เมื่อชีวิตเป็นแบบนี้แล้วเงินจะมีค่าอะไร

ถ้าเป็นแบบนี้แล้วเงินจะยังมีค่าอะไร
“ฉันไม่เห็นทุกข์อะไร ทำไมฉันต้องมาปฏิบัติธรรมด้วย?”
มาเปิดใจยอมรับความจริงกันดีกว่า
เพราะว่าในการที่เราบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีความเกิด เเก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมดาจริง ๆ หรือ? ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเกิด เเก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ล่ะ?
วันนี้ที่ท่านบอกว่าท่านไม่เห็นเป็นอะไรเลยท่านก็มีความสุขดี
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ท่านรักสักอย่างหนึ่ง ทุกข์ไหมล่ะ? ทุกข์ทันที
ถ้าเกิดการพลัดพรากไม่ว่าจะใครก็ตาม ทุกข์ทันที
หมอพูดคำเดียวเลยว่าท่านเป็นมะเร็งอีกไม่ถึงกี่วันท่านจบชีวิตเเน่ ท่านทุกข์เเน่นอน เงินจะไม่มีค่าใด ๆ อีกเลย ชีวิตที่เหลือจะหมดค่าเลย
ผมเจอมาเเล้ว
ผู้ชายคนหนึ่งเจ้าของกิจการ ถ้าให้ผมประเมินทรัพย์สินของเขาน่าจะประมาณห้าพันล้าน ไม่อยากจะบอกว่าธุรกิจอะไรถ้าพูดออกไปทุกคนรู้จักเลย เปิดคอร์สที่นี้ด้วย เจอกับผมพูดเเบบเปิดอกเลย เขาบอกผมว่าก็ไม่เคยรู้สึกอะไรมาก่อนว่าจะต้องมาปฏิบัติธงปฏิบัติธรรมอะไร ก็เห็นชีวิตมีความสุขดีมีเงินมีทองใช้
วันหนึ่งไปหาหมอ หมอตรวจร่างกายเขากับเเฟน จากนั้นพอผลตรวจร่างกายออกมา หมอบอกว่าเเฟนผมเป็นเอดส์
ในใจผมเนี่ยวาบเลย
คือต่อให้เราบอกว่ารักกันเเค่ไหนก็ตามตอนนั้นผมนึกถึงเเต่ตัวเองเลย คือไม่ได้นึกถึงเลยว่าเเฟนตายเเน่ เเต่นึกถึงเเต่ตัวเองเลยว่า กูตายเเน่! เเฟนเป็นเอดส์เหรอ! คือเขาบอกเลยว่าวินาทีนั้นตัวเย็นวาบไปทั้งตัวเลย
สิ่งเดียวที่คิดออกคือ ทำยังไง ทำยังไงผมถึงจะไม่เป็น! เขารู้สึกเลยว่าหมอเอาไปหมดเลยก็ได้ห้าพันล้าน หมอบอกคำเดียวว่าผมไม่เป็น เเล้วบอกมาเลยว่าผมจะไม่ตาย!
คือเขารู้เลยว่านั้นคือครั้งหนึ่งที่เงินไม่มีค่าอีกเลย ไม่มีค่าเเม้เเต่จะให้เห็นสักสลึงหนึ่งเลย เขารู้เลยว่าได้ยินอย่างนี้เมื่อไหร่ ความตายมาอยู่ตรงหน้าเเล้ว เงินไม่มีค่าอีกเลย มันย้อนกลับไปคิดอะไรไม่ทันเลย เขามึนไปหมดเลย เงินไม่มีค่าเลย
เงินคือสิ่งที่เราคิดเอาเองว่ามันจะมีค่า มันเเค่ให้ความสะดวกสบายเล็กน้อยเท่านั้นเอง เเต่ไม่เคยปัดเป่าความทุกข์ออกจากใจได้เลย
วันนี้เขาก็เดินทางเข้าสู่เส้นทางธรรม
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์ปปฏิบัติธรรม “หมดเปลือก”
สามารถดูคลิปวีดีโอคอร์สนี้ได้ที่นี่
https://youtu.be/HwqZyMNzIFs?list=PLh9Sm2EK19nRzsYnsXGGGbkbPTsoCPSvd

ให้ใช้ศพเน่าเป็นเรือข้ามไปฝั่งพระนิพพาน

ให้ใช้ศพเน่าเป็นเรือข้ามไปฝั่งพระนิพพาน
ภาวนาไว้ จิตนี้ไม่ใช่กู ร่างกายก็ไม่ใช่ของกู ไม่ใช่กู ไม่ใช่ของกู ทีนี้มันจะโต้เถียงเราโต้เถียงเรา เราก็ตอบมัน ไม่ใช่กู
ไม่ใช่ของกูนี่เป็นของใคร ก็เป็นของธรรมชาติทั้งนั้น ไม่ใช่ของใคร ของธรรมชาติ เป็นของส่วนกลาง ส่วนกลางเขาให้เรายืมเอามาใช้
เหมือนกับว่ามีคน ๆ หนึ่ง ต้องการที่จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยากจะข้ามไปฝั่งโน้น อยากจะข้ามไปฝั่งโน้นไม่มีเรือ ไม่มีแพ บังเอิญศพเน่ามันลอยน้ำมา เขาก็ขึ้นขี่ศพเน่า แล้วก็เอามือเท้าพายไป ไปถึงฝั่งโน้นโดยสวัสดิภาพ
ทีนี้เราทุกคนมันศพเน่า มันศพเน่าที่ยังเป็น ๆ อยู่นี้แหละ มันศพเน่า มันเน่าทั้งนั้น สกปรกทั้งนั้น
ฉะนั้นเราใช้ศพเน่านี้จะข้ามไปฝั่งโน้น จะข้ามไปฝั่งพระนิพพานโน่น ฝั่งที่ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย นี่ สำหรับที่จะข้ามฝั่ง ไม่ใช่เกิดมาแล้วมาเหลวไหลอยู่ มาโง่อยู่ หลงนั้นหลงนี้หลงโน้น แล้วมีความทุกข์ แล้วมันก็ไม่คุ้มอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นใช้ศพเน่านี้ให้เป็นประโยชน์ มาใช้ศพเน่านี้ให้เป็นประโยชน์ นอกจากว่าเป็นประโยชน์กับตัวเอง เป็นประโยชน์กับผู้อื่น เป็นประโยชน์กับศาสนา มันแค่ไหนลองคิดดูสิ
เราตายไป ร่างกายนี้สิ้นไป แต่ว่าธรรมะยังไม่สิ้นไป มันยังอยู่ในโลกนี้ เห็นไหม มีประโยชน์ ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าเราเกิดมาหลง หลงลาภ หลงยศ หลงสรรเสริญ หลงความสุข มันก็อยู่แค่นั้น
อยู่แค่นั้น
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

คืนสู่ธรรมชาติ ณ ปัจจุบัน

จิตว่างแบบจบหลักสูตร
การดูกาย ดูหยาบ ๆ ก่อน ดูกายก็ดูว่ากายนี้ประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วเรามักจะพูดว่า ดินน้ำลมไฟ ดินกลับสู่ดิน น้ำกลับสู่น้ำ ลมสู่ลม ไฟสู่ไฟ ถูกต้อง แต่ว่าไม่ใช่เวลาตายแล้ว อยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ในปัจจุบัน ธาตุดินก็ลงดิน เป็นผักเป็นปลา เป็นผลไม้ เป็นอะไร เสร็จแล้วก็ไปกองอยู่ที่ดิน ไปเป็นดิน น้ำก็ไปเป็นน้ำ ลมไฟก็ไปเป็นลมเป็นไฟ เห็นไหม นี่ อยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เวลาตายแล้ว พูดอย่างนั้นมันมักง่าย พูดว่าเวลาตายแล้ว พูดตามภาษาคนไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้ภาษาธรรมชาติ ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักตัวเอง
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก

จากธรรมเทศนาแก่อุบาสิกาใจพระรุ่น ๒
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

(การ์ดคำสอน) โลกนี้มีแค่ขณะเดียว ตอนนี้

คลิกฟังธรรมบรรยายนี้ ได้ที่คลิปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=1Wmomc0Du2U
โลกนี้สำหรับทุกคนมีอยู่แค่ขณะตรงหน้าเท่านั้นเอง อดีตอยู่ที่ไหนครับ อยู่ในใจ ที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วก็ทุกข์เอง อนาคตก็อยู่ในใจ แล้วก็ทุกข์เอง สร้างเอง กังวลเอง
โลกนี้มีอยู่แค่นี้วินาทีตรงหน้า วินาทีอื่นไม่เคยมี ไม่เคยมีอยู่จริง ท่านจะมีทีละขณะ ทีละขณะ
ถ้าผมบอกว่าเราจะบรรยายกันจนถึงห้าโมงเย็น ตอนนี้ห้าโมงเย็นอยู่ไหน ดูเหมือนกับว่าอยู่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงจริงๆ มันจะคือตอนไหน
ตอนนี้
ตอนที่ผมปล่อย(พัก)เมื่อซักครู่ประมาณบ่ายสามโมงยี่สิบนาที แล้วก็บอกว่าให้ทุกคนเข้ามาเจอกันอีกครั้งตอนสี่โมง เหมือนกับสี่โมงอยู่ในอนาคต แต่พอสี่โมงมาถึงจริงๆ ทุกคนเข้ามานั่ง
ผมอยู่ตรงนี้
สี่โมงคือตอนไหนครับ
ตอนนั้น
ก็คือตอนนี้ของตอนนั้น
ตอนนี้ ก็คือตอนนี้
ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงมันก็จะคือตอนนี้ ของตอนนั้น
ทุกขณะในชีวิตของเรามีอยู่แค่ตรงหน้า ทุกข์ที่เกิดขึ้นมาได้เพราะเราคิดเอาเอง อดีตที่ไม่ยอมลืมเพราะมันอยู่ในใจ แล้วเราก็ปรุงแต่งสร้างมันขึ้นมา มันไม่เคยมีอยู่จริง เราเอาซากของที่ไม่มีจริงมานั่งปรุงแต่งกันเอง
ถ้าผมบอกว่า ความจริงอยู่ที่โน่น ความคิดอยู่ที่นี่ ความทุกข์อยู่ที่นี่
ความจริงกับความทุกข์อยู่กันคนละที่
แต่เราเลือกที่จะอยู่ในความทุกข์ คือความคิดปรุงแต่ง มันเหมือนเราอยู่ในห้องมืด ห้องสี่เหลี่ยม มืดๆ พอเราออกไปเจอความจริง เราหยุดคิด เราออกมาพบกับความจริง แต่เดี๋ยวแป๊ปเดียวเราก็จะเปิดประตูแล้วเข้าไปอยู่ในห้องมืด แล้วก็ปิด แล้วก็เข้ามาอยู่ในความคิดของตัวเอง
เห็นภาพไหมครับ
พอท่านรู้ลมหายใจ การกระทบมีอยู่จริงๆ ท่านเปิดประตูออกจากห้องมืด มานั่งอยู่ในห้องจริงได้แป๊ปหนึ่ง ท่านไม่คุ้น ท่านเปิดประตูแล้วก็กลับไปอยู่ในห้องมืด ไปอยู่ในความคิดใหม่
ถ้าท่านไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง หัวกระเซอะกระเซิง กำลังคุ้ยเขี่ยขยะกิน ท่านมองดู “..อืม..คนบ้า..”
เขาก็นั่งกินของที่อยู่ในถังขยะ แล้วเขาก็ยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข กินอยู่ดีๆ เดี๋ยวเขาก็ค่อยๆ เศร้า น้ำตาไหลออกมา แล้วก็ร้องไห้ เดี๋ยวๆ ก็หัวเราะเอ๊กอ๊ากๆ เดินยิ้มแย้มแจ่มใส เดี๋ยวก็หน้าเศร้าทุกข์ลงไป เราบอกว่า เขาบ้า
ช่วยนิยามคำว่าบ้า หรือคนบ้าหน่อย พวกนี้มันหลงอยู่ในคิด ไม่สามารถออกมาอยู่โลกความจริงได้ เราเรียกเขาว่า คนบ้า
แล้วเราบ้าหรือดี
เราเคยออกจากคิดเราบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวเราก็หัวเราะ ถ้าขายอะไรได้เยอะหน่อย เดี๋ยวก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว ขายได้กำไร นั่งบ้าอยู่คนเดียว นั่งยิ้มบ้าอยู่คนเดียว วันไหนขายไม่ดีวันไหนโดนโกง นั่งเศร้า มีคนมาชวนกินข้าว “…ไม่เอาล่ะ กินไม่ลง ถูกโกง…”
นั่งจมอยู่ในคิด หลงเข้าไปในโลกมืด สร้างภพของอสุรกาย ของอะไรต่ออะไร ปิดประตูขังตัวเองเอาไว้ข้างใน มืดๆ
พระอรหันต์เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ แสดงว่าท่านอยู่บนความจริง ส่วนคนในโลกอยู่ในห้องมืด ทีนี้พอค่อยๆ ให้ขยับออกมาจากห้องมืด ไม่คุ้น เหมือนนางอาย ออกมาได้แป๊ปหนึ่งต้องวิ่งกลับเข้าไปในห้องมืดใหม่ แล้วก็หลงอยู่ในคิด ในโลกมืดของตัวเอง ที่สร้างกรอบความคิดเอาไว้
ค่อยๆ เห็นความจริงอย่างนี้นะครับ ออกมาจากคิด เพราะทันทีที่ท่านคิด ท่านก็จะหลง
กี่โมงแล้วล่ะ?
เวลาที่เราพูดถึงผ่านกันไปเรื่อยๆ แล้วเชื่อไหมว่าเมื่อท่านตัดเวลาที่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้วเพราะไม่มีอยู่จริง ตัดอนาคตที่ยังมาไม่ถึงซึ่งก็ไม่มีอยู่จริง มันจะเหลือขณะเดียวตอนนี้
ที่บ้านใครมีลูก ใครมีพ่อแม่ ใครมีคนรัก สามี ภรรยาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่บ้านหรืออยู่ในใจ ลองถามตัวเอง
ถ้าอยู่ที่บ้านคงไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาแต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง กำลังใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ปัญหาคือเราเอาพวกเขามาไว้ในใจนี่แหละ แล้วก็ปรุงแต่งปั้นแต่งมันขึ้นมา เป็นสุขเป็นทุกข์เข้าไปเรื่อยๆ
โลกนี้มีอยู่วินาทีเดียว เอาเป็นวินาทีก่อน ให้เข้าใจตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะได้เข้าใจว่า ที่หลงไปสุขหลงไปทุกข์กับอดีตกับอนาคต คือของที่ไม่ได้มีอยู่จริง
ถ้าใครสูญเสียคนรักน่ะ จบไปแล้ว ใครเคยสูญเสียของที่ตัวเองทุกข์เศร้า มันผ่านไปหมดแล้ว
แต่ทำไมมันยังทุกข์อยู่ เพราะไปดึงเรื่องนั้นกลับเข้ามา แล้วก็โลมเลียอยู่ในห้องมืด ออกมาพบความจริงก็เห็นหมดแล้ว มันมีอยู่แค่นี้
ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ตรงนี้มีอะไรที่ไหนล่ะ
มีอยู่แค่นี้
แล้วก็จะมีอยู่อย่างนี้ มีอยู่แค่นี้
ถ้า Trim (ตัด) สิ่งที่ไม่มีอยู่ออกจริง มันจะเหลืออยู่แค่นี้ อดีตเอาออก อนาคตเอาออก มันจะเหลือแค่นี้ ท่านจะมีอย่างนี้ไปจนกายแตกทำลาย จนถึงวินาทีที่เราตาย ความตายจะคือตอนนี้ของทุกคน
ตอนนี้พร้อมจะตายหรือยังครับ ไม่?
เพราะฉะนั้น เมื่อความตายมาถึง มันคือตอนนี้
ไม่ใช่อนาคต
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ธรรมบรรยายในหลักสูตร มัคคานุคา ก-ฮ
จัดโดยโรงพยาบาลสมุทรปราการ ร่วมกับชมรมกัลยาณธรร­ม
วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2558

สามารถชมธรรมบรรยายคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ ฉบับ­เต็มได้ที่
https://youtu.be/l3o2tYne1W8?list=PLUOUA1xCYlav51Mbp2muB0kq7Gk49-udl

พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท

พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต
ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน
ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า.
เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น
วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว
เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด
ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

มหา. ที. ๑๐/๑๔๑/๑๐๘.

ก็เตือนกันไว้บ่อยๆ บางครั้งเราก็เผลอเพลินไปหน่อย ลืมไปว่าเดี๋ยวก็ตายเหมือนกัน
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น