(การ์ดคำสอน) ให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า

จำไว้นะ
ถ้าคำสอนเริ่มขัดแย้งกันระหว่างครูบาอาจารย์

ให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาฮอลแลนด์”
สามารถชมคลิปวีดีโอธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่
https://youtu.be/XB4GFo_yW0c?list=PLDzf9cyBwgxAYfYKakVstReI_0qp6f3M-
Advertisements

จิตนั้นดับ สงบ เย็น หมดสิ้นแล้ว

จิตว่างแบบจบหลักสูตร
นิพพานของคนโง่ เข้าใจกันว่าตาย

ไม่ได้ตาย

พระพุทธเจ้ายังเป็นอยู่ตลอดกาล ไม่มีตาย

จิตที่เป็น “ตัวกู” ของท่านเท่านั้นที่ตายไป

แล้วก็เกิดจิตพุทโธขึ้นมาทันที

เป็นจิตที่รู้ “อริยสัจ รู้ขันธ์๕ รู้ปฏิจจสมุปบาท”

ทั้งฝ่ายทุกข์และฝ่ายดับทุกข์

จิตจึงปล่อยจิต ไม่ยึดเอาจิตมาเป็นตัวกูอีกต่อไป

นั่นแหละคือ จิตว่าง จิตดับหมด

จิตนั้นสงบเย็นหมด จิตนั้นเข้าสู่ธรรมชาติหมด

กาย วาจา ใจ ก็สงบเย็นหมด ไม่มีตัวกูอีกต่อไป

วิญญาน นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ดับเย็นหมด

เหลือแต่ร่างกายที่ไม่ใช่ ตัวกูของกู

มันจะสิ้นลม หรือจะอยู่ไปนานเท่าไร ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ

สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยภายนอก

แต่สำหรับภายใน คือ จิตนั้นดับเย็นหมดสิ้นแล้ว

นั่นแหละ ที่สุดของความทุกข์อยู่ที่ตรงนี้

ผู้อ่านอ่านแล้วลงมือปฏิบัติเข้าเถิด อย่าได้ท้อถอย

อย่าเลี้ยงเสือเอาไว้

ปล่อยจิตที่ถูกยึดถือว่าเป็นตัวกูตัวนั้น

ปล่อยเสือเข้าป่าเสีย ให้มันเป็นธรรมชาติ

ให้เสือตัวนั้นอยู่แต่ในป่าแห่ง “วิวัฏฏะ”

จากเสือก็จะกลายเป็นแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น

หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ไม่ใช่กู”
http://www.santibunpot.com/

ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก

พ่อหนุ่ม ตอนที่ลูกยังแบเบาะ ลูกถูกโจรลักพาตัวไป ลูกไม่รู้หรอกเพราะลูกยังไร้เดียงสา จนลูกโต แต่แล้วโจรก็ฝึกให้ลูกเป็นคนเห็นแก่ตัว ลูกไปเห็นอะไรเข้า ไปพบอะไรเข้า ลูกก็เอามาเป็นตัวกูของกูหมด และที่น่าสังเวชที่สุด คือ ลูกเป็นคนตาบอด เพราะโจรตั้งแต่หัวหน้าโจร จนถึงบริวารโจรทั้งหมด ล้วนเป็นคนตาบอดทั้งนั้น ลูกไปหยิบฉวยอะไรเข้า ไปได้ยิน ได้กลิ่น ไปสัมผัสอะไรเข้า ลูกก็เอามาเป็นตัวตนของตนหมด จนบ้านหรือรังโจรของลูกรกรุงรัง ไม่มีที่เก็บที่งำ แล้วลูกก็เที่ยวหอบ เที่ยวไปด้วยการทูนการแบกตลอดไปในชีวิตของลูก
ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก
จนในวันหนึ่ง ลูกไปพบกับพระรูปหนึ่ง บังเอิญว่าพระรูปนั้นไม่ใช่พระธรรมดา หรือว่าธรรมดาแสนที่จะธรรมดา เห็นลูกเข้า พระรูปนั้นก็อ่านนิสัยลูกออก ก็เลยบอกลูกว่า ลูกน่ะเป็นคนตาบอด และลูกถูกโจรลักพาตัวไปตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เป็นทารกอยู่ และลูกก็พยายามหาทางออกโดยสัญชาตญาณ ลูกค้นหาอยู่เรื่อยไป ตลอดชีวิตของลูก จนอายุครบสามสิบหกปีแล้ว ลูกก็ยังแบกยังทูนอยู่อย่างนั้น ด้วยความสงสาร พระรูปนั้นก็เลยบอกความจริงให้ฟัง พร้อมด้วยการให้ยาไปหยอดตา และพูดว่าลูกจงหยอดมันวันละหลาย ๆ ครั้ง พร้อมด้วยดื่มเข้าไปด้วย แล้ววันหนึ่งลูกก็รู้เอง
นายหนุ่มคนนั้นก็ปฎิบัติตามที่พระสั่ง จนวันหนึ่งตาของเขาก็ค่อย ๆ ลืมขึ้น เห็นโน้นเห็นนี่ตามความจริง เห็นทุกอย่างไหลไป ๆ ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่หยุดนิ่งที่ไม่ไหล แม้แต่ร่างกายและจิตของเขา และสิ่งที่เขาแบกเขาทูนอยู่นั้น เขาจึงบอกกับพระรูปนั้นว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ ผมเห็นแล้ว ผมเห็นแล้ว เมื่อก่อนผมไม่ได้เป็นลูกโจร ผมเป็นลูกของโจรเพราะผมเข้าใจผิด จึงเข้าไปยึดถือเอารูปบ้าง เวทนา รวมทั้ง สัญญา สังขาร วิญญาณ เอามาเป็นตัวตนหมด หลวงพ่อผมพยายามปล่อยวางมันแล้ว ผมไม่ใช่ลูกโจรแล้ว ๆ ผมจะเป็นลูกหลวงพ่อ ๆ คือหลวงพ่อสุญญตา หลวงพ่อ
ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก
เมื่อเรียกหลวงพ่อแล้ว เขาพูดจนคำพูดนั้นออกมาจากลำคอไม่ทัน มันไหลออกจนล้น หลวงพ่อ ผมเห็นแล้ว ผมเห็นแล้วหลวงพ่อ ดีละลูกที่ลูกมีตาดีขึ้นมา ลูกอย่าประมาทนะ ลูกต้องหยอดและกินยานี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะหายบอดสนิท และอะไรที่ลูกแบกมันพะรุงพะรังนั้น ลูกทิ้งมันเสียให้หมด อย่าให้มีอะไรเหลือ แล้วลูกมาอยู่กับหลวงพ่อเสีย คือหลวงพ่อสุญญตา หลวงพ่อว่างอย่างไรล่ะ แล้วก็มาทำงานช่วยหลวงพ่อด้วยการแจกยานี้ให้คนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ เพื่อเขาจะได้เป็นคนปกติ ดับเย็นสนิท มีจิตใจที่สงบเย็น มีกายวาจาที่ไม่ก้าวร้าว เพราะเขาได้กินยาวิเศษของหลวงพ่อ ซึ่งยานี้เป็นยาวิเศษแสนที่จะวิเศษ หลวงพ่อได้สูตรมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหมอยามาก่อน และถ่ายทอดกันเรื่อยมา และยานี้ไม่ได้ขาย มีแต่แจกฟรี แถมฟรี ให้ฟรี แต่คนไม่ค่อยรับเอา หรือรับแล้วก็ไม่ได้กินไม่ได้หยอด เขาไม่เห็นเพราะตาบอด เขาบ่นว่า ยาบ้าบออะไรไม่รู้ เอาลิ้นไปเลีย ๆ หน่อยหนึ่งก็พูดออกมาว่า มันขมมันขม เขาเลยขว้างมันทิ้งเสียตรงนั้นเอง
แต่คนตาบอดคนไหนที่เชื่อ เขาก็เอาไปกิน เอาไปหยอด เช้า กลางวัน เย็น ถ้าเขาขยันเขาก็หยอดได้ตลอดเวลา ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน กิน อาบ ถ่าย ไม่นานเขาก็มีตาที่สว่างไสวด้วยปัญญา คือตาใจที่โจรลักพาไปกลับมาแล้วมาอยู่กับหลวงพ่อสุญญตาแล้ว
เมื่อครั้งกระโน้นเขาพูดแต่คำว่า ตัวกู ของกู แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาแล้ว เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมทั้งกายและจิตใจ เป็นธรรมชาติที่ว่างจากตัวตนหมดโดยเด็ดขาด เขาจึงเรียกออกมาด้วยวาจาที่สั่นไหวว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ หลวงพ่อสุญญตา ลูกจะอยู่กับหลวงพ่อแล้ว ลูกจะไม่ไปไหนแล้ว ลูกจะอยู่กับหลวงพ่อตลอดไป หลวงพ่อช่วยผมด้วย แล้วต่อไปผมจะเป็นหลวงพ่อ ผมจะทำงานแทนหลวงพ่อ ผมจะมีจิตเหมือนหลวงพ่อ คือหลวงพ่อจิตว่างของผม หลวงพ่อช่วยผมแล้ว ผมจะกินยาหลวงพ่อตลอดไป ผมจะไม่ดื้ออีกแล้ว ผมจะอยู่กับหลวงพ่อตลอดไป และผมจะไม่ลืมหลวงพ่อ
และยังมีผู้หญิงคนหนึ่ง ตาบอดมาแต่กำเนิดเหมือนกัน หลวงพ่อให้ยาไป แกก็กินและหยอดยานั้นทั้งเช้า เย็น ตอนกลางวัน ยิ่งหยอดมากกินมากยิ่งดี ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แกก็ทำตามสูตรที่หลวงพ่อบอก แกก็เลยพูดเหมือนกับพ่อหนุ่มนั่นแหละ แกพูดว่า ดิฉันมองเห็นแล้วหลวงพ่อ ดิฉันมองเห็นแล้ว เออดีแล้ว ๆ ขออนุโมทนาสาธุด้วย ที่โยมได้เกิดดวงตาขึ้นมาใหม่ ตานอกมันบอด เพราะมันเห็นอะไรมีไปหมด ตานอกมันโง่ แต่ตาในมันเกิดปัญญาหรือตาปัญญาขึ้นมาเรียกว่า จักขุง อุทปาทิ ต่อไปก็จะเกิดตัวรู้ที่แรงขึ้นกว่าเดิมเรียก ญานัง อุทปาทิ เกิดปัญญาที่แหลมคม หรือเรียกว่า ญาณ ปัญญา ทั้งสติก็ค่อยสมบูรณ์ขึ้น ชื่อ ปัญญา อุทปาทิ จากโง่ก็เกิด วิชชา คือตัวรู้ รู้อะไร รู้อริยสัจสี่ รู้ขันธ์ห้า รู้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายทุกข์ และฝ่ายดับทุกข์โดยสิ้นเชิง และต่อไปโลกนี้ก็สว่างจ้าแก่เขา แต่ข้อสำคัญ อย่าประมาท ต้องกินยาและหยอดยานี้ต่อไปอย่าได้ขาด ทั้งเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน หรือแม้ขณะทำงาน หลวงพ่อรับรองว่าหายแน่
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “จดหมายถึงพ่อหนุ่ม”
https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/letter-to-the-man.pdf

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

จงแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า

เมื่อคนๆ หนึ่งต้องการฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
มีคำถามที่น้องคนหนึ่งเคยถามว่า “อาจารย์เคยปฏิเสธคอร์สบ้างไหม” คือในใจผมก็ตอบไม่ออกนะ แต่ก็ตอบไปว่า “ไม่” เพราะในใจผมรู้สึกว่าผมมีสิทธิทำอย่างนั้นเหรอ คือผมมีสิทธิทำอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ ที่ “ไม่” คือผมมีสิทธิปฏิเสธได้ด้วยเหรอ ผมไม่รู้ ช่วยบอกผมหน่อย ผมไม่รู้สึกว่าผมปฏิเสธได้ เพราะคนๆ หนึ่งต้องการฟังธรรมของพระพุทธเจ้า อีกคนหนึ่งมีหน้าที่ต้องออกไปพูดธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าคนๆ หนึ่งหายไปจะมีอีก ๘๐ คนที่ไม่ได้ยิน ผมทำอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ ถ้าหากคำว่า “ว่าง” ให้เราได้นั่งพักอยู่ที่บ้าน ให้ได้พักบ้าง แล้วมีอีก ๒๐๐ คนแทนที่เขาจะได้ฟังธรรมแล้วเขาไม่ได้ฟัง… สู้เราออกไปซะเลยดีกว่า
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม
หลักสูตร มัคคานุคาเข้ม “คอร์สไฟลุกกลางหอธรรม”

สามารถดาวโหลด ฟังคลิปเสียง mp3 คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/28/on-fire-course/

สามารถดูคลิปวีดีโอคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ออนไลน์ได้ที่นี่
http://youtu.be/lB5iN17oKJI?list=PLg335evdAUbb0ARKin2CuNvkRkiAV3_uh

หรือดูในรูปแบบแผ่น DVD ได้ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/13/dvd-ชุดไฟลุกกลางหอธรรม-ซีรีย์ชุดที่3-5-มัคคานุคาเข้ม

เพราะพระพุทธ พระธรรรม และพระสงฆ์มีจริง

เพราะพระพุทธ พระธรรรม และพระสงฆ์มีจริง
ผมจะยกตัวอย่างโลกๆ ให้ฟังง่ายๆ
ถ้าสมมุตอีกพันปีข้างหน้า
โลกนี้พอรบราฆ่าฟันกันจนแบบแหลกลาญ
มีกระดาษชิ้นหนึ่ง ปลิวๆๆ ไป หรือว่าหนังสือเล่มหนึ่ง
โดนไฟไหม้ แต่ไฟไหม้ไม่หมด ตกไปถึงยุคนั้น
มีนักวิทยาศาสตร์หยิบขึ้นมา
แล้วก็นั่งดูที่หน้าปก มันเขียนว่า e=mc2
แล้วก็ลงชื่อ ไอน์สไตน์
คนที่ได้กระดาษแผ่นนั้น หรือหนังสือเล่มนั้น
ในยุคนั้นไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้จักสูตรนี้
ไม่รู้จักใครเป็นคนคิด ไม่รู้จักใครทั้งสิ้นเลย
แล้วก็ทดลอง ทดลองเท่าที่ปัญญามี
ลองไปลองมาตามหนังสือที่ยังเหลือให้ค้นคว้า
วันหนึ่งมันระเบิดตู้มขึ้นมา
แต่ว่ายังไม่ระเบิดแรง แค่หน้าดำ
ระเบิดแรงคงตายไปเลย
ระเบิดตูมขึ้นมา แล้วรู้เลยว่า
e=mc2 นี่ เป็นสูตรของระเบิด
ถ้าสูตรนี้ใช้ได้ แสดงว่า
คำว่าไอน์สไตน์ที่เป็นคนคิด คนนี้ต้องมีจริง
เมื่อมีการพิสูจน์แล้ว e=mc2 เวิร์กจริงๆ
คำว่าไอน์สไตน์ มีจริงแน่
ถ้าไม่มีคนคิด จะมีสูตรนี้ขึ้นมาได้ยังไง
ถ้ามีใครเจริญตามมรรค
จะด้วยความอะไรก็แล้วแต่ แล้วทำอย่างจริงจัง
วันหนึ่งบรรลุเปรี้ยงปร้างขึ้นมา
ท่านจะรู้เลยว่า พระธรรมคำสั่งสอนนี้มีอยู่จริงๆ
แล้ววินาทีเดียวกันถัดกันมา จะรู้เลยว่า
จะมีพระธรรมได้ยังไง ถ้าไม่มีผู้ตรัสรู้ขึ้นมา
ผมถามว่าถ้าสิ่งนั้นแจ้งขึ้นมาในใจของใครก็ตาม
เขาจะยังมีความลังเลสงสัย
ในพระพุทธ พระธรรรม พระสงฆ์อยู่หรือ ?
เขาจะรู้เลยว่าพระอริยสงฆ์เจ้า
ที่เดินทางไปก่อน
มีอยู่จริงๆ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
๑๔ กันยายน ๒๕๕๕