ทำไมจะรักษาศีลไม่ได้?

why cant
ในสังสารวัฏอันยาวนาน วันนี้เราอาจจะยังไม่เห็นภาพ สิ่งที่จะเปลี่ยนเเปลงได้มีอยู่อย่างเดียวคือธรรมะ ที่จะเข้าไปเปลียนคน ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เปลี่ยนอะไรก็ไม่ได้ เพราะจะมีเเต่สัญชาตญาณเท่านั้น ที่ดึงลงเเล้วก็ต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพราะสัญชาตญาณของไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือรูปนามหรือจะเป็นเดรัจฉาน มันมีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือปกป้องตัวเอง รักษาเผ่าพันธุ์ อะไร ๆ ก็จะเอาตัวเองเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันจึงพร้อมที่จะตอบสนองด้วยการทำบาปทำชั่วทำอกุศลด้วยการทำผิดศีล
อย่างการผิดศีล ฟังดูบางคนบอกว่า “โอ้ย รักษาศีลรักษาไม่ได้หรอกตั้ง ๕ ข้อ ทำได้อย่างมากก็ข้อสองข้อ ใครจะไปถือได้ตั้ง ๕ ข้อ”
ผมสงสัยจริง ๆ เลยว่าศีล ๕ ที่บอกว่าถือไม่ได้ มันเเปลว่าอะไร
ข้อที่ ๑ ปาณาติบาต การออกไปฆ่าทรมานสัตว์ คือการออกไปมุ่งร้ายเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช่ปกป้องตัวเองด้วยซ้ำนะ ถ้ามีใครมาทำท่านเเล้วท่านตอบโต้ยังพอฟังได้นะ เเต่ถ้าอยู่เฉย ๆ ออกไปรุกรานคนอื่น อันนี้ฟังไม่ขึ้นนะ นี้คนประเภทไหนที่ออกไปรุกรานคนอื่น
ข้อที่ ๒ อทินนาทาน ถ้ามีคนมาขโมยของท่านเเล้วท่านปกป้องยังพอฟังได้ เเต่นี้ออกไปเพื่อไปขโมยของคนอื่น ไปโกง ไปคอรัปชั่นคนอื่นเพื่อเอาเข้ามาเป็นของตัวอันนี้รุกรานคนอื่นนะ
ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ใช่ว่าเขามารุกรานคนในบ้านท่านนะ เเต่ท่านกลับออกไปรุกรานคนอื่นนะ เอาลูก เอาเมียเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว ไปแอบกินเล็กกินน้อยของคนอื่นเขา นี้คือออกไปรุกรานนะ
สามข้อที่ผมพูดมานี้ออกไปรุกรานนะ ถ้าบอกว่า “เฮ้ย ฉันถือศีลไม่ได้หรอก..” เเปลว่าท่านไม่สามารถที่จะหยุดรุกรานคนอื่นได้หรือ? นี้ไม่ใช่มนุษย์เเล้วนะ
ข้อที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องวาจา ล้วนออกไปรุกรานคนอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะการโกหกเพื่อจะให้ตัวเองได้ผลประโยชน์เเล้วก็ไปกระทบกระเทียบผู้อื่น หรือพูดให้คนอื่นตีกันเรียกว่าเสียดสี
สี่ข้อที่ผมพูดถึงรุกรานคนอื่นหมด
ส่วนข้อที่ ๕ รุนรานทั้งตัวเองเเละคนอื่น คือเรื่องสุรา ตัวเองก็ทำร้ายตัวเองจนหมดป่นปี้ อวัยวะภายข้างในวินาศสันตะโรอยู่ได้ไม่ครบอายุเเน่ เเถมเมื่อเมาเเล้วไม่ต้องพูดเลยว่า ศีลทั้งหมดยกเลิกจบกันเพราะพังทุกข้อ พร้อมจะทำทุกข้อเพราะหมดเเล้วความเป็นสติสัมปชัญญะ หมดความเป็นมนุษย์ไปเรียบร้อย
ตกลงศีลทั้ง ๕ ข้อออกไปรุกรานชาวบ้านหมด เพียงแค่อยู่ให้ตัวเองเป็นปกติบอกว่าทำไม่ได้ …ผมเริ่มไม่ค่อยเข้าใจ?
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์ปปฏิบัติธรรม “หมดเปลือก”
สามารถดูคลิปวีดีโอคอร์สนี้ได้ที่นี่
https://youtu.be/HwqZyMNzIFs?list=PLh9Sm2EK19nRzsYnsXGGGbkbPTsoCPSvd

มรรคองค์ที่ ๓ สัมมาวาจา การพูดจาชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๓ สัมมาวาจา การพูดจาชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพูดจาชอบเป็นอย่างไรเล่า
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การพูดจาชอบ

ในข้อสัมมาวาจานี้ เมื่อเกิดความเห็นอย่างถูกต้อง ก็จะคิดถูก ดำริถูกในการดำเนินชีวิตในข้อต่างๆ เมื่อดำริว่าไม่เบียดเบียน คำพูดจึงไม่คิดจะเบียดเบียนใคร จึงเป็นเรื่องของศีล ซึ่งจะเหมือนกับในศีลข้อที่ ๔ ของศีล ๕ ที่เราคุ้นเคย ศีลข้อนี้ดูเหมือนง่ายๆ แต่จริงๆ ไม่ง่ายเท่าไหร่นะ เพราะเราไปคิดแค่ว่าไม่พูดคำเท็จเท่านั้น แต่การไม่พูดเท็จนั้น ต้องประกอบด้วยการไม่พูดส่อเสียดด้วย คำว่าพูดส่อเสียดนั้นไม่ใช่พูดเสียดสีอย่างที่เข้าใจนะ พูดส่อเสียดหมายถึงการพูดให้คนแตกแยก หรือพูดไปแล้วสร้างความแตกแยก ดังนั้นในความจริงบางอย่างก็สร้างความแตกแยกได้มาก ต้องชั่งน้ำหนักแยกแยะให้ดีว่าอันไหนเกิดประโยชน์กว่ากัน โดยเจตนานั้นเป็นตัวกรรมนะ ส่วนใหญ่ความหวังดีที่เราพูดนั้น อาจจะยินดีพอใจ สะใจลึกๆ ที่เห็นเขาพินาศก็ได้ ดังนั้นโกหกคนอื่นได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้ ส่วนพูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อก็เข้าใจได้ไม่ยาก การพูดคำหยาบหรือพูดเพ้อเจ้อนั้น ล้วนส่งผลเสียทำให้จิตใจไม่สงบทั้งสิ้น ดังนั้นควรฝึกที่จะละเสีย
เรามาดูสัมมาวาจาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเพื่อว่าเราจะได้ยึดเป็นแนวทาง
“ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น”

พระอมตะวจนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ่านอย่างนี้หลายท่านจับทางไม่ได้ มาดูสรุปกันเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ
เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่พระองค์จะตรัสออกมาจะมีเฉพาะข้อ ๓ และ ๖ เท่านั้น ดังนั้นเราลองมาดูความเหมือนและความต่างในข้อ ๓ และ ๖ กัน
ในข้อ ๓ และ ๖ เหมือนกันตรงที่สิ่งที่พระพุทธองค์จะตรัสนั้นต้องจริงและมีประโยชน์ ส่วนเป็นที่ชอบใจหรือเจริญใจผู้ฟังหรือไม่นั้น ท่านจะดูกาละอีกที นั่นสรุปตรงนี้่ง่ายๆ ว่า หากเราเห็นคำว่า “ดูก่อน! ภิกษุทั้งหลาย” “ดูก่อน! อานนท์” “ดูก่อน! สารีบุตร” นั่นแปลว่าคำนั้นมาจากพระโอษฐ์ซึ่งนั่นต้องจริงและมีประโยชน์แน่นอน
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/

ทำธุรกิจ ก็สามารถพูดความจริงได้

ผม mail คุยกับผู้บริหารคนหนึ่งก็ถามสารทุกข์สุขดิบ เขาก็บอกว่าวันนี้เขามีความสุขมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการทำการค้า จะไม่ต้องโกหกไม่ได้ เราจะต้องโกหกหรือว่าต้องพูดเลี่ยง พยามทำให้ลูกค้าเคลิ้มไปกับสินค้าของเราเเล้วก็ยอมซื้อ เเต่เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าตั้งเเต่ “ฟังธรรม” เขาบอกเขาไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย เขาให้ข้อมูลลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาเเล้วก็คิดเเทนลูกค้าว่าถ้าลูกค้าจะได้ของลูกค้าต้องการอะไร เพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุดหากลูกค้าจะไม่ตัดสินใจซื้อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เเต่หากลูกค้าตัดสินใจซื้อเราจะทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้รับของนั้นอย่างดีที่สุด โดยจะไม่มีการโกหก ไม่มีการคาดคั้น ไม่มีการสร้างภาพ ไม่มีการทำให้สินค้าดีเกินจริง เราจะพูดทุกอย่างตรงไปตรงมา ตามของที่เรามี เขาบอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า การทำการค้าเเบบนี้มันจะเจริญรุ่งเรือง เเต่วันนี้เขากลับพบเเต่ความเจริญรุ่งเรืองในสิ่งที่เขาไม่เคยต้องการเลย
ผมบอกผมดีใจมากนะเนี่ยที่ผมได้ยินคนเอา “สัมมาสังกัปปะ” มรรคองค์ที่ ๒ เข้าไปใช้ในชีวิต คือไม่มุ่งร้าย ไม่เบียดเบียนใคร เมื่อมี “สัมมาสังกัปปะ” มรรคองค์ที่ ๒ ก็มี “สัมมาวาจา” มรรคองค์ที่ ๓ พูดตรงไปตรงมา ไม่ห่วงว่าจะขายได้หรือขายไม่ได้ เเต่ลูกค้าต้องมีความสุขที่ได้สินค้าของเราไป นั้นคือความปรารถนาของคนขายของ ไม่ใช่อยากได้ตังค์เเล้วมีความสุข เเต่เห็นลูกค้าได้สินค้าไปเเล้วเขาพึงพอใจ เเล้วมีความสุข “ธรรมะคือหน้าที่” ยิ่งขายของตัวตนก็ยิ่งลดเพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เงิน เเต่เป้าหมายอยู่ที่คนที่ได้รับเขามีความสุข…
ธรรมะคือหน้าที่หรือหน้าที่คือตัวธรรมะ
คือหน้าที่ที่จะกำจัดกิเลสเเละกำจัดทุกข์

(คำสอนท่านอาจารย์พุทธทาส)

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งการบรรยาย มัคคานุคาเข้ม “คอร์สไฟลุกกลางหอธรรรม”
แผ่นที่ ๔ ตอนที่ ๒/๓ ตอน คำสอนท่านอาจารย์พุทธทาส

สามารถดูคลิปวีดีโอคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ออนไลน์ได้ที่นี่
http://youtu.be/lB5iN17oKJI?list=PLg335evdAUbb0ARKin2CuNvkRkiAV3_uh

หรือในรูปแบบแผ่น DVD ได้ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/13/dvd-ชุดไฟลุกกลางหอธรรม-ซีรีย์ชุดที่3-5-มัคคานุคาเข้ม