(การ์ดคำสอน) โลกนี้มีแค่ขณะเดียว ตอนนี้

คลิกฟังธรรมบรรยายนี้ ได้ที่คลิปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=1Wmomc0Du2U
โลกนี้สำหรับทุกคนมีอยู่แค่ขณะตรงหน้าเท่านั้นเอง อดีตอยู่ที่ไหนครับ อยู่ในใจ ที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วก็ทุกข์เอง อนาคตก็อยู่ในใจ แล้วก็ทุกข์เอง สร้างเอง กังวลเอง
โลกนี้มีอยู่แค่นี้วินาทีตรงหน้า วินาทีอื่นไม่เคยมี ไม่เคยมีอยู่จริง ท่านจะมีทีละขณะ ทีละขณะ
ถ้าผมบอกว่าเราจะบรรยายกันจนถึงห้าโมงเย็น ตอนนี้ห้าโมงเย็นอยู่ไหน ดูเหมือนกับว่าอยู่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงจริงๆ มันจะคือตอนไหน
ตอนนี้
ตอนที่ผมปล่อย(พัก)เมื่อซักครู่ประมาณบ่ายสามโมงยี่สิบนาที แล้วก็บอกว่าให้ทุกคนเข้ามาเจอกันอีกครั้งตอนสี่โมง เหมือนกับสี่โมงอยู่ในอนาคต แต่พอสี่โมงมาถึงจริงๆ ทุกคนเข้ามานั่ง
ผมอยู่ตรงนี้
สี่โมงคือตอนไหนครับ
ตอนนั้น
ก็คือตอนนี้ของตอนนั้น
ตอนนี้ ก็คือตอนนี้
ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงมันก็จะคือตอนนี้ ของตอนนั้น
ทุกขณะในชีวิตของเรามีอยู่แค่ตรงหน้า ทุกข์ที่เกิดขึ้นมาได้เพราะเราคิดเอาเอง อดีตที่ไม่ยอมลืมเพราะมันอยู่ในใจ แล้วเราก็ปรุงแต่งสร้างมันขึ้นมา มันไม่เคยมีอยู่จริง เราเอาซากของที่ไม่มีจริงมานั่งปรุงแต่งกันเอง
ถ้าผมบอกว่า ความจริงอยู่ที่โน่น ความคิดอยู่ที่นี่ ความทุกข์อยู่ที่นี่
ความจริงกับความทุกข์อยู่กันคนละที่
แต่เราเลือกที่จะอยู่ในความทุกข์ คือความคิดปรุงแต่ง มันเหมือนเราอยู่ในห้องมืด ห้องสี่เหลี่ยม มืดๆ พอเราออกไปเจอความจริง เราหยุดคิด เราออกมาพบกับความจริง แต่เดี๋ยวแป๊ปเดียวเราก็จะเปิดประตูแล้วเข้าไปอยู่ในห้องมืด แล้วก็ปิด แล้วก็เข้ามาอยู่ในความคิดของตัวเอง
เห็นภาพไหมครับ
พอท่านรู้ลมหายใจ การกระทบมีอยู่จริงๆ ท่านเปิดประตูออกจากห้องมืด มานั่งอยู่ในห้องจริงได้แป๊ปหนึ่ง ท่านไม่คุ้น ท่านเปิดประตูแล้วก็กลับไปอยู่ในห้องมืด ไปอยู่ในความคิดใหม่
ถ้าท่านไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง หัวกระเซอะกระเซิง กำลังคุ้ยเขี่ยขยะกิน ท่านมองดู “..อืม..คนบ้า..”
เขาก็นั่งกินของที่อยู่ในถังขยะ แล้วเขาก็ยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข กินอยู่ดีๆ เดี๋ยวเขาก็ค่อยๆ เศร้า น้ำตาไหลออกมา แล้วก็ร้องไห้ เดี๋ยวๆ ก็หัวเราะเอ๊กอ๊ากๆ เดินยิ้มแย้มแจ่มใส เดี๋ยวก็หน้าเศร้าทุกข์ลงไป เราบอกว่า เขาบ้า
ช่วยนิยามคำว่าบ้า หรือคนบ้าหน่อย พวกนี้มันหลงอยู่ในคิด ไม่สามารถออกมาอยู่โลกความจริงได้ เราเรียกเขาว่า คนบ้า
แล้วเราบ้าหรือดี
เราเคยออกจากคิดเราบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวเราก็หัวเราะ ถ้าขายอะไรได้เยอะหน่อย เดี๋ยวก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว ขายได้กำไร นั่งบ้าอยู่คนเดียว นั่งยิ้มบ้าอยู่คนเดียว วันไหนขายไม่ดีวันไหนโดนโกง นั่งเศร้า มีคนมาชวนกินข้าว “…ไม่เอาล่ะ กินไม่ลง ถูกโกง…”
นั่งจมอยู่ในคิด หลงเข้าไปในโลกมืด สร้างภพของอสุรกาย ของอะไรต่ออะไร ปิดประตูขังตัวเองเอาไว้ข้างใน มืดๆ
พระอรหันต์เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ แสดงว่าท่านอยู่บนความจริง ส่วนคนในโลกอยู่ในห้องมืด ทีนี้พอค่อยๆ ให้ขยับออกมาจากห้องมืด ไม่คุ้น เหมือนนางอาย ออกมาได้แป๊ปหนึ่งต้องวิ่งกลับเข้าไปในห้องมืดใหม่ แล้วก็หลงอยู่ในคิด ในโลกมืดของตัวเอง ที่สร้างกรอบความคิดเอาไว้
ค่อยๆ เห็นความจริงอย่างนี้นะครับ ออกมาจากคิด เพราะทันทีที่ท่านคิด ท่านก็จะหลง
กี่โมงแล้วล่ะ?
เวลาที่เราพูดถึงผ่านกันไปเรื่อยๆ แล้วเชื่อไหมว่าเมื่อท่านตัดเวลาที่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้วเพราะไม่มีอยู่จริง ตัดอนาคตที่ยังมาไม่ถึงซึ่งก็ไม่มีอยู่จริง มันจะเหลือขณะเดียวตอนนี้
ที่บ้านใครมีลูก ใครมีพ่อแม่ ใครมีคนรัก สามี ภรรยาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่บ้านหรืออยู่ในใจ ลองถามตัวเอง
ถ้าอยู่ที่บ้านคงไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาแต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง กำลังใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ปัญหาคือเราเอาพวกเขามาไว้ในใจนี่แหละ แล้วก็ปรุงแต่งปั้นแต่งมันขึ้นมา เป็นสุขเป็นทุกข์เข้าไปเรื่อยๆ
โลกนี้มีอยู่วินาทีเดียว เอาเป็นวินาทีก่อน ให้เข้าใจตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะได้เข้าใจว่า ที่หลงไปสุขหลงไปทุกข์กับอดีตกับอนาคต คือของที่ไม่ได้มีอยู่จริง
ถ้าใครสูญเสียคนรักน่ะ จบไปแล้ว ใครเคยสูญเสียของที่ตัวเองทุกข์เศร้า มันผ่านไปหมดแล้ว
แต่ทำไมมันยังทุกข์อยู่ เพราะไปดึงเรื่องนั้นกลับเข้ามา แล้วก็โลมเลียอยู่ในห้องมืด ออกมาพบความจริงก็เห็นหมดแล้ว มันมีอยู่แค่นี้
ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ตรงนี้มีอะไรที่ไหนล่ะ
มีอยู่แค่นี้
แล้วก็จะมีอยู่อย่างนี้ มีอยู่แค่นี้
ถ้า Trim (ตัด) สิ่งที่ไม่มีอยู่ออกจริง มันจะเหลืออยู่แค่นี้ อดีตเอาออก อนาคตเอาออก มันจะเหลือแค่นี้ ท่านจะมีอย่างนี้ไปจนกายแตกทำลาย จนถึงวินาทีที่เราตาย ความตายจะคือตอนนี้ของทุกคน
ตอนนี้พร้อมจะตายหรือยังครับ ไม่?
เพราะฉะนั้น เมื่อความตายมาถึง มันคือตอนนี้
ไม่ใช่อนาคต
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ธรรมบรรยายในหลักสูตร มัคคานุคา ก-ฮ
จัดโดยโรงพยาบาลสมุทรปราการ ร่วมกับชมรมกัลยาณธรร­ม
วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2558

สามารถชมธรรมบรรยายคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ ฉบับ­เต็มได้ที่
https://youtu.be/l3o2tYne1W8?list=PLUOUA1xCYlav51Mbp2muB0kq7Gk49-udl

ลมหายใจเเค่เป็นสื่อให้เกิดจิตอุเบกขา

การเดินจงกรมนั่งสมาธิเป็นอุปกรณ์ สนับสนุนให้เกิดปัญญา
วันนี้สิ่งที่เราควรทำให้มากคือจงเคยคุ้นกับสติ จงเคยคุ้นกับความสงบเเล้วท่านจะปลอดภัย เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านเริ่มเปลี่ยนทางมาเคยคุ้นกับความสงบหรืออุเบกขาเเทน เเทนการเคลื่อนไหวด้วยการเวลาอยู่ที่ไหนรู้ลมหายใจเอาไว้ มีสติเอาไว้ เดินเหินยิบจับรู้ตัวเอาไว้ จนกระทั่งคุ้นกับตรงนี้
หลายคนเขาพูดกันขึ้นมาด้วยความไม่รู้ (เขาบอกเอาเเต่รู้ลมหายใจ! นอนในโรงพยาบาลมันมีลมที่ไหนเล่า! ก่อนตายมันก็ไม่มีลม! ไม่มีลมเเล้วจะจับอะไรล่ะ ก็ไม่มีสติสิ)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเห็นไปไกลกว่านั้น ลมหายใจเเค่เป็นสื่อให้เกิดจิตอุเบกขา พอจิตเกิดเป็นอุเบกขาเเล้ว ลมจะมีหรือไม่มีจิตก็เข้าสู่อุเบกขาไปเเล้ว จิตไปเคยคุ้นกับอุเบกขาเเล้ว วันไหนที่ท่านฝึกจนกระทั่งมันเป็นอุเบกขา ท่านจะรู้ลมหรือไม่รู้ลมมันอยู่ที่อุเบกขาตลอด เมื่อมันอยู่ที่อุเบกขาทันทีที่มันเกิดวามทุกข์ มันจะเหมือนกับการเอามือออกจากกะละมังน้ำธรรมดาไปจุมในน้ำร้อนมันจะชักมือออก ตรงนี้แหละที่สติมันจะเข้ามาระลึก เเล้วท่านจะกระเด้งกลับมาอยู่กับอุเบกขาอีก ถ้ามันเป็นอย่างนี้เมื่อไหร่ จะตกนรกได้ยังไง จะลงอบายได้ยังไง
เพราะทันทีที่ความทุกข์กำลังเกิดขึ้นจากการคิด จากความโลภ หรือจากความโกรธ มันจะเหมือนกับคนที่เคยจุ่มอยู่ในน้ำธรรมดาเเล้วไปจุ่มอยู่ในน้ำร้อนเเล้วมันจะชักมือออกทันที สติมันจะระลึกตอนนั้น เมื่อสติระลึกปั๊บ!มันจะกลับเข้าสู่อุเบกขาก็เหมือน(อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ)นั้นแหละท่านจะปลอดภัยทันที
เเต่หากวันนี้ท่านปล่อยให้จิตเคยคุ้นกับความเคลื่อนไหวตลอดเวลา วันที่มันร้อนขึ้นอีกหน่อยหรืออุ่นลงอีกหน่อยท่านจะไม่รู้เลย จะไม่มีอะไรมาเตือนเลย ถึงวันนั้นจะอันตรายมาก เพราะว่าภูมิที่ท่านจะไปต่อมันจะเป็น อุณหภูมิเดียวกับที่ท่านอยู่กับปัจจุบัน
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยาย ในคอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น

มรรคองค์ที่ ๗ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๗ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความระลึกชอบเป็นอย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำมีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความระลึกชอบ

มาถึงมรรคองค์ที่ ๗ นี้เป็นเรื่องที่พวกเรานักปฏิบัติจะได้ยินกันบ่อยๆ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ แล้วเราก็มาเห็นคำที่คุ้นเคย ๔ คือคำ กาย เวทนา จิต ธรรม ในแต่ละข้อย่อยของมรรคในข้อนี้ เรามาทำความเข้าใจเพื่อจะนำไปสู่การปฏิบัติกัน ความจริงพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อสัมมาวายามะเจริญ จะเป็นเหตุให้เกิดสัมมาสติ จากมรรคองค์ที่ผ่านมาจะส่งผลต่อมาให้เกิดการเจริญสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้โดยง่าย
ในส่วนแรกของทุกๆ ข้อย่อย จะมีส่วนที่แตกต่างกันคือ
เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
เรามาลองดูความหมายกันไปทีละส่วน
ส่วนแรกเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย เราก็เริ่มสงสัยตั้งแต่คำว่ากายในกายแล้วว่า หมายถึงอะไร กายทำไมต้องในกายด้วย เอาง่ายๆ กายคือที่ประชุมรวมกันของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างที่เราได้ยินกันมา หากว่าเราเห็นอย่างนั้นจริงๆ คือเห็นความเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม จริง เชื่อไหมว่าเราไม่ต้องมาพิจารณากายในกายหรอก พูดอย่างนี้งง เพราะดูเหมือนว่าเราจะรู้นะว่า กายของเราก็แค่ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประชุมกัน แต่มันไม่แค่นั้นนะซิ พอ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประชุมกัน ตามเหตุปัจจัยนั้น มันเกิดมีเราเข้าไปยึดถือว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเราขึ้นมา ดังนั้น ถ้าเราเห็นถึงความเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ตามเป็นจริงแล้ว ไม่เกิดเป็นตัวเราเข้าไปเป็นเจ้าของ เมื่อดิน น้ำ ไฟ ลม มันหมดเหตุปัจจัยที่จะอยู่ต่อไปได้ มันก็สลายไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทีนี้ในทุกๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เราไปตั้งชื่อเรียกว่า “คน” นั้น ความเป็นจริงคนทุกคนก็ต้องตาย ต้องแตกสลาย เสื่อมสลายตามกาลเวลาของดิน น้ำ ไฟ ลม
แต่ทำไมเราจึงดิ้นรนทำทุกๆ อย่างเพื่อจะยื้อกายนี้ไว้จนเกิดเป็นทุกข์เพราะไม่อยากตายเล่า นี่ล่ะ เพราะเราไม่เห็นกายตามจริง จึงค่อยๆ เฝ้าสังเกตไปพิจารณาไป จนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นความจริงตามที่เป็นจริงว่า ดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ไม่ใช่เรา แล้วเขาเคยเป็นเราเป็นของเราตั้งแต่วันไหนหรือ เขาไม่เคยเป็นมาก่อนเลย เราเข้าใจผิดเมื่อสังเกตไปพิจารณาไปจึงแจ้งขึ้นมา ตอนที่แจ้งขึ้นมานั้น ไม่ได้ไปทำให้เขาเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ขึ้นมานะ เขาเป็นมาตลอด เรานั่นแหละไปตู่เอาเอง จึงเกิดความเห็นถูกขึ้นมา เพราะเห็นว่า สรรพสิ่งไม่ว่ากายหรือใจล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา จึงเกิดปัญญารู้ขึ้นมาว่ากายนี้เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุ มีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป
อุบายวิธีเพื่อให้เห็นว่ากายไม่ใช่เรา เป็นเพียงที่มาประชุมรวมกันของธาตุ หรือเป็นเพียงรูปนั้น มีหลายวิธีเช่น
อิริยาบถ รู้ทันอิริยาบถ

อานาปานสติ รู้ลมหายใจ

สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหว

ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่เข้าประชุมรวมกันเป็นกาย

ธาตุมนสิการ พิจารณาร่างกายโดยสักแต่ว่าธาตุ

นวสีวถิกา พิจารณาซากศพให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเป็นเช่นใด ของตนก็เป็นเช่นนั้น

ดังนั้น กายในกายจึงเป็นการตัดส่วนของกายส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมาสังเกตในเวลานั้น เหมือนการสุ่มตัวอย่างขึ้นมา หรือเหมือนการทำโพลล์นั่นเอง โพลล์คือการสุ่มตัวอย่างขึ้นมา กลุ่มหนึ่งซึ่งสามารถใช้เป็นตัวแทนให้เกิดความเข้าใจในประชากรทั้งหมดได้ ก็ทำนองเดียวกัน มาพิจารณาอะไร ก็คือสังเกตแล้วจะเห็นความจริงว่ากายทั้งปวงล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไปเป็นธรรมดา ตัวของมันเองล้วนเกิดการบีบคั้น ดำรงให้อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นทุกขังด้วยตัวของมันเอง ด้วยความที่ธรรมชาติพยายามจะรักษาสภาพของมันให้คงที่ แต่ทำไม่ได้ จึงเกิดเป็นสภาพทุกข์ แต่ในความเป็นจริงไม่มีผู้ทุกข์ เมื่อเข้าใจทุกขังก็จะเห็นความเป็นอนัตตาว่า สรรพสิ่งไม่ได้มีตัวตนแต่อย่างไร เพราะมีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป เมื่อเห็นดังนี้จิตจึงปล่อยความยึดถือ สรรพสิ่งจึงว่างจากตัวตน หรือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน
ในส่วนไตรลักษณ์นั้นหากเห็นชัดที่ตัวใดตัวหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะให้เห็นความจริงได้ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่จะเห็นมุมไหนก็สร้างความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้ทั้งหมด แต่อย่างไรสุดท้ายต้องเห็นความเป็นอนัตตา จิตจึงจะปล่อยวางเข้าสู่สุญญตา แล้วทำไมวันนี้คนทั้งหลายจึงไม่เห็นมุมมองนี้ซึ่งเป็นมุมมองที่ถูกต้องล่ะ ก็เพราะเราอยู่ภายใต้ความไม่รู้ (อวิชชา) ไม่รู้อริยสัจ ๔ ไม่รู้ว่าอะไรคือทุกข์ จึงเอาสิ่งทุกข์มาเป็นสุขแล้วหลงไปยึดถือ ทีนี้พูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ ถึงเชื่อก็ไม่ปลงใจปล่อยความยึดถือหรอก นั่นจึงต้องปฏิบัติเองให้รู้เห็นเองว่า สิ่งที่หลงยึดถือนั้นทุกข์นะ ทุกข์มากด้วย ไม่มีสุขเลยแม้สักนิด ใครพูดอย่างไรประดิษฐ์ประดอยคำพูดให้ยอดเยี่ยมแค่ไหน หรือเตรียมสื่อมาให้เห็นมากมายเพียงใด ก็ไม่แจ้งสิ่งนี้ขึ้นมาได้ ต้องเห็นด้วยตนเอง เมื่อเห็นเองเกิดทิฏฐิที่ถูกต้องแล้วจะปล่อยเอง เมื่อเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว ใครจะมาบอก ชักชวนชี้นำอย่างไรก็ไม่มีวันกลับไปเห็นผิดอีก ผู้ที่ถึงตรงนี้พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติชื่อเรียกบุคคลผู้มีคุณสมบัตินี้ว่าเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีคติและมีทิฏฐิที่แน่นอน หมดความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และในนิพพาน
คราวนี้มาถึง เวทนาในเวทนา ก็ทำนองเดียวกัน เวทนาคืออะไร เวทนาคือ สุข ทุกข์ และ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือภาษาบาลีเรียกว่า อทุกขมสุข เวทนาคือความรู้สึกนี้ก็เช่นกัน เป็นสิ่งถูกสร้างขึ้นมาจากความไม่รู้ ด้วยการให้ค่าปรุงแต่งทั้งทางกาย วาจา ใจ จนมาเกิดเป็นอารมณ์ชอบ-ไม่ชอบ-เฉยๆ ส่งผลต่อไปเป็นสุข ทุกข์เฉยๆ ตามมา ในส่วนของนามธรรมนี้ เราได้้ฝึกฝนสังเกตมาแล้วจากส่วนหน้าของหนังสือนี้ จากนี้เราก็หมั่นสังเกตได้ต่อไปเองอีกว่า อารมณ์ชอบไม่ชอบ เฉยๆ ทั้งหลาย ก็ล้วนเกิดๆ ดับๆ จริงๆ แล้วที่ว่าดูจิตนั้นหากเอาความเข้าใจของเราเป็นตัวตั้ง มันก็คือการสังเกตนามธรรมนั่นเอง เวทนาความรู้สึกซึ่งเป็นนามธรรมนั้นเป็นอาการของจิต ไม่ใช่จิต แต่โดนเรียกไปในชื่อดูจิตด้วย เพระนามธรรมในช่วงแรกๆ นั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่จริงๆ จิตนั้นจะไปอยู่ในข้อต่อไป
การเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งหลายอยู่เป็นประจำ คราวนี้จะหมายถึงอะไร การตั้งสติให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงจิตไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือมีสติอยู่พร้อม ด้วยความรู้ชัดจิตของตนว่า จิตมีราคะ ไม่มีราคะ จิตมีโทสะ ไม่มีโทสะ จิตมีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้างหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ (ทิ.ม.10/273-300/325-351. ม.มู 12/131-152/100-127)
ทำนองเดียวกันจะเห็นว่าเกิดการประกอบจิต ว่าสิ่งต่างๆ ที่มาประกอบจิต เช่น โทสะเข้ามาประกอบก็เกิดโกรธขึ้น พอโทสะดับก็เห็นจิตที่ไม่มีโทสะ จิตก็ผ่องใสประภัสสรขึ้นมา เมื่อสังเกตไปอย่างนี้่จะไปเห็นและเข้าใจได้ในส่วนต่อไปว่า ทุกอย่างล้วนเกิดดับ ไม่มีอะไรให้ไปยึดถืออีก
มาถึงการเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ การมีสติเฝ้าสังเกตว่าเป็นเพียงธรรม ไม่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา คือมีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร ตามความเป็นจริงอย่างนั้นๆ (ทิ.ม.10/273-300/325-351. ม.มู 12/131-152/100-127) พูดง่ายๆ ว่าธรรมชาติใดที่มากระทบแล้วใจเกิดอะไรขึ้น ก็สังเกตไปจนพบความเป็นจริงเช่นกันว่า สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นมาได้หากมีเหตุมีปัจจัยให้เกิดและดับไปได้เพราะหมดเหตุหมดปัจจัย
ส่วนที่สองคือ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ในส่วนแรกให้เราพิจารณาจนเห็น กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่เป็นตัวตนใดๆ ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น-ดับไป การพิจารณาเฝ้าสังเกตเพื่อให้เป็นไปดังนี้ต้องใช้เครื่องเผากิเลสนั่นคือ ขันติ อดทน อดกลั้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้คือความเห็นผิดอยู่กับเรามานาน จนมีตัวตนของเราที่เหนียวแน่นดังคำกล่าวที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ หนอนไม่เห็นคูถ (ขี้) หากไม่อดทนที่จะหมั่นสังเกตไปเนืองๆ และคำว่าถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ นั้นก็คือ หากเราไม่มีใจที่เป็นกลาง โอนเอนไปกับสิ่งนั้น จะไม่เห็นสิ่งนั้นตามจริง เช่น แม่คนหนึ่งหากมีคนมาบอกว่าลูกคุณนิสัยไม่ดี แม่จะปกป้องลูกสารพัด จนกว่าแม่คนนั้นจะวางใจเป็นกลาง แล้วลองสังเกตลูกตามความเป็นจริง ก็จะเห็นพฤติกรรมลูกตัวเองตามจริง ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็เห็นว่าไม่ดี เมื่อนั้นก็จะเข้าใจทุกอย่างได้แจ่มแจ้งมากขึ้น ส่วนคำว่าถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้นั้น พอเป็นเชิงธรรมะก็คือ เรามีอุปาทานในขันธ์ ๕ อยู่ จึงเกิดเป็นทุกข์ ดังนั้นเมื่อถอนความยึดถือในขันธ์ จึงจะรู้เห็นตามจริงว่า ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่เรา เขาเกิดขึ้นมาได้ตามเหตุปัจจัย ดับไปได้เมื่อหมดเหตุปัจจัย ตัวเขาเองเป็นทุกข์โดยสภาพการดิ้นหนีดิ้นสู้ เพื่อรักษาสถานภาพไว้ให้ได้ นั่นจึงเป็นทุกข์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้มีตัวตนอะไร เมื่อหมดความยึดถือ แม้ในจิตที่เข้าไปรู้ก็ดี (เพราะจิตที่เกิดขึ้นในสภาพวันนี้ ก็มาจากการไม่รู้ทั้งสิ้น) ก็จะเกิดปัญญาสลัดคืนสิ่งทั้งปวงได้ หมดความยึดถือในที่สุด
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/

รปภ.กระจอก ส่วนประเภทหลังเรียก รปภ.อาชาไนย

เนกขัมมะ การพรากออกจากสิ่งต่างๆ ที่ยึดติด เสพติดไว้
รปภ.ยืนเปิดประตู แลกบัตร ตะเบ๊ะทำความเคารพรถที่วิ่งเข้าวิ่งออกหมู่บ้าน รปภ. ส่วนใหญ่จะสนใจในท่าทางของตัวเองให้ดูดี ขึงขัง ตัวตรง ท่าทางทะมัดทะแมง
แต่มี รปภ. มืออาชีพ ที่ก็ทำอย่างนั้นเช่นกันแต่มิได้จดจ่อแต่เรื่องท่าทาง แต่กลับสังเกตพฤติกรรมของคนเข้า-ออกตลอดเวลา ว่าอากัปกิริยาเหล่านี้ชวนสงสัยหรือมีพิรุธไหม ติดตามสอดส่อแม้นขับรถผ่านเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว
รปภ. ๒ ประเภทนี้ประเภทแรกเรียก รปภ.กระจอก ส่วนประเภทหลังเรียก รปภ.อาชาไนย
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา

ท่านกำลังรู้โกรธจริงๆ หรือ?

มีคำถามมาถามว่า เวลาที่เราโกรธเเล้วเราก็กดข่มที่จะไม่ด่าว่าสวนออกไป การกดข่มอย่างนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมหรือดีไหม? เพราะกดข่มมากๆ บางทีมันระเบิดตูม! ขึ้นมาง่ายๆ เลย
ผมบอกว่าการกดข่มหรือการอดทนอดกลั้นหรือขันติหรือธรรมะเป็นธรรมเครื่องเผากิเลส เเต่หากเรามีปัญญาเข้าไปประกอบมันไม่ระเบิดหรอก วันนี้เราปฏิบัติเราไม่เกิดปัญญา เราจึงเอาเเต่อดทนอดกลั้นกดข่มเอาไว้
เเต่หากเราเห็นว่าโกรธ เเล้วเสร็จเเล้วเราก็อดทนอดกลั้นที่จะไม่ทำบาปทำอกุศลด้วยการตอบโต้ สุดท้ายมันก็บรรเทาเบาคลายลงไป เเล้วก็เห็นว่าการเกิดขึ้นของความโกรธสุดท้ายมันก็ดับไปเป็นธรรมดา ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ถ้าเราเห็นอย่างนี้เกิดขึ้นเเล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ไม่ว่ามันจะนานเเค่ไหนก็ตามเเต่สุดท้ายมันก็ดับไปเป็นธรรมดา วันข้างหน้าเมื่อจะโกรธอีก ธรรมชาติของจิตก็จะเข้าใจเอง นี้เป็นวิธีง่ายๆ ที่เเทรกเเทนที่จะเเค่อดทนอดกลั้นเเต่กลับไปเห็นด้วยว่าการอดทนอดกลั้นนั้นในที่สุดความโกรธก็ดับไปเป็นธรรมดา
ถ้าจะดึงมาสู่การปฏิบัติก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร หากคนมีพื้นฐานดีอยู่อย่างนี้อยู่เเล้ว อันนี้ถามโดยคนที่ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติเลย เเต่สำหรับนักปฏิบัติพอเวลาความโกรธเกิดขึ้น ในสัมมาวายามะ มรรคองค์ ๖ ก็บอกอยู่เเล้วว่า ละอกุศลเเล้วก็เจริญกุศลไว้ อกุศลกำลังเกิดขึ้นความโกรธกำลังเกิดขึ้น
หลายคนก็บอกว่าต้องเข้าไปรู้ความโกรธไหม?
การเข้าไปรู้ความโกรธ กับการเข้าไปเห็นโทสะเกิดขึ้น คนละตัวกันนะ
มันคนละเรื่องกัน
วันนี้เราเข้าใจผิด
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากการบรรยายธรรมในหลักสูตร มัคคานุคาเข้ม
นกกับต้นไม้ ตอน ผู้อยู่ใกล้นิพพาน

สามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้แบบออนไลน์ได้ ที่นี่
http://youtu.be/kdl3NZ9KBqY?list=PLg335evdAUbbHLfHqqO1F1FlW2kMSqUwL

หรือสามารถดูในรูปแบบแผ่นดีวีดีได้ ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/21/dvd-ชุดนกกับต้นไม้-ซีรีย์ชุดที่-4-5