตน ไปยึดถือของไม่มีตัวตนขึ้นมาเป็นของเรา เป็นเรา เป็นอัตตาของเรา จากนั้นจะเกิดการปล่อยวางความเห็นผิดหรือความยึดถือลง ตรงนี้จึงเป็นการดับ ที่เรียกว่า “นิโรธ”
ดังนั้นที่ชอบพูดกันว่าเห็นการเกิดดับน่ะ ..เห็นแบบไหนล่ะ ?
เห็นการดับจากการเจริญมรรค .. นี่เกิดเป็นนิโรธ
หากเห็นของที่ เกิดขึ้นดับไปตามธรรมชาติ ก็เห็นไปสร้างปัญญาในวันข้างหน้า ..แต่วันข้างหน้าจะมีได้ ก็ด้วยการเจริญมรรคนั่นเอง
คำถามคำตอบที่เกิดในคอร์สพื้นฐานคอร์สหนึ่ง วัยรุ่นคนหนึ่งมาเข้าคอร์สปฏิบัติ บอกว่าเคยเข้าปฏิบัติที่นั่นที่นี่มาแล้ว เพิ่งมาเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมทำไม แล้วก็สามารถเห็นการเกิดดับในคอร์สนี้…
อาจารย์ : “ปรกติใช้โน๊ตบุ๊ค โปรแกรม window รึเปล่า?”
ผู้ปฏิบัติ : “ใช้ครับ”
อาจารย์ : “ถ้าเราสังเกตที่จอของโน้ตบุค จะเห็นจอเกิด ๆ ดับ ๆ ตลอดเวลาถูกไหม?”
ผู้ปฏิบัติ : “ถูกครับ”
อาจารย์ : “แต่การที่เรามาปฏิบัติ เรามากด CTL ALT DEL นะ เวลาที่เครื่องมันแฮงค์ จนกระทั่ง วันหนึ่งจะ Shut Down เครื่องคอมไปเลยรู้ไหม ไม่ได้แค่มาดูจอกระพริบนะ”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

การฝึกจิต จิตจะเป็นอิสระจากกิเลส

การฝึกจิต จิตจะเป็นอิสระจากกิเลส
วันนี้เราบอกว่าเราอยากจะทำตามใจของเรา อย่างเช่น อยากกินอะไรก็กิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ดูเหมือนกับค่อนข้างจะค้านกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ทางลัดสั้นตรงสู่พระนิพพาน
สมมุติว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เข้าไปบวช เป็นทางลัดสั้นตรงสู่พระนิพพาน เเต่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้เเปลว่าฆราวาสเข้าถึงความเป็นอริยะไม่ได้ เราเเค่จะดูทางที่ง่าย ที่ลัดสั้นที่สุด ทำไมในสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงถูกบังคับ กีดกัน หรือว่าไม่ให้ใช้สิ่งต่าง ๆ ตั้งมากมาย เหลือเเค่อัฐบริขารที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตเท่านั้นเอง เเรก ๆ ผมก็เชื่อว่าพระภิกษุทั้งหลาย ที่เข้าไปบวชก็จะต้องอึดอัดกับการที่เคยคุ้น เคยมี เคยเป็น กับเรื่องราวหรือสิ่งที่ตัวเองเคยมี เมื่อไม่ได้ใจจะร้อนรนขึ้นมาเป็นทุกข์ ถ้าเป็นคนติดยาก็จะคล้าย ๆ อาการที่ลงเเดง หรืออยากจะเสพ เหมือนกันเมื่อเกิดการบีบบังคับตัวเองสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น เเต่ถ้าอดทนไป แล้ววันหนึ่งข้างหน้าก็เหมือนกับคนที่เลิกยาได้ เมื่อเลิกยาได้มันก็จะเริ่มเป็นอิสระมากขึ้น ในหมู่ของคนที่ติดยาทั้งหลาย ถ้ารุ่นพี่ที่ติดยาเเล้วเลิกยาได้ มาให้กำลังใจรุ่นน้อง ขณะที่รุ่นน้องอาจจะกำลังอ๊วกอยู่ที่วัดถ้ำกระบอก รุ่นพี่ก็จะมาช่วยกันเชียร์เเล้วก็บอก น้องเอ๋ย..ความสุขที่เเท้จริงไม่ใช่จากการได้เสพยาหรอก เเต่ความสุขที่เเท้จริงมาจากการที่เลิกยาเสพติดได้ต่างหาก วันที่เป็นอิสระจากยาที่เเท้จริงวันนั้นที่ไม่ต้องเสพมันอีก วันนั้นล่ะคือความสุขที่เเท้จริง
วันนี้เรากำลังหลงทางเเล้วล่ะที่เราบอกเรากำลังเเสวงหาความสุข เรากำลังมีความสุขเมื่อเราได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เมื่อเราติดหนัง ติดละคร เเล้วเราไปดูหนังดูละคร เมื่อเราได้เสพอย่างงั้น เราบอกเรามีความสุขเเต่วันไหนที่เราไม่อยู่บ้าน เราจำเป็นต้องออกไปธุระ เเล้วใจเราโหยหา เสียดายจังเลยนี่เป็นตอนจบเราไม่ได้ดูมันก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา เราลืมไปว่าเมื่อไหร่เราเสพอะไรเข้าไปมาก ๆ เเล้วเราไม่ได้อย่างที่เราปรารถนามันจะล้วนเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เราเข้าไปเสพ เข้าไปติด เข้าไปยึดในทุก ๆ ทาง ถ้าเราไม่หัดที่จะฝึกที่จะฝืนที่จะเนกขัมมะออกจากมัน วันหนึ่งมันจะกลายเป็นอสรพิษ ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเเล้วก็กัดเรา
เเต่หากวันนี้เราเข้าสู่การปฏิบัติธรรม เข้าสู่การฝึกใจฝึกจิต ฝึกที่จะเนกขัมมะออกจากมันบ้าง หรือฝึกที่จะเนกขัมมะออกจากมันให้มากขึ้น มันเหมือนกับคนติดยาเมื่อเลิกได้เเล้ว เขาจะเริ่มเป็นอิสระมากขึ้นหลังจากนี้ เมื่อเป็นอิสระจนถึงที่สุด
อย่างเช่นอาหาร เราอาจบอก ‘โอ้ยถ้างั้นก็ไม่ต้องกินอาหารอร่อย ๆ ?’ วันนี้เรากินอาหารอร่อย ๆ ด้วยความหลงใหล ด้วยการหลงเข้าไปกินทั้งปาก ทั้งลิ้น ทั้งใจ ถ้าผมถามว่าอร่อยลิ้นไหม อร่อย อร่อยใจไหม อร่อย อร่อยไปหมดเลยคือมันเสพเข้าไปทั้งลิ้น ทั้งใจเลย เเต่ถ้าวันไหนไม่ได้ ลิ้นก็ไม่ได้ ใจก็ไม่ได้ มันก็จะโหยหาขึ้นมา เเต่วันหนึ่งข้างหน้าที่เราพรากออกมา พรากออกมา จนกระทั่งใจของเราถูกพราก วันหนึ่งมันจะอร่อยลิ้นเเต่ใจของเราเป็นปกติ เมื่อเราอร่อยลิ้นก็เป็นเรื่องของรสชาติธรรมดา เมื่อรสชาติที่คุ้นลิ้นก็ทานได้มากหน่อย ถ้าไม่คุ้นลิ้นก็อาดจะทานได้น้อยหน่อย แต่ไม่ได้เกิดปฎิฆะคือเเรงผลักดัน ต้องโกรธต้องเกี้ยวโกรธ บ้างคน โอ้ยอาหารไม่อร่อย ด่าเเม่ครัว ด่าร้านอาหาร กลายเป็นโทสะ กลายเป็นสร้างภพสร้างชาติขึ้นมาอีก
เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะหายไปเมื่อเราเข้ามาฝึกจริง ๆ จะได้พบกับความอิสระ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

บทสัมภาษณ์ในรายการ สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู
(AMARIN TV) (12 ธันวาคม 2557)
https://youtu.be/eY5IAW7K7u0?list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5