สุขทุกข์ในชีวิตมนุษย์ เป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง

มนุษย์นี่อดทนกับทุกข์มากนะ เพื่อให้ได้ความสุขแว๊บเดียว แล้วหลังจากนั้นต้องอดทนเพื่อจะได้ความสุขครั้งต่อไป
นี่ล่ะมนุษย์
ยอมทุกอย่าง อดทนทุกข์ เพื่อความสุขลมๆ แล้งๆ
พระพุทธเจ้าใช้คำว่าเหมือนต่อมน้ำ ตุ๋ม! แล้วหาย ไม่มีอยู่จริง เพราะเห็นแล้วว่าสุขเกิดขึ้นแล้วดับวับไปเลย
เรากินอาหาร ถ้าบอกว่าอร่อย แสดงว่ามันอร่อยอยู่ตอนที่รสชาติแตะลิ้นถูกไหม เคี้ยวหมับๆๆ กลืนวุ้บ จากนั้นไม่มีรสชาตที่ลิ้นแล้ว
ที่เหลือคืออะไร ใจ ใจที่หลอกสร้างความรู้สึกขึ้นมาต่อ เลียซาก เล็มซากที่ไม่มีจริง เคี้ยวเอื้องของที่ลงไปแล้ว เพื่อพยามจะประคับประคองให้มันนานกว่านี้หน่อย แล้วก็เข้าไปหลงในความคิดนั้น เข้าไปหลงในสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเฉยๆ แต่ความจริงไม่มีอะไรเลย
มันเหมือนต่อมน้ำ เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง เหมือนพยับแดด
ที่วูบขึ้นมา แล้วหายไปเลย
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจาก คอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาฮอลแลนด์”
ณ วัดพุทธาราม เมืองวาลแว็กซ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์
ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

สามารถชมคลิปวีดีโอธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่
https://youtu.be/XB4GFo_yW0c?list=PLDzf9cyBwgxAYfYKakVstReI_0qp6f3M-

หมดเหตุเกิดหมดทุกข์

ขันธ์ ๕ ท่านฝึกยังไงก็เป็นอย่างงั้น
ความเกิดเป็นทุกข์ ความเเก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ (อย่าเห็นมันเป็นธรรมดาก็เเล้วกัน)
เเต่มาถึงข้อยิบๆ ย่อยๆ การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ กลับกลายเป็นเราเข้าใจ
เเต่เรื่องหลักๆ เราไม่เข้าใจ
ความเกิดเป็นทุกข์ยังไง เเก่เป็นทุกข์ยังไง ก็เเก่ก็เป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ ใครๆก็เเก่ ความตายก็เป็นธรรมดา
เสร็จเลยทีนี้เรา เราไปเห็นของทุกข์เป็นของธรรมดาก็เรียบร้อยเลย มือเลยชินอยู่กับน้ำร้อนเลย เเล้วจะออกยังไงหล่ะทีนี้
เเต่พอปฏิบัติไปมันเริ่มเห็นความจริงถอดถอนความเห็นผิด ไม่ว่าจะเเก่ จะเจ็บ จะตายนี่มันเริ่มต้นที่ไหนครับ เริ่มที่เกิด
ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจ เริ่มที่ไหน เริ่มต่อจากเกิด
ทำไปทำมาทุกอย่างมันต่อมาจากเกิด มีเกิดมีทุกข์
หมด “เหตุ” เกิดหมดทุกข์
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยาย ในคอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น

วันไหนที่พ้นจากความเป็นทาสของอวิชชา ค่อยประกาศตัวว่าข้าเป็นอิสระ

วันไหนที่พ้นจากความเป็นทาสของอวิชชา ค่อยประกาศตัวว่าข้าเป็นอิสระ
วันนี้อย่ามาประกาศตัวว่าเป็นความสุขซะให้ยาก เพราะว่าตราบใดที่เรายังเป็นทาสอะไรอยู่ เราจะมาบอกตัวว่าเป็นความสุขได้ยังไงโดนมันจิกหัวบงการใช้
สมัยก่อน ก่อนที่ผมจะบวชผมก็คิดว่าฆราวาสนี่อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ได้ไป ฆราวาสมีชีวิตที่อิสระ พระไม่อิสระเลย อยากไปไหนก็ไม่ได้ไป อยากทำอะไรก็ไม่ได้ทำ อยากจะฉัน(กิน)อะไรก็ไม่ได้ฉันเเล้ว เเต่เขาจะจัดมาให้ เเล้วเเต่เขาจะใส่บาตรมาให้ ผมมีความรู้สึกว่าพระไม่อิสระเลย จนกระทั่งผมเข้าไปบวชผมถึงรู้เลยว่าเราคิดผิดล่ะ
พระเป็นอิสระ ฆราวาสไม่อิสระเลย ที่เราบอกว่าอยากกินอะไรก็ได้กิน เราต้องเติมไปอีกคำหนึ่ง เราลืมเติมไปว่า “ลองไม่ได้กินสิ เเล้วมันจะดิ้นให้ดู” อยากไปไหนก็ได้ไปเราบอกว่าเราเป็นอิสระ “ลองไม่ได้ไปสิ ดูซิจะหน้าหงิกหน้างอไหม” อยากเป็นอะไรก็ได้เป็น “ลองไม่ได้เป็นสิ” ไม่ว่าจะตำเเหน่งไหนๆไล่ตั้งแต่ผู้ช่วยจนถึงรัฐมนตรี ลองไม่ได้เป็นดั่งใจสิ เห็นยิงกันมาเยอะแล้ว
นี่นะอิสระ?
ตราบใดที่ยังเป็นทาสให้ธรรมชาติ ธรรมชาติหนึ่งจิกหัวบงการสั่งได้ตลอดเวลา อย่ามาประกาศตัวว่าตัวเองเป็นอิสระ ทาสไม่มีสิทธิประการตัว วันไหนที่พ้นจากความเป็นทาสของอวิชชาค่อยประกาศตัวว่าข้าเป็นอิสระ วันที่ข้างในโพล่!ขึ้นมาประกาศตัวว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” วันนั้นค่อยประกาศตัวว่าเราเป็นอิสระ
เพราะฉะนั้นเส้นทางที่จะเดินไปสู่การประกาศอิสรภาพจริงๆ
อาศัยมรรคมีองค์แปด
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น

นี่คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะออกจากสังสารวัฏแล้ว

นี่คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะออกจากสังสารวัฏแล้ว

ผมจะบอกคุณแม่ผมเสมอ
แม่ นี่เป็นชาติที่ดีที่สุดของแม่แล้ว
ถ้าออกไม่ได้ ต้องรอพระพุทธเจ้าพระองค์หน้าแล้ว
นี่คือชาติที่ดีที่สุดแล้ว
แล้วนี่คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะออกจากสังสารวัฏแล้ว
ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
ถ้าบอกว่ารอ

“…ไม่เป็นไรหรอก…
…ตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว…อายุมาก…
…เอาไว้ทีหลังแล้วกัน…ไปก่อนเถอะ…”

ถ้าทีหลังก็ทำให้เต็มที่ที่ทำได้ก็แล้วกัน
เพราะว่าคำนี้พูดมาหลายชาติแล้วล่ะ
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องเดียวกัน
คือ อริยสัจ
“…คงรอพระศรีอริยเมตไตรย…”
ท่านตรัสรู้อริยสัจสี่ ตรัสรู้อริยมรรค
เพื่อที่จะเดินทางสู่อริยสัจ
จะหลังพระศรีอริยเมตไตรยอีกกี่พระองค์ก็ตาม
ก็ตรัสรู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งในมรรค แล้วรู้แจ้งอริยสัจ
จะรอก็คือเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ทุกข์ทรมานต่อไป
แล้วก็ไปเรียนรู้เรื่องมรรคอีกครั้งหนึ่ง
สมมุติว่าล้านปีข้างหน้า
สมมุติล้านปีข้างหน้ามีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง
แต่บอกว่าเกินกว่านั้นเยอะ เวียนว่ายตายเกิดไปสิ
อีกล้านๆๆๆ ปี แล้วก็ไปเจออีกพระองค์
แล้วก็มานั่งฟังอยู่อย่างนี้
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปโป
อะไรก็ไม่รู้สัมมาสังกัปโป ชาตินี้ท่องไม่ได้
ไปรอท่องชาติหน้าก็แล้วกัน
สัมมาวายาโม ทำยังไงนะ
เรียนจบมาได้เงินเดือนตั้งเยอะ
แต่ไม่สามารถจะเข้าใจอริยมรรคได้
จบด็อกเตอร์มา
แต่ไม่รู้จะพ้นทุกข์ยังไง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม “รองเท้าโจร”

ท่านสามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้ได้ที่นี่
https://youtu.be/FOB1XtWDl4A?list=PLEzkIhzBJA1K88lJ5dKQj0TzF0wojZckM

เราจะเอาชนะคำทำนายหมอดูได้อย่างไร

เราจะเอาชนะคำทำนายหมอดูได้อย่างไร
วันนี้เราจะมาพูดคุยกันเรื่องที่ผมเชื่อว่าทุกคนในโลกนี้ตั้งข้อสงสัย แล้วก็มีคำถามในใจกันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็มี คือคำถามที่ถามว่า
“เราเกิดมาทำไม”
ทุกคนก็ถามตัวเองมาตลอดว่าเราเกิดมาทำไม แล้วคำตอบก็เยอะแยะมากมายที่คนส่วนใหญ่ก็พูดถึงว่า “เราเกิดมาใช้กรรม” “เราเกิดมาเพื่อมาทำความดี” “เราเกิดมาเพื่อให้เราหลุดพ้น”
ถ้าเรามาถามความจริงกับทุกคนว่า ถ้าวันที่เราคลอดออกมาแล้วเราพูดได้จริงๆ แล้วหมอถามเราว่า “หนูเกิดมาทำไม?” เราจะตอบหมอว่าอะไร เราจะตอบหมอว่า “ไม่รู้” “ไม่ได้อยากเกิด มันไม่รู้ออกมายังไง แต่มันไม่รู้” ที่บอกว่าเกิดมาใช้กรรม “กรรมอะไร? ไม่รู้ ไม่ได้ทำ ไม่รู้เรื่อง??” นี่คือความจริงถ้าเราเปิดใจรับ
แล้วยังไงแล้วตกลงเราเกิดมาทำไม
ผมจะบอกเลยว่าเราไม่ได้เกิดมาทำไม คำถามนี้มันผิดตั้งแต่คำถาม เราต้องกลับคำถามใหม่แล้วเราจะตอบได้ ต้องถามว่า “ทำไมเราถึงเกิดมา” การตอบจะง่ายมากเลยคือตอบว่า
“เพราะมันมีเหตุให้เกิด จึงเกิด”
แล้วอะไรคือเหตุให้เกิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่า คือ “ตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป” นี่ล่ะที่เราเกิดกันมา
มันยังมีเหตทำให้เราเกิด มันจึงเกิด เราไม่ได้เกิดมาทำไม ถ้าเราบอกว่าเราเกิดมาทำไมนั่นแปลว่าเราเลือกได้ แต่นี่เราไม่ใช่คนเลือก แล้วมันไม่มีเราให้เลือก มันเหมือนกับอยู่ๆ จะถูกบังคับให้เกิดก็ไม่ใช่ เพราะเหตุปัจจัยมันพอดีให้เราเกิดเราก็เลยเกิดมา แค่นั้นเอง
คำถามต่อมาที่คนมักจะสงสัยก็คือว่า เอาล่ะ พอเราเกิดมาแล้ว มันก็มีวันเดือนปีเกิด แล้วพอมีวันเดือนปีเกิดก็เห็นคนเขาเอาไปดูหมอกันได้ นั่นแสดงว่าวันเดือนปีเกิดเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของเราจริงๆ หรือ?
คำถามนี้ก็น่าสนใจ ผมเชื่อว่าถ้าหลายคนตอบ ก็คงจะมีคำตอบมากมายเหมือนกันอย่างเช่น “โอ๊ย..วันเกิดจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิต” “ชีวิตของเราลิขิตด้วยกรรมที่เราทำเอง” ถูกต้อง ถ้าผมจะตอบอย่างนี้บ้างผมก็ตอบได้ แต่เชื่อไหมว่าตอบไปแล้วมันไม่เคลียใจของคนฟังคนไหนๆ เลย เพราะคำถามที่จะถามต่อมาในใจถ้าเขาไม่ถามต่อแสดงว่าเขาเกรงใจขี้เกียจจะถาม แต่ถ้าไม่เกรงใจผมก็จะถามแทนให้เลยว่า ขอโทษแล้วที่ดูหมอกันทุกวันนี้แล้วถูกมากกว่า ๘๐% นั่นจะตอบว่าอะไร แล้วในวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติขึ้นมา ไม่ใช่พราหมณ์ร้อยแปดหรือ? ที่มาบอกว่าท่านจะได้เป็นมหาจักรพรรดิ์หรือไม่ก็เป็นศาสดาเอกของโลก นั่นไม่ใช่การพยากรณ์ของหมอดูหรือ? แล้วหนึ่งในโกณฑัญญะผู้บรรลุธรรม ก็คือพราหมณ์ในวันนั้น แล้วเราจะตอบคำถามนี้ว่าอะไรล่ะถ้าอย่างนั้น
งั้นเราต้องยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่าบางศาสตร์มีอยู่จริงๆ แต่ไม่ใช่การกำหนด ผมจะบอกให้ว่า รูปนามนี้มันไม่ได้เป็นเราหรอก ในช่วงเวลาของการเกิดในโลกในจักรวาล มันมีความซ้ำ มันมีความซ้ำ ถ้าเราจะบอกว่ามันคือสถิติ มันก็ต้องมานั่งอธิบายอีกว่าสถิติไปเกี่ยวอะไรกับสิ่งนี้ สถิติเป็นสิ่งที่มาทีหลัง แต่ว่าความจริงของโลกของจักรวาลนี้มันมีความซ้ำกันอยู่
มนุษย์มีอายุตั้งแต่แปดหมื่นปี จนมาเหลือสิบปี แล้วหลังจากนั้นมนุษย์ก็จะมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ กลับไปที่แปดหมื่นปี แล้วก็กลับมาอยู่ที่สิบปีอีก หลังจากนั้นจักรวาลแตกดับมนุษย์ก็จะเริ่มต้นใหม่ที่แปดหมื่นปีจนถึงสิบปีอีก (ความรู้ในพระไตรปิฏก)
มันเกิดความซ้ำ ความซ้ำ ที่ Repeat กันอยู่ตลอดเวลา ในโลกในจักรวาลนี้เกิดการซ้ำการแตกดับแล้วก็เริ่มต้นใหม่ เกิดการแตกดับ แล้วก็เริ่มต้นใหม่ เพราะฉะนั้นจึงเกิดการเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้นเมื่อเริ่มเข้าใจความซ้ำเหล่านี้แล้ว สัตว์โลกทั้งหลายจึงคล้ายๆ กับสรรพสิ่งที่ถูกน้ำพัดไปตามเหตุปัจจัยเฉยๆ วันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความซ้ำมันจะเป็นยังไง ปัญหาที่จะออกจากความซ้ำแล้วจะออกจากสังสารวัฏนี้ยังไงต่างหาก อันนี้คือความจริง
เพราะฉะนั้นในวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ในวันนั้นยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือยังเป็นเจ้าชายน้อยอยู่ มีการพยากรณ์เกิดขึ้นจริงๆ เราก็ทราบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเลี่ยงคำตอบนี้ เพียงแต่ว่าในความซ้ำนี้ จะออกยังไง อย่าลืมว่าในความซ้ำทำไมหมอดูถึงได้ดูแต่ละคนค่อนข้างถูก
เนื่องจากว่าทุกคนดำเนินตามสัญชาตญาณ เมื่อมีการตอบสนองแบบหนึ่งอย่างเช่น มีคนนินทา ในคนหนึ่งร้อยคน จะเกิดความไม่พอใจเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น Routine ในการเดินจะเข้าแทรกเดียวกันหมด มันจะเดินซ้ำเข้าไปทางเดียวกัน
หากมีคนที่ถูกนินทา แล้วเขาเกิดมีสติระลึกแล้วเขาไม่ได้เกิดอารมณ์กับสิ่งนั้น คนๆ นี้จะออกนอกสถิติ
ดังนั้นการปฏิบัติธรรมเมื่อคนที่ปฏิบัติไปมาแล้วจริงๆ หมอที่ไหนก็ดูไม่ถูก
ดังนั้นวันนี้ถ้าพวกเราทั้งหลายเริ่มเข้าสู่ปฏิบัติธรรมจริงๆ อย่างเช่นมีคนบอกว่าเดี๋ยวเธอจะต้องหกคะล้ม ตกบันได แขนหัก มีหมอดูทายทักมา นั่นแปลว่าในคนหนึ่งร้อยคน พันคน หมื่นคน มีการทำเหมือนกันก็คือความไม่มีสติ เมื่อเกิดความไม่มีสติแล้วหกคะล้มตีลังกาลงไป แขนมันจะหักเหมือนๆ กันเมื่อถึงวันนี้เวลานี้
แต่หากมีใครซักคนที่เกิดมีสติขึ้นมา มีปัญญาขึ้นมา เริ่มกลับมาดู มีสติสัปชัญญะ
เขาก็จะผ่านสิ่งนั้นไป
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

จากธรรมบรรยายในรายการ “สุขทุกวัน ๗ วัน ๗ กูรู”
ทางช่อง AMARIN TV HD (๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
https://www.youtube.com/watch?v=AwRghz8ebJs

สามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่นี่
https://youtu.be/S1athgMP6gA?list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5