ตายเป็นตาย

ตายเป็นตาย
เมื่อไหร่เราตั้งใจในการนั่งสมาธิ
สมมุติเราตั้งไว้จะครึ่งชั่วโมง
หรือจะชั่วโมงหนึ่ง
หรือจะกี่ชั่วโมงก็ตาม

ทันทีที่เราหลับตา เราจะไม่ขยับ
เราจะไม่ลืมตาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
นี่คือหลักการ

หลังจากนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น
ในใจต้องพูดคำเดียวว่า
“ตายเป็นตาย”

นิพพานอยู่ฟากตาย
ไม่ใช่สำหรับเด็กเล่น
ไม่มีใครทำเล่น ๆ แล้วได้ของจริง
ทำเล่นได้ของเล่น
คนจริงถึงจะได้ของจริง

ปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าท่านแลกด้วยชีวิต
ท่านถึงได้ใช้คำว่า
‘หนังเอ็นกระดูกจะเหลืออยู่
เนื้อและเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที’

เพราะฉะนั้นไม่มีใครเหยาะแหยะ

คนที่จะพบความจริงคือสู้ตาย

…..
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจาก คอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาฮอลแลนด์”
ณ วัดพุทธาราม เมืองวาลแว็กซ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์
ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สามารถชมคลิปวีดีโอธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่
https://youtu.be/XB4GFo_yW0c?list=PLDzf9cyBwgxAYfYKakVstReI_0qp6f3M-

เมื่อจิตยอมรับความจริงได้ ท่านจะไม่ทุกข์กับมันอีก

เมื่อจิตยอมรับความจริงได้ ท่านจะไม่ทุกข์กับมันอีก
ถ้าท่านนั่งสมาธิอยู่ในคอร์สปฏิบัติธรรม ผมบอกให้ท่านนั่งสมาธิ 10 นาที ไม่ว่าท่านจะอยากให้ถึง 10 นาทีหรือไม่อยากให้ถึง 10 นาที นาทีที่ 10 มาถึงเเน่ หรือว่าถ้าท่านนั่งอยู่ในรถเเล้วรถติดไฟเเดงอยู่ ไม่ว่าท่านจะอยากให้ไฟมันเขียวหรือไม่อยากให้ไฟเขียว ไฟมันเขียวเเน่ ๆ ไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใครสักคนบนถนนเลย หากนาทีที่ 10 มาถึงเเน่ ถ้าตอนนี้มีใครถูกบังคับให้มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม (โหยยย! เมื่อไหร่จะถึงวันสุดท้ายสักทีเนี่ย!) ไม่ต้องห่วง วันสุดท้ายมาถึงเเน่ ไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใครด้วย
ถ้าวันสุดท้ายของคอร์สปฏิบัติธรรมมาถึงเเน่ นาทีที่ 10 มาถึงเเน่ ไฟเเดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเเน่ วันสุดท้ายในชีวิตของท่านมาถึงเเน่นะ ไม่มีไม่เเน่ เเล้วไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใครด้วย เมื่อไหร่เราเข้าใจความจริงของธรรมชาติ เข้าใจความจริงทุกอย่าง เเล้วจิตยอมรับความจริงท่านจะไม่ทุกข์กับมันอีก
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์ในรายการ คนต้นแบบ
สามารถดูคลิปวีดีโอรายการนี้ได้ที่
https://youtu.be/hdRn4SjPeUM?list=PLDzf9cyBwgxCq5hba2iFLZ1RYyaBVTA09

(การ์ดคำสอน) ไม่ได้มีสูตรตายตัว

(การ์ดคำสอน) ไม่ได้มีสูตรตายตัว
ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่

จำไว้นะ มันไม่ใช่ศาสตร์ มันเป็นศิลป์
ไม่ใช่ศาสตร์ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ
ทุกอย่างที่บอกไปแนะนำไป
หรือท่านได้ยินคนนั้นคนนี้บอกมา เอาไปลองใช้
ถ้าเวิร์กก็เวิร์ก ไม่เวิร์กก็ไม่เวิร์ก
แต่คำว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยวินาทีที่ท่านลองด้วย
วันนี้ท่านลอง ใช้ได้ อีกบัลลังก์หนึ่ง ใช้ไม่ได้
แต่ตอนที่บอกว่าใช้ไม่ได้ อีกบัลลังก์หนึ่งดันใช้ได้ดี
เพราะเหตุปัจจัยมันเยอะมาก
จะได้เห็นถึงความเป็นอนัตตา
ถ้าบังคับได้กันทุกอย่าง ก็อัตตาเต็มไปหมด
จะไปเห็นอนัตตาจากอะไร
อะไรๆก็ควบคุมได้ อะไรๆก็สั่งได้
แน่นอนสมาธิเมื่อฝึกบ่อยๆ เข้าฌานออกฌานได้เป็นวสี
ก็ฝึกได้ ก็สั่งได้ ก็เก่งแล้ว
ก็ยังมีความเป็นอนัตตาอยู่ในนั้นอยู่ดี
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาจากคอร์สปฏิบัติธรรม “โตขึ้นหนูจะเป็นเบนซ์”

สามารถชมคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้ออนไลน์ได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=3yjsKZG5rmU&list=PLJvMwkyTBefV9C5RzNh0UX322Z122_w0q

หรือดูคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ในรูปแบบแผ่นดีวีดีได้ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/24/dvd-ชุดโตขึ้นหนูจะเป็นเบนซ์-ซีรีย์ชุดที่-1-5-5

สงบจากภายใน

สงบจากภายใน
เพราะจะฟังแต่ที่ชอบ เลยไม่เพิ่มพูนความรู้ ธรรมะในระดับหลุดพ้นฟังยาก เพราะมันสวนกระแสคน
ละกาม อยู่สงบ ไม่วุ่นวาย ใครจะชอบ มีแต่คนชอบสนุก ชอบมันส์ๆ แล้วจะพบนิพพานกันได้อย่างไร
เพราะแค่นิพพานชิมลองนั้นในเบื้องต้นคือปฐมฌาณ คุณสมบัติของปฐมฌาณ สงัดจากกาม สงัดจากธรรมอันเป็นอกุศล เมื่อสงัดจากสองสิ่งนี้ จิตจะสงบจากตัณหา ที่ๆ สงบระงับจากตัณหานั่นเองที่เป็นนิพพานแม้จะชั่วคราวก็ตาม
ข้างนอกไม่เคยสงบหรอกโลกนี้มันเคลื่อนไหวตลอด (มันเป็นธรรมชาติ)
แต่ข้างในซิสงบได้แน่ๆ อาศัยการฝึก รู้ลมไว้
(ว่าลมก็ไม่ใช่ของเราเกิดขึ้นเพราะมีเหตุแห่งรูปนามพยายามดิ้นรนเหลือเกินที่จะรักษาสถานภาพคือชีวิตนี้ไว้ เขาเรียกสภาพทุกข์ แต่ไม่มีผู้ทุกข์ แล้ววันๆ นี้ใครทุกข์ใครสุข ใครนั้นมีได้เพราะหลงผิดไปสร้างเราปลอมๆ เปล่าๆ ปลี้ๆ สร้างเองทุกข์เอง จะให้ว่ายังไง)
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา

มรรคองค์ที่ ๘ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๘ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไรเล่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปิติและสุขอันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่

เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปิติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่

อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปิติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข” ดังนี้ เข้าถึงตติยฌานแล้วแลอยู่

เพราะละสุขเสียได้ เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสองในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความตั้งใจมั่นชอบ

ส่วนความตั้งใจมั่นชอบ จะสังเกตได้ว่าในสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบนั้น พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ตั้งแต่ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) ไปจนถึงจตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) โดยแสดงผลหรืออาการในแต่ละฌานนั้นๆ ไว้ เราจะมาทำความเข้าใจกันจากที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้โดยเริ่มที่ปฐมฌาน พระองค์ตรัสว่า “สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย” แสดงว่าในปฐมฌานนั้น จะไม่มีกามเครื่องทำให้ใจบีบคั้นจากตัณหาความทะยานอยากใคร่ที่จะได้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทั้งหลาย จิตไม่มีนิวรณ์ ๕ เข้าครอบงำ แต่ยังมีวิตก คือความตริตรึกในรูป และวิจารคือความตรองเกี่ยวกับรูปอยู่
วิตก หรือความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐาน ซึ่งเราแปลกันทั่วไปว่าความตรึก แต่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความตรึกนึกคิดทั่วไป แต่หมายถึงความตรึกนึกจดจ่อในอารมณ์ของกรรมฐานเท่านั้น
วิจาร หรือความตรอง ที่แปลกันทั่วไปว่าความตรอง แต่สำหรับสมาธิหมายถึงความประคองจิตไว้ในอารมณ์ของกรรมฐาน คือให้ตรึกนึกกำหนดอยู่จำเพาะอารมณ์ของกรรมฐานเท่านั้น ความที่คอยประคองจิตไว้ดั่งนี้เรียกว่า วิจาร ซึ่งมักแปลกันทั่วไปว่าความตรอง แต่ไม่ได้หมายถึงความตรองเรื่องอะไรต่ออะไร คำดังกล่าวว่า “เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปิติ และสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่” ดังนั้นในระดับปฐมฌานนี้ ยังมีเสียงพูดตริถึงสิ่งที่กำลังกระทำในองค์กรรมฐาน เช่น รู้ลมหายใจอยู่เป็นวิตกและตรึกถึงผลที่เกิดจากการกระทำในองค์กรรมฐาน เช่นเกิดเป็นอุเบกขาอารมณ์ เกิดไปเห็นการเกิดดับ เห็นสภาพทุกข์ต่างๆ เห็นการดับของอารมณ์ เป็นต้น และมีปิติอันได้แก่
๑. ขุททกาปีตี ปีติเล็กน้อย เป็นความอิ่มใจ ความดื่มด่ำ ซึ่งมีอาการเช่น ขนลุกขนชัน น้ำตาไหล

๒. ขณิกาปีติ ปิติชั่วขณะ รู้สึกแปลบๆ เป็นขณะดุจสายฟ้าแลบ

๓. โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระรอก หรือเป็นพักๆ ให้รู้สึกซู่ลงมาในกายดุจคลื่นซัดเข้าฝั่ง

๔. อุพเพคาปปิติ ปิติโลดลอยเป็นอย่างแรง ให้รู้สึกใจฟู แสดงอาการหรือทำบางอย่าง โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่นเปล่งอุทาน เป็นต้น หรือให้ความรู้สึกตัวเบาตัวลอยขึ้นไปในอากาศ

๕. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน ให้ความรู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบด้วยสมาธิท่านมุ่งเอาข้อนี้ (วิสุทธิ.1/182)

ดังนั้นในส่วนของปฐมฌานจะมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา (ม.มู.12/102/72)
“เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปิติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่” เมื่อเข้าสู่ฌานที่ ๒ ไม่มีวิตก วิจาร คือไม่มีการตริตรึก ตรองอีก จะเริ่มสงบเป็นสมาธิ เหลือแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ
ดังนั้นในส่วนของทุติยฌาน จะมี ปีติ สุข เอกัคคตา (ม.มู.12/102/72.)
“อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปิติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข” ดังนี้ เข้าถึงตติยฌานแล้วแลอยู่” เมื่อเข้าสู่ฌานที่ ๓ ปีติเริ่มจากลงหายไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรอยู่ยั้งยืนยง เมื่อหมดเหตุก็ดับไปเป็นธรรมดา จิตเริ่มเป็นอุเบกขาและมีความสุข
ดังนั้นในส่วนของตติยฌาน จะมี สุข และ เอกัคคตา (ม.มู.12/102/72.)
“เพราะละสุขเสียได้ เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสองในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบากขาแล้วแลอยู่”
เมื่อละสุข ทุกข์ในฌานก่อน จิตจะเข้าสู่อุเบกขา ซึ่งเป็นสติธรรมชาติ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่จิตจะสัมผัสกับอุเบกขา วันนี้จิตของเราโลดเต้นอยู่ในฝ่ายกามคุณ จนไม่ได้สัมผัสกับความสงบ ลักษณะอย่างนี้จิตจึงไม่มีทางเลือกในการหาความสุขสงบระงับอย่างแท้จริงเลย
ดังนั้นในส่วนของจตุตถฌาน จะมี อุเบกขา และ เอกัคคตา (ม.มู.12/102/72.)
สังเกตที่อุเบกขาและเอกัคคตาไว้ให้ดีแล้วจะเห็นเหตุผลว่าทำไมพระพุทธองค์จึงให้สาวกดำเนินมาให้ถึงตรงนี้ ก็เนื่องจากอุเบกขาและเอกัคคตานี่ล่ะ เอกัคคตานี่เป็นความตั้งมั่นของจิต ถ้าสังเกตต่อไปจะเห็นว่าตั้งแต่ปฐมฌานก็มีเอกัคคตาแล้วนะ ดังนั้นหากเราอาศัยเพียงปฐมฌานก็สามารถเห็นการเกิดดับหรือไตรลักษณ์ได้ ส่วนอุเบกขาไปอาศัยหาเอาจากการรู้ลมบ้าง จากการที่จิตละอารมณ์ที่เป็นสุขเป็นทุกข์บ้าง สั่งสมเอา แต่หากจิตสามารถไปเสพคุ้นที่อุเบกขาไว้มากๆ จิตจะเปลี่ยนทางจากเดิมที่ไปยึดอารมณ์สุขทุกข์ เป็นมายึดอุเบกขาแทน (สุดท้ายจึงปล่อยอุเบกขาอีกที)
เนื่องจากธรรมชาติของทุกคนต้องการหาสุข ไม่เอาทุกข์ เราจึงวิ่งแสวงหาสิ่งที่คิดว่าจะให้ความสุขได้ คือตามใจตัณหาที่บีบคั้นให้เสพรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ตนเองชอบ เพราะคิดว่านั่นคือความสุข เมื่อเห็นว่าสุขก็เสพ เมื่อเสพก็ติด ยิ่งเสพมากขึ้นก็ติดมากขึ้น เมื่อไม่ได้อย่างที่เคยได้ ก็เกิดความทุุกข์บีบคั้นเพราะกิเลส ตัณหาเริ่มบีบคั้น เราจะเห็นผู้คนมากมายอยู่ดีๆ ก็ไปหาอะไรมาให้ตัวเองติด เช่น ดูหนัง สูบบุหรี่ เป็นต้น พอได้ดู ได้เสพก็เกิดการติด เพราะบอกว่าสนุก สนุกเพราะอะไร เพราะความเคลื่อนไหว การสั่นไหว การบีบคั้นของจิตของใจ ซึ่งจริงๆ แล้วล้วนเป็นความทุกข์ แล้วความไม่รู้ก็ไปหลงคิดเองให้ค่าว่าสนุก ทั้งๆ ที่เป็นทุกข์บีบคั้น เรื่องทุกข์จึงกลายเป็นเรื่องสุขของผู้ไม่รู้ว่านี้เป็นทุกข์ เมื่อไม่รู้ว่านี้เป็นทุกข์จึงไม่สามารถจะไปรู้ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ ต่อให้เหตุให้เกิดทุกข์กำลังเกิดขึ้น คนทั้งหลายจะพยายามดิ้นรนเพื่อจะสนองความอยากเพื่อให้ความบีบคั้น (ซึ่งคือตัณหา) นั้นได้รับการตอบสนองแล้วก็รู้สึกเป็นสุข อุปมาดั่งคนติดยาเสพติดเมื่ออยากยาก็ดิ้นรนหายามาเสพ ไม่ว่าด้วยวิธีใด เมื่อได้เสพก็เป็นสุข สุขก็แค่แว้บเดียวเมื่อเทียบกับทุกข์ แต่ผู้มีปัญญาที่เห็นในภาพรวมจะเห็นเลยว่าจะเรียกว่าสุขได้อย่างไรในเมื่อหน่อเชื้อโคตรเหง้าของสิ่งที่เราเรียกว่าสุขมันมาจากทุกข์ วันนี้จะให้เห็นถูกจึงกลายเป็นเรื่องยาก แถมสวนกระแสอย่างแรง เพราะเราไปสร้างความเคยคุ้นไว้กับทุกข์ ไม่สร้างความเคยคุ้นไว้ที่อุเบกขา จึงไม่มีบรรทัดฐานที่จะเทียบให้ถูกต้องได้
ในข้อสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่น จะเห็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นคือ หนึ่ง เกิดการที่จิตละออกจากตัณหาความบีบคั้น เนื่องจากละกามและอกุศลในปฐมฌาน จึงเกิดความตั้งมั่น เห็นความจริงของไตรลักษณ์ได้ สอง เมื่อถึงฌานที่ ๔ จิตได้สัมผัสอุเบกขาอันมีสติเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จิตจะเริ่มเข้าใจความสุขที่แท้จริงในระดับนี้ เมื่อได้สัมผัสอุเบกขามากขึ้นๆ เป็นลำดับ ซึ่งเครื่องยืนยันของคำกล่าวนี้จะอยู่ที่ อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
ดังนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาจิต ก็จะสามารถเห็นความจริงตามความเป็นจริงได้ ความจริงอะไรหรือ ความจริงง่ายๆ ที่เรานึกว่ารู้ แต่ที่แท้จริงแล้วจิตไม่เคยประจักษ์ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง คือสรรพสิ่งเกิดขึ้นแล้วจะดับไปเป็นธรรมดา ไม่ได้มีตัวตนใดๆ ให้ยึดถือ ทำไมสิ่งเหล่านี้ซึ่งก็เกิดอยู่ต่อหน้าต่อตาอยู่แล้ว แต่ไม่เห็นล่ะ เพราะเวลาทุกข์จากสิ่งกระทบ เราทำอย่างไรล่ะ คนโทรศัพท์มาต่อว่า เราทำอย่างไร โกรธ ยอมไม่ได้ ต้องเอาคืนแล้วก็ปะทะคารมกัน ความโกรธก็รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ เห็นอะไรไหม นอกจากเป็นโกรธ สติที่มีมันไม่ได้วกกลับเข้าสังเกตที่กายกับใจ แต่เมื่อวกกลับเข้ามาก็พบว่าเราโกรธนะ จากนั้นก็เข้าไปดูโกรธแล้วเริ่มหงุดหงิดว่า ดูแล้วไม่เห็นมันดับไปเลย ถ้าแบบนี้จบเห่…ทำไมล่ะ เพราะไปเจริญอกุศลเรียบร้อยไปแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร ในมรรคองค์ที่ ๖ ท่านให้ละอกุศล เจริญกุศล ไม่ใช่เจริญอกุศล การละอกุศลนั้นหากไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็คงทำได้ไม่ยากเย็น แต่หากเป็นเรื่องยึดติดมากๆ สำหรับคนๆ นั้น การละจะไม่ง่ายเลย ดังนั้นเราจึงควรหามรรควิธีที่จะให้จิตเปลี่ยนไปเกาะกุศล แทนที่จะให้อยู่กับอกุศล นั่นคือให้ไปอยู่กับลมหายใจ (อานาปานสติ)
กระบวนการเข้าสู่ความสงบเย็น
ดังนั้นเมื่อใช้ลมหายใจเป็นอุบายมากขึ้น จิตจะเริ่มตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิมากขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน การทำสมาธิอย่างเป็นรูปแบบก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความสงบตั้งมั่นได้ง่ายขึ้น เมื่อเข้าถึงฌานที่ ๔ จิตจะเคยคุ้นกับอุเบกขา และจิตจะตั้งมั่นซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลสนับสนุนให้การเข้าไปสังเกตกายและใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คือเห็นความจริง พุทธพจน์ที่สนับสนุนคำกล่าวนี้คือ
ภิกษุท.! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนการตรัสรู้ ยังเป็นโพธิส้ตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก

ภิกษุท.! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

ภิกษุท.! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า “กายของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน” ดังนี้แล้วไซร้

อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/