ทำไมจะรักษาศีลไม่ได้?

why cant
ในสังสารวัฏอันยาวนาน วันนี้เราอาจจะยังไม่เห็นภาพ สิ่งที่จะเปลี่ยนเเปลงได้มีอยู่อย่างเดียวคือธรรมะ ที่จะเข้าไปเปลียนคน ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เปลี่ยนอะไรก็ไม่ได้ เพราะจะมีเเต่สัญชาตญาณเท่านั้น ที่ดึงลงเเล้วก็ต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพราะสัญชาตญาณของไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือรูปนามหรือจะเป็นเดรัจฉาน มันมีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือปกป้องตัวเอง รักษาเผ่าพันธุ์ อะไร ๆ ก็จะเอาตัวเองเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันจึงพร้อมที่จะตอบสนองด้วยการทำบาปทำชั่วทำอกุศลด้วยการทำผิดศีล
อย่างการผิดศีล ฟังดูบางคนบอกว่า “โอ้ย รักษาศีลรักษาไม่ได้หรอกตั้ง ๕ ข้อ ทำได้อย่างมากก็ข้อสองข้อ ใครจะไปถือได้ตั้ง ๕ ข้อ”
ผมสงสัยจริง ๆ เลยว่าศีล ๕ ที่บอกว่าถือไม่ได้ มันเเปลว่าอะไร
ข้อที่ ๑ ปาณาติบาต การออกไปฆ่าทรมานสัตว์ คือการออกไปมุ่งร้ายเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช่ปกป้องตัวเองด้วยซ้ำนะ ถ้ามีใครมาทำท่านเเล้วท่านตอบโต้ยังพอฟังได้นะ เเต่ถ้าอยู่เฉย ๆ ออกไปรุกรานคนอื่น อันนี้ฟังไม่ขึ้นนะ นี้คนประเภทไหนที่ออกไปรุกรานคนอื่น
ข้อที่ ๒ อทินนาทาน ถ้ามีคนมาขโมยของท่านเเล้วท่านปกป้องยังพอฟังได้ เเต่นี้ออกไปเพื่อไปขโมยของคนอื่น ไปโกง ไปคอรัปชั่นคนอื่นเพื่อเอาเข้ามาเป็นของตัวอันนี้รุกรานคนอื่นนะ
ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ใช่ว่าเขามารุกรานคนในบ้านท่านนะ เเต่ท่านกลับออกไปรุกรานคนอื่นนะ เอาลูก เอาเมียเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว ไปแอบกินเล็กกินน้อยของคนอื่นเขา นี้คือออกไปรุกรานนะ
สามข้อที่ผมพูดมานี้ออกไปรุกรานนะ ถ้าบอกว่า “เฮ้ย ฉันถือศีลไม่ได้หรอก..” เเปลว่าท่านไม่สามารถที่จะหยุดรุกรานคนอื่นได้หรือ? นี้ไม่ใช่มนุษย์เเล้วนะ
ข้อที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องวาจา ล้วนออกไปรุกรานคนอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะการโกหกเพื่อจะให้ตัวเองได้ผลประโยชน์เเล้วก็ไปกระทบกระเทียบผู้อื่น หรือพูดให้คนอื่นตีกันเรียกว่าเสียดสี
สี่ข้อที่ผมพูดถึงรุกรานคนอื่นหมด
ส่วนข้อที่ ๕ รุนรานทั้งตัวเองเเละคนอื่น คือเรื่องสุรา ตัวเองก็ทำร้ายตัวเองจนหมดป่นปี้ อวัยวะภายข้างในวินาศสันตะโรอยู่ได้ไม่ครบอายุเเน่ เเถมเมื่อเมาเเล้วไม่ต้องพูดเลยว่า ศีลทั้งหมดยกเลิกจบกันเพราะพังทุกข้อ พร้อมจะทำทุกข้อเพราะหมดเเล้วความเป็นสติสัมปชัญญะ หมดความเป็นมนุษย์ไปเรียบร้อย
ตกลงศีลทั้ง ๕ ข้อออกไปรุกรานชาวบ้านหมด เพียงแค่อยู่ให้ตัวเองเป็นปกติบอกว่าทำไม่ได้ …ผมเริ่มไม่ค่อยเข้าใจ?
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์ปปฏิบัติธรรม “หมดเปลือก”
สามารถดูคลิปวีดีโอคอร์สนี้ได้ที่นี่
https://youtu.be/HwqZyMNzIFs?list=PLh9Sm2EK19nRzsYnsXGGGbkbPTsoCPSvd

มรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การทำการงานชอบเป็นอย่างไรเล่า
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การทำการงานชอบ

ในมรรคข้อนี้เหมือนกับศีลในข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ เลย ดังนั้นเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ในส่วนของปัญหาที่ผ่านมาก็ได้มีการอธิบายไปพอสมควรแล้ว ตรงนี้จะทำความเข้าใจในหมวดของศีล ซึ่งคนมักไม่ค่อยเห็นประเด็นที่จะกล่าวถึงนี้เท่าไหร่นัก
ในมรรคองค์ที่ ๓ สัมมาวาจา และมรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะนั้น จะเห็นประโยคหนึ่งที่ซ้ำๆ กันอยู่ในทุกๆ บรรทัดก็คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการ… ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงใช้ประโยคนี้ในทุกๆ ข้อ เพื่อให้เข้าใจ เรามาดูการทำผิดศีลกันก่อน เช่น ยุงบินมาเราตบ..เพี้ยะ ตายสนิท แล้วก็บอก โอ๊ะ! ไม่เจตนาเลย ไม่เจตนาหรือ? ลองย้อนภาพดูใหม่ (สโลว์โมชั่น) ยุงบินมา เสียงยุงกระทบหู ใจสั่นไหวบีบคั้น โกรธแค้น เกิดอาฆาตพยาบาท โทสะเข้าประกอบจิต จนถึงจุดหนึ่งสั่งให้แขนขยับแล้วก็ตบลงไป เกิดการฆ่าทันที หากนี่เป็นการสโลว์โมชั่น จะเห็นภาพเลยว่า เกิดแรงผลักดันเป็นเจตนาให้เกิดการฆ่า เมื่อมีกิเลสเป็นตัวผลักดันจะเกิดการกระทำกรรม ซึ่งพระองค์ตรัสว่า เจตนาเป็นตัวกรรม ดังนั้นเมื่อเกิดมี โทสะ โลภะ หรือโมหะเข้าประกอบ การกระทำทั้งหลายจึงเกิดเป็นกรรม เพราะฉะนั้นการตบยุงจึงเป็นกรรมเพราะมีเจตนา เจตนามีได้ เพราะมีโลภะ โทสะ โมหะเข้าประกอบนั่นเอง
เมื่อเข้าใจเจตนาแล้วลองกลับมาในข้อของศีลใหม่ อีกสักตัวอย่างหนึ่ง หากมีคนที่มีนิสัยชอบลักขโมย เวลาเห็นของใครก็จะลักก็จะขโมย จนเมื่อได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเริ่มมาถือศีล เจริญตามมรรค จึงเห็นว่าการเอาของของผู้อื่นที่เขาไม่ได้ให้นั้นไม่ดี จึงเริ่มละเว้น แต่ในช่วงแรกๆ ทุกครั้งที่เขาเห็นของคนอื่น เขาจะอยากได้มาก แต่ก็พยายามข่มใจ ฝืนใจไว้ไม่ทำผิดอีก เขาต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อไม่ทำ ซึ่งขณะนั้นเองที่เกิดเจตนาเป็นเครื่องเว้นขึ้น ทีแรกตบยุงเพราะมีกิเลสเป็นเหตุ ก็เกิดเจตนาเป็นตัวกรรม ทำให้เกิดเป็นวิบาก เมื่อคนขี้ขโมยคนนี้เริ่มอดทน พากเพียรในการถือศีลเจริญมรรคต่อไป สิ่งที่เราจะเห็นได้อย่างแน่นอนคือ ระดับของเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการลักขโมยนั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในทำนองเดียวกันเจตนาที่จะเอาของผู้อื่นก็ลดลงเช่นเดียวกันจนวันหนึ่งหากมีคนทำเงิน ๕๐๐ บาทหล่นต่อหน้าเขา โดยที่เจ้าของเงินไม่รู้ตัว คนที่เมื่อก่อนเคยเป็นคนขี้ขโมยนั้นเห็นเข้าพอดี เขาก้มลงเก็บเงิน ๕๐๐ บาทนั้นแล้ววิ่งตามไปคืนให้เจ้าของ แล้วเดินกลับมาโดยปรกติ เพื่อนที่เคยรู้จักนิสัยของคนๆ นี้เห็นแล้วเกิดความสงสัย จึงเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า ทำไมไม่เก็บเงินไว้เองล่ะ เขาตอบว่า ไม่ใช่ของเรานี่ เพื่อนจึงถามต่อไปว่า เดี๋ยวนี้ถือศีลเหรอ? คนๆ นั้นหยุดคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า เปล่า เพื่อนยังคงสงสัยในคำตอบอยู่ จึงถามต่อว่า ถ้าไม่ถือศีลแล้วทำไมไม่เอาซะเลยล่ะ…
เราจะให้เรื่องหยุดอยู่ตรงนี้ แล้วย้อนภาพกลับไปใหม่ ครั้งแรกเป็นคนนิสัยขี้ขโมย ขโมยของได้แบบไม่มีความรู้สึกผิดเลย คนที่ทำผิดโดยไม่มีความรู้สึกผิดเลย เราจะใช้คำเรียกว่า “เลวแบบเป็นเนื้อแท้” เวลาเอาของใครมีแต่ความยินดีปรีดาไม่รู้สึกผิดใดๆ ในใจแม้แต่น้อย เชื่อไหมว่าคนที่เลวแบบเป็นเนื้อแท้นี้ขโมยของใครไม่มีเสียงการยับยั้งภายในจากสติปัญญาเลย แต่เมื่อหันเข้ามาศึกษาปฏิบัติ ต้องการจะเป็นคนดี เริ่มเกิดความยับยั้งชั่งใจขึ้น ความยับยั้งชั่งใจที่เกิดขึ้นของทุกคนจะมาในรูปไหนหรือ? ก็มาในรูปแบบของเสียงเล็กๆ ในหัวนี่ล่ะ ในระยะแรกที่มีเจตนาเป็นเครื่องเว้น เวลาที่เห็นของใครแล้วเกิดความรู้สึกอยากจะขโมย จะเกิดเสียงขึ้นในหัวอย่างเช่นว่า ไม่เอานั่นไม่ใช่ของเรา เราจะไม่ทำบาปอีกแล้ว อดทนไว้ ไม่ได้ก็ไม่ตายหรอก ถ้าเราเอาของคนอื่นแล้ว เจ้าของก็ต้องเสียใจของที่เขาเก็บหอมรอบริบมาต้องสูญหายไป ได้ไปเราก็ไม่เป็นสุขหรอก… และอาจเกิดเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นตอบโต้ในเชิงสนับสนุนให้เอา เช่น เออ…ไม่เป็นไรหรอก พวกนี้เขารวยแล้วเอามาเขาก็ไม่เดือดร้อนหรอก เราช่วยให้เขาได้ซื้อของใหม่ด้วยซ้ำ
แต่จากการที่เริ่มเกิดเหตุผลที่จะทำดีขึ้นมาเป็นเครื่องต้านการทำชั่วนั่นเอง จะมีการชะงักขึ้นทุกๆ ครั้งที่เขาอยากจะขโมยของใครในช่วงนี้เขาต้องอดทนฝืนข่มใจไว้มากทีเดียวเพื่อจะไม่ขโมยอีก แต่ในความเป็นจริง ความอยากจะขโมยของๆ คนอื่น จะเริ่มลดความรุนแรงในใจลงตามกาลเวลา ตราดใดที่เรายังมีปัญญาเห็นตามความจริงไม่ยอมไหลไปตามอำนาจฝ่ายต่ำของกิเลส เจตนาเป็นเครื่องเว้นก็ลดลงเช่นกัน แล้วลดลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์คนทำเงินหล่นต่อหน้าเขา ๕๐๐ บาท เขาก้มลงเก็บและวิ่งตามไปคืนเจ้าของ
จะชี้ให้เห็นจุดพลิกผันที่สำคัญคือ คนที่เคยขี้ขโมยคนนั้นหมดความอยากที่เอาของๆ คนอื่นแล้ว คือหมดเจตนาที่อยากจะได้ของๆ คนอื่นแล้ว เขาก้มลงเก็บเงินโดยเสียงในหัวเงียบกริบ (ไม่มีว่า เสียงหนึ่งบอกให้เอาเลย อีกเสียงหนึ่งบอกว่าไม่ดีอย่าทำ…อีกต่อไป) คนๆ นี้หมดเจตนาที่จะขโมย คนๆ นี้ก็หมดเจตนาเป็นเครื่องเว้นไปด้วย หากเราจะบอกว่า คนๆ นี้เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ในข้อนี้ก็คงไม่ผิด
เมื่อเป็นคนดีอย่างเป็นเนื้อแท้ในระดับศีลเพราะเกิดปัญญาในศีล เกิดสมาธิในศีล เพราะเจตนาเป็นเครื่องเว้นได้สร้างสมให้เกิดศีลขึ้นในระดับอธิศีลขึ้น ก็หมดเจตนาเป็นเครื่องเว้นที่จะทำผิดอีก หากข้อศีลทุกๆ ข้อถูกชำระจนบริสุทธิ์อย่างนี้ จิตจะไม่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจหรือเครื่องเสียบแทงแบบหยาบๆ อีก จากนี้ไปก็เข้าสู่กระบวนการชำระความทุกข์ภายใน ไม่อย่างนั้นทำดีก็จะติดดี คนอื่นไม่ดี เกิดเป็นตัวตนขึ้นมาอีก ดีก็เลยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกด้วยความไม่รู้ ดังนั้นจึงต้องมีมรรคในระดับละเอียดขึ้นที่จะชำระเหตุให้เกิดทุกข์ในระดับจิตใจต่อไป คือระดับตัณหาและอุปาทาน ซึ่งต้องอาศัยมรรคองค์ที่ ๖ ๗ และ ๘
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/

เลิกอ้างเหตุผลที่มีเเต่เเบบที่ตนเห็นด้วย

เลิกอ้างเหตุผลที่มีเเต่เเบบที่ตนเห็นด้วย
ทุกวันนี้ ชาวพุทธส่วนใหญ่มักไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เราเป็นชาวพุทธกันโดยเเทบไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้เลย ถ้าพูดตรงไปตรงมาเเบบไม่เกรงใจกันเเล้ว ชาวพุทธกลับรู้จักเเค่การทำบุญ ใส่บาตร ถวายสังฆทาน เวียนเทียน เเละนั่งสมาธิ ซึ่งก็ทำกันไปอย่างนั้นเอง สิ่งที่ทำอยู่เเทบจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนคนไม่ดีให้เป็นคนดีได้เลย ใครที่เป็นคนดี ก็ดูเหมือนว่าเขาจะดีของเขามาเองอยู่เเล้วตั้งเเต่เกิด เพราะทุกวันนี้คนไม่ได้สนใจว่าจะต้องถือศีลกันหรอก เขาใช้ชีวิตกันอย่างที่เขาต้องการจะเป็น ถ้าบังเอิญเขาสงสารสัตว์ ไม่ชอบทำรัายสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว เขาก็จะได้ศีลข้อ ๑ ไป เเต่หากเป็นคนชอบเที่ยว ชอบดื่ม ก็คงคิดว่าเราจะมีศีลข้อ ๕ ไปทำไมกัน เพราะการเที่ยวการดื่ม มันสนุกดีออก คนที่ไม่ชอบดื่ม ก็เลยได้ศีลข้อ ๕ ไปโดยไม่มีเจตนาที่จะต้องเว้นอะไร แต่ได้ไปเพราะเขาไม่ชอบดื่มเองอยู่เเล้ว ฉะนั้น ถ้าในวันนี้จะพูดกันถึงเรื่องการเป็นคนดี ชาวพุทธหรือคนในศาสนาอื่นจึงดูเหมือนๆ กัน เพราะทุกคนเอา(อัตตา)ตัวตนเป็นที่ตั้ง ถ้าทำเเล้วถูกใจเรา เราเอา ถ้าทำเเล้วไม่ถูกใจ ไม่ตรงใจ เราก็ไม่เอา เเถมยังช่วยกันรุมวิจารณ์สิ่งที่เเตกต่างออกไปจากตน เพื่อสร้างกระเเสให้เห็นตามกันอย่างชอบธรรมอีกด้วย การอ้างเหตุผลก็มีเเต่เเบบที่ตนเห็นด้วย ธรรมจึงเสื่อมสลายไปจากจิตใจคนจนหมด เเล้วมาพร้อมความหลงผิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องเเล้ว
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”

นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้จากห้องสมุดทั่วไป

ปัญหาของการหลงไปกับเหตุผลทางโลก

วันนี้ความมีเหตุผลเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เราทำอะไรๆ อย่างมีเหตุมีผล แต่ด้วยความหลงของมนุษย์ เหตุผลของมนุษย์จึงมาจากฐานความหลงด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราคิดวนอยู่ในกรอบความคิดของตัวเอง แล้วก็คิดว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกเพราะมีเหตุผลสนับสนุนมากมาย เช่นถ้าวันที่ผู้คนเชื่อว่าโลกแบนแล้วมีใครสักคนบอกว่าไม่ใช่หรอก โลกไม่ได้แบนโลกนี้กลม คนที่เชื่อว่าโลกแบนนั่นล่ะถูกแล้วก็จะพูดจากระแนะกระแหนว่าถ้าอย่างนั้นหากเราอยู่ที่เส้นศูนย์สูตร คือช่วงกลางๆ ของโลก เวลาทานข้าวหรือดื่มน้ำก็คงสำลักแย่เลย พร้อมชวนพรรคพวกที่เชื่ออย่างเดียวกันหัวเราะเย้ยหยันอย่างผู้รู้ โดยเฉพาะหากเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องที่แหวกจากคิดเดิมๆ ที่เรามี เช่น ภิกษุทั้งหลาย! กายนี้ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย…. ถ้าได้ยินอย่างนี้ล่ะ เราก็จะเอาเหตุผลภายใต้กะลาครอบหรือประสบการณ์เล็กๆ ของเราที่มีขึ้นมาเถียงอีกเช่นเคย นี่จึงทำให้สัตว์โลกวนเวียนแค่ในความคิดและเหตุผลของตัวเองเท่านั้น
วันนี้ต่างจากสมัยพุทธกาลมาก ดังนั้นองค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยที่จะทำให้คนเข้าถึงธรรมจึงแตกต่างกันมาก องค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้คนถึงธรรมจึงมาจาก ๓ ปัจจัยที่จะต้องถึงพร้อม โดยยืนยันทั้งจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสารีบุตรคือคำว่า

“ใครกันเป็นโสดาบัน?”

“ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพระองค์เรียกผู้นั้นว่า โสดาบัน”

“ถูกแล้วๆ แม้เราเองก็เรียกคนเช่นนั้นว่า พระโสดาบัน”

คำว่าผู้ประกอบพร้อมนั่นยืนยันอย่างแน่นอนว่า บุคคลนั้นจะเข้าสู่สัมมาฯทั้งหมด ๘ องค์ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้เอง แต่ที่จะชี้คือ เมื่อจัดหมวดเข้าสู่ไตรสิกขาให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจคือ ปัญญา ศีล สมาธินั้นทั้ง ๓ หมวดต้องถึงพร้อมจริงๆ
จะแสดงให้เห็นง่ายๆ แล้วทุกคนจะเห็นภาพตาม เราจะเริ่มจากจุดนี้ก็แล้วกัน วันนี้สื่อลามกมากมาย ซึ่งนั่นเป็นเหตุในการกระตุ้นจิตใจสัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปเสพหรือหมกมุ่นให้มีสภาพกระสันเกิดกามตัณหาฝังตัวเป็นอนุสัยพร้อมจะปะทุขึ้นมาเมื่อมีแรงกระตุ้น ดังนั้นจึงทำให้เกิดการสมสู่ทางเพศกันอย่างกว้างขวางเป็นผลตามมาเพราะการเห็นสั่งสมเข้าไปบ่อยๆ (อย่างนี้เรียก อิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น) นั่นจึงเป็นเหตุแล้วส่งผลให้ผู้ใหญ่ลักลอบสมสู่กัน รวมถึงส่งผลสู่เด็กนักเรียนท้องในวัยเรียน เมื่อทั้งผู้ใหญ่ก็พลาดจนตั้งท้อง ทั้งเด็กนักเรียนก็ท้องในวัยเรียนจึงส่งผลให้การทำแท้งเป็นไปอย่างกว้างขวาง เมื่อการทำแท้งกว้างขวาง ก็จะเริ่มเกิดการเสียชีวิตของทั้งเด็กที่ไปทำแท้งเสียชีวิตและที่แน่ๆ เด็กทารกในท้องก็ต้องเสียชีวิตจากการกระที่เกิดขึ้น
จะเห็นว่าความเป็นเหตุเป็นผลนั้นเกิดเป็นกระแสที่ดูเหมือนยากที่จะหยุดได้ เพราะต่อให้ไล่ขึ้นไปอีกก็จะมีเหตุไปเรื่อยๆ เช่นอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ และอื่นๆ อีกมากที่เป็นเหตุ ดังนั้นจึงดูเหมือนกับว่าจะหยุดไม่ได้เลย ทำได้ก็เพียงชะลอเท่านั้น การแก้ไขนั้นก็ไม่สามารถไม่ทำในองค์รวมแต่ทำได้ในลักษณะตัวบุคคลคือพรากออกมาจากเรื่องนั้นๆ นั่นรอดได้เป็นคนๆ เท่านั้นเอง
แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะสื่อ เมื่อถึงตรงนี้เรามองได้เลยว่าอีกไม่นาน การทำแท้งเสรีต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความเห็นใจเด็กๆ ที่ท้อง เมื่อมองย้อนไปในมุมผู้ที่มีหน้าที่ทำแท้งคือหมอ ก็ต้องลงมือช่วยเพราะเหตุผลมันบีบเข้ามา ไม่ช่วยก็ไม่ได้เพราะเป็นเหตุผลด้านมนุษยธรรม การทำปาณาติบาตต่อทารกซึ่งคือมนุษย์คนหนึ่งจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าสมมติเหตุการณ์นี้เกิดใน ๕ ปีข้างหน้า หมอในช่วงแรกอาจจะไม่ยอมแต่ก็มีถูกบีบให้มองไปที่การช่วยเหลือเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งนี้จะเริ่มกลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาไปในที่สุด ไม่มีใครพูดถึงอีกแล้วก็ทำกันเป็นปรกติ หากมีสาวกประกาศธรรมแล้วบอกว่าการทำปาณาติบาตเป็นเรื่องผิดไม่ควรทำ ทุกคนในวันนั้นจะเถียงอย่างมีเหตุผลของมนุษยธรรมต่อเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ต้องเสียอนาคตไปหากผู้ใหญ่ไม่ช่วย
เห็นภาพไหม? ถ้าเข้าใจ ย้อน Time machine กลับมาที่ปัจจุบันวันนี้ทุกคนหลงใหลในสื่อ ทีวี การละเล่นกันมากขนาดไหน ทุกคนจะเห็นว่าใครๆ ก็ทำกัน บ้านไหนๆ ก็มีกัน หลงใหลเพลิดเพลินกัน วันนี้สาวกผู้เห็นความจริงเข้าไปบอกเรื่องเหล่านี้ คนจะนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันไม่ดียังไงก็มันให้ความสุข ความสนุกสนานไม่ใช่หรือ? หากเราเห็นภาพไม่ว่าการผิดศีลซึ่งวันนี้ศีลทุกข้อกำลังอยู่ในจุดที่คนมากกว่าครึ่งทำมันโดยไม่รู้สึกผิด วันข้างหน้าคนเกือบทั้งหมดจะไม่รู้สึกว่ามันผิดอีก นั่นจะส่งผลให้เราทุกคนเห็นเลยว่า การบรรลุธรรมที่ประกอบด้วย ปัญญา ศีล สมาธิอย่างถึงพร้อมจะเกิดขึ้นไม่ได้ แล้วเขาจะมีเหตุผลมาสนับสนุนการไม่มีศีลของเขาอย่างชอบธรรม…เป็นอันปิดฉากการบรรลุธรรม เพราะสัญชาตญาณเถื่อนในสัตว์โลกจะไม่สามารถถูกขัดเกลาได้ เมื่อสันดานที่ปลูกฝังอย่างเหนียวแน่นและที่สำคัญไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันไม่ดีแล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาจัดการได้อีก
เคยได้ยินคำนี้ไหม “โลกจะไม่เกื้อกูลต่อการบรรลุธรรมอีก”

ตอนนี้ผู้ที่เห็นความจริงยังพอมี ยังพอเข้าใจได้ จึงสามารถนำตนเข้าถึงความเป็นอริยะได้

แต่ผู้ที่มีเหตุผลสารพัด และเป็นคนเจ้าเหตุเจ้าผลเป็นนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ ก็คงหลงวนไปกับประสบการณ์ภายใต้กระแสโลกที่นับวันจะรุนแรงจนยากที่จะโงหัวขึ้นมาเห็นความจริงได้อีกเพราะศีลถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗