เพียงแค่ยอมรับความจริง

จงหยุดที่จะช่วยเหลือคนอื่นบ้าง
ทำไมเราถึงยังทุกข์
เอาง่าย ๆ เลย เอาเเค่ชั้นโลก ๆ
ยังไม่ต้องถึงชั้นลึกหรือชั้นหลุดพ้น

เราทุกข์เพราะเราไม่ยอมรับความจริง

เเค่นั้นเเหละ เอาเเค่ชั้นโลก ๆ เลย
เเค่เข้าใจคำนี้คำเดียว หายทุกข์ไปบาน กว่าครึ่งหายไปทันที

จำไว้เลยเราทุกข์เพราะเราไม่ยอมรับความจริง

หมายความว่ายังไง

ท่านอาจจะบอกว่า
“ฉันก็ยอมรับความจริงได้ ทำไมฉันจะไม่ยอมรับ!”

ถ้าผมถามว่าทุกคนต้องตายถูกไหม

ท่านบอกว่าถูก

คนที่ท่านรักต้องตายถูกไหม

ถูก!

เอาตอนนี้เลยไหม

นึกหน้าคนที่รักเลย ตายเเล้ว ตายเมื่อกี้นี้

ที่บ้านโทรมาเเต่ยังไม่สามารถติดต่อท่านได้
ไม่เชื่อท่านลองไปเช็คดูที่โทรศัพท์มัน miss call อยู่
ลองโทรกลับไปสิจะได้ยินเสียร้องไห้ที่ปลายทาง
“ตายเเล้ว!!!” ตายเมื่อกี๊นี้เอง! ดูสิทุกข์ไหม

เพิ่งออกจากคอร์สปฏิบัติเลย ดูสิจะทุกข์ไหม

ทุกข์

ทำไมถึงทุกข์ล่ะ

“อ้าว! ลูกตายทั้งคนมีหรือจะไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ก็บ้าเเล้ว”

จากนั้นไปจัดงานศพ สวด 7 วัน เเล้วก็ร้องไห้ 7 วัน

ตอนที่คนมางานศพคงค่อยยังชั่วนิดนึง
ชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ปลอบใจอะไรบ้าง
อาจจะลืมช่วงเวลาที่เศร้าลงไปบ้าง
เเต่พอไปอยู่คนเดียวก็กลับไปคิดเรื่องเดิมอีก
ก็ร้องไห้ทั้งคืน

ทุกข์ไปอีก 1 เดือน

ทุกข์ไปอีกเดือนที่ 2

ทุกข์ไปเดือนที่ 3

ความทุกข์ค่อย ๆ จางลง

ถึงเดือนที่ 4 เดือนที่ 5 ค่อยยังชั่ว

เดือนที่ 6 คลายจากทุกข์

ถ้าไปเจอหน้าอีกทีถาม เป็นยังไงบ้าง
“ดีขึ้นเเล้วอาจารย์ ดีเเล้วเเหละ 6 เดือนดีขึ้นเเล้ว
ทำใจได้เเล้ว ทำใจได้เเล้ว”

ทำใจได้เเล้วมันเเปลว่าอะไร? ยอมรับความจริงได้เเล้ว?

ลูกตายตั้งแต่นาทีแรกที่ได้ยินเเล้ว

6 เดือนที่ผ่านมานี่ทุกข์มาตลอดเลย จนกระทั่งเพิ่งทำใจได้ว่าลูกตายจริง ๆ

ถ้ามันทำใจได้ตั้งแต่วินาทีที่ได้ยินได้ไหม

จะทุกข์ไหมถ้าทำใจได้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย

ก็ในเมื่อ 6 เดือนมันทำใจได้ ไม่ร้องเเล้ว มันทำใจตั้งแต่นาทีเเรกเลยได้ไหม

“อาจารย์พูดเล่นรึเปล่า!”

เเค่ถามว่าทำได้ไหม ถ้า 6 เดือนมันทำได้
บางคนทำไมทุกข์ 5 เดือนยังทำใจได้
บางคนทุกข์ 3 เดือน
บางคน 2 เดือน
บางคน 1 เดือน
บางคน 7 วัน
บางคนวันนึง
บางคนนาทีนึง
บางคนวินาทีนึง

บางคนไม่ทุกข์เลย

ถ้าคนไม่ทุกข์เลยเเปลว่าอะไร

เเปลว่าไม่รักลูก?

หรือว่าเขาเห็นความจริงตามความเป็นจริงเเล้ว

เขาไม่ทุกข์ฟรี

เเล้วเขาก็เข้าใจเเล้ว ก็สรรพสิ่งก็อย่างนี้แหละ

เกิดขึ้นเเล้วก็ดับไป

ก็เห็นรู้จักอนิจจังกันทุกคน

ผมถึงบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย
ถ้าจะมาปฏิบัตินะ เอาพ้นทุกข์เบื้องต้น

ยอมรับความจริงให้ได้

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์ปปฏิบัติธรรม “โตขึ้นหนูจะเป็นเบนซ์”
สามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้ได้ที่นี
http://youtu.be/3yjsKZG5rmU?list=PLJvMwkyTBefV9C5RzNh0UX322Z122_w0q

Advertisements

…เห็นไหม…

...เห็นไหม...
ตาก็มีวิญญาณ ถ้าไม่มีวิญญาณน่ะมันจะรู้ได้ยังไง
ตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ นั่นล่ะวิญญาณทางตา
ก็รู้ว่านี่มันไหลเรื่อย ไหลเรื่อย ไหลเรื่อย

นี่ คนนี้ปีที่แล้วเจอกัน มาปีนี้ก็แก่กว่าปีที่แล้ว
เขาก็ไหล เราก็ไหล มันก็ไหลเรื่อยอย่างนั้น
นี่คือความไม่เที่ยงมันปรากฏ

แต่เสร็จแล้วไม่รู้จัก ไม่รู้จักเลย
โอ๊ย โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว
เก่ง สวย อย่างนั้นอย่างนี้

นั่นคือความไม่เที่ยง
ความไม่เที่ยงที่มันปรากฏ

เดือนมกราฯทางเชียงใหม่
ดอกไม้ก็บาน อะไรก็บาน
ต้นสนต้นเสินอะไรก็สวยงามขึ้น สวยงามขึ้น

พอไปหน้าแล้ง เหี่ยว เฉา
แล้วดอกไม้ไม่ใช่ว่าบานตลอดทั้งเดือน
เมื่อวานตูมๆ วันนี้เริ่มที่จะบาน
พอก่อนเที่ยง พอสาย ๆ บานแล้ว หอมแล้ว
ดอกกุหลาบหอมแล้ว พอตอนบ่าย เฉาแล้ว
เสร็จแล้วเย็น ร่วงแล้ว

เห็นไหม เที่ยงไม่เที่ยง
เห็นต้นไม้ ตาเห็น เห็นดอกไม้ ตาเห็น
แต่ว่าใจบอด ใจไม่เห็น
ถ้าใจเห็น เห็นดอกไม้ต้องเห็นตัวเองด้วย

เห็นตัวเองด้วย
แต่ละสัด แต่ละส่วนของร่างกาย
ต้องเห็นด้วย…แต่นี่ไม่เห็น

หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากจากธรรมเทศนา
http://www.santibunpot.com/

วางไม่เป็น เย็นไม่ได้

let it go
ยังเพลิดเพลินยังหลงอยู่กับของเกิดดับ
เเล้วจะพ้นไปจากสิ่งเกิดดับยังไง

สิ่งเกิดดับมีเเต่ทุกข์
ไปยึดของเป็นทุกข์เเล้วจะรอดไปจากทุกข์ยังไง

ความรู้สึกที่เป็นเราเป็นของเรา
ก็ของเกิดดับ ก็ยังยึดถือ
เเล้วจะพ้นไปจากทุกข์ได้ยังไง

ความรู้สึกเป็นเราก็เกิดดับ
ไอ้ของที่เราไปยึดก็เกิดดับ
อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็เกิดดับ

มีเเต่ของเกิดดับ

อยู่กับของเกิดดับ
ยึดเเต่ของเกิดดับ

ไอ้นั่นเป็นสุข ไอ้นี่เป็นสุข
ไอ้นั่นดี ไอ้นี่ดี
ปรุงเเต่งให้ค่าไม่หยุด

วางไม่เป็น เย็นไม่ได้

…..
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจาก คอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาพื้นฐาน”

ทำไมเราต้องศึกษาธรรมะ ทำไมเราต้องปฏิบัติธรรม

ทำไมเราต้องศึกษาธรรมะ ทำไมเราต้องปฏิบัติธรรม
ทำไมเราต้องเข้ามาปฏิบัติธรรมด้วย ทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นคนดีอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้ไปคดโกงใคร ไม่ได้ไปทำบาปทำชั่วกับใคร เราก็ดูแลพ่อแม่อย่างดี จะมาปฏิบัติธรรมทำไม เเล้วเราก็ไม่ได้มีความทุกข์ขนาดนั้น ขนาดที่อกหักล้มละลายอะไรที่จะต้องมาปฏิบัติธรรม
นี่เป็นคำถามที่เบสิกนะ ผมก็ได้ยินเรื่องเเบบนี้มาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
วันนี้ที่เราบอกว่าเราไม่ได้ทุกข์ไม่ได้ร้อนอะไร เราลองนึกดูดี ๆ นะครับว่า ที่เราบอกว่าเรามีความเกิด เเก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา เเต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า เกิด เเก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์
รู้สึกว่าเริ่มขัดกันนะสองคำนี้ คนเจ็ดพันล้านคนบอกว่าเป็นธรรมดา แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่าเป็นทุกข์ “เกิด” นี่ยังไม่ทันรู้ ข้ามไปก่อน เอาเเก่ก่อน
“เเก่” ทุกข์ไหม ผมว่าทุกข์นะ จากคนที่อย่างพวกเราสมมุติว่ามีอายุยังไม่มาก ยิ่งถ้ายังเป็นวัยรุ่นเป็นเด็กยังไม่รู้สึกเลย เเต่พอต้องเดินช้า ๆ เดี๋ยวหกล้มหลังโก่ง เอ๊ะ! นี่สภาพทุกข์เริ่มเกิดเเล้วนะ
“เจ็บ” เจ็บนี่ไม่ใช่เเค่หกล้มนะ ผมนี่ไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลที่เป็นมะเร็งบ่อย บ่อยมาก หรือเเม้เเต่คนที่กำลังจะตายแล้ว อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะตาย ผมรู้เลยว่าเขาทุกข์มาก ทุกคนเข้าไปยึดติดเสพติดกายนี้ทั้งนั้น
ดังนั้นที่บอกว่ามันเป็นธรรมดานี่ ผมไม่เคยเห็นใครเป็นธรรมดาเลย เเล้วขอโทษสภาพนี้เกิดกับทุกคน ไม่ใช่เกิดขึ้นกับบางคน วันนี้ไม่เกิดไม่ได้เเปลว่าวันหน้าไม่เกิด หรือวันนี้เกิดเเล้ว ไม่รู้นะวันหน้าไอ้ที่เกิดอยู่นี่อาจจะพาตายเลย
เพราะฉะนั้นวันนี้สภาพที่เราบอกว่าเจ็บเป็นธรรมดา ผมว่าไม่ธรรมดา
ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสถูก
“ตาย” เเทบจะไม่ต้องพูดเลย บางคนบอกว่าอย่ามาพูดเรื่องนี้กับฉันเรื่องอัปมงคล… ไปโน่นเลย
ผมว่าไม่ธรรมดาผมเห็นเเต่ละคนที่กำลังจะตายไม่ธรรมดาเลยสักคน
สมมุติว่าท่านเป็นผู้ที่มีชีวิตกินดีมีสุข มีเงินมีทองใช้สะดวกสบาย ผมก็เชื่อว่าคนในยุคปัจจุบันก็อยู่ในขั้นนั้นเป็นจำนวนมากเลยที่ผมเห็น เเต่เมื่อถึงจุดนี้จริง ๆ ที่ความตายมายืนอยู่ตรงหน้า รู้ไหมว่ายิ่งมีกินมีสุข ยิ่งเข้าไปเสพสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเท่าไหร่ ความยึดติดจะเหนียวเเน่นขึ้นเรื่อย ๆ วันที่ท่านจะต้องพรากจากสิ่งที่ท่านติดเอาไว้ วันนั้นจะทุกข์ไม่มีอะไรเหมือนเลย
ผมให้เด็กวาดภาพสิ่งที่เขาอยากจะวาดให้สวยที่สุด มีสีน้ำสีทุกอย่าง เด็กวาดภาพอย่างวิจิตรในครึ่งชั่งโมง หลังจากที่เราเอาภาพมาโชว์กันเเล้ว เด็กก็โชว์ด้วยความชื่นชม ชื่นใจในภาพของตัวเอง ผมเชิญเด็กที่ได้ที่หนึ่งออกมา ถามว่าสวยไหม หนูก็ทำได้สุดยอดสวยมากเพื่อน ๆ ตบมือให้ ผมฉีกภาพนั้นกลางหน้าเวทีเลย เด็กเนี่ยหัวใจสลายเลยเเทบจะร้องไห้ตรงนั้นเลย ผมถามว่าทุกข์ไหม เขาบอกว่าทุกข์ หนูเสียดายมากเลย ทำไมอาจารย์ทำเเบบนี้ ผมบอกว่าเธอรู้ไหมว่าถ้าเธอเป็นอะไรไป เเม่ของเธอใจจะขาด
ผมถามว่าเขาสร้างภาพนี้มานานเเค่ไหน เขาบอกว่าครึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงเธอรู้สึกขนาดนี้เลยหรอ เเล้ว 16 ปีที่พ่อแม่ค่อย ๆสร้างเธอขึ้นมา ถ้าเธอทำอะไรหรือเป็นอะไรไป รู้รึยังว่าเเม่เธอจะรู้สึกยังไง
เด็กเงียบเลย
เเต่ผู้ใหญ่ ท่านสร้างสิ่งนี้(ตัวท่านเอง)ขึ้นมาด้วยตัวเอง จะ 40 50 60 ปี คิดหรอว่าวันที่จะฉีกมันให้สลายออกท่านจะทิ้งมันได้ ไม่มีทาง ทุกข์มหันต์จะเกิดขึ้นในวันนั้นเลย
เเล้วขอโทษ นั่นท่านไปยึดมันเองมันไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เมื่อถึงเวลามันจะเเตกสลาย มันจะเเตกสลายไปตามเหตุปัจจัยของมันไม่สนว่าท่านรู้สึกยังไง มันจะตายไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร ต่อให้ท่านไปทำอะไรก็ตาม
ก็เหมือนกับท่านนั่งอยู่กลางเเสงเเดดที่มีเงาเมฆมา ถ้าเมฆมาบังท่านก็ดีใจ โอ้ย…ฉันอยากให้เมฆอยู่นาน ๆ เเล้วเมฆก็ผ่านไป ไม่เกี่ยวอะไรกับอยากของท่าน กายนี้ก็เช่นกัน ท่านหลงคิดเอาเอง ท่านกำลังหลงเข้าไปในคิด ท่านพยายามไปทำโน่นทำนี่เพื่อจะไปต่ออายุมัน เเต่อายุของมันมีจำกัด เเม้จะต้องกินยาบำรุงเท่าไหร่ก็ตาม สุดท้ายตายเหมือนเดิม ยิ่งทำอะไรมากจนเกิน ยิ่งเข้าไปรักผูกพันมันมากขึ้นเท่านั้น
เเล้วทีนี้ตกลง เกิด เเก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาจริงหรือ ชักจะไม่ธรรมดาเเล้ว
สิ่งที่ท่านได้ยินทั้งหมดในโลกนี้มันไม่มีใครบอก ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน จนกระทั่งผมเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผมถึงรู้ว่าโลกนี้มีเรื่องเข้าใจผิดอีกเยอะมาก
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

บทสัมภาษณ์ในรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
ทางช่อง AMARIN TV (1 พฤษภาคม 2558)
https://youtu.be/Spc_NLjhUF4?list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

การอ่านหนังสือธรรมะแก้ทุกข์ได้ไหม

การอ่านหนังสือธรรมะแก้ทุกข์ได้ไหม
เมื่อเกิดความทุกข์ คนโดยทั่วไปก็จะพยายามพิจารณาหาทางออกบ้าง พิจารณาหาต้นเหตุบ้าง เพื่อจะดับทุกข์ เเต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็จะพบความจริงอย่างหนึ่งว่า มันหายไปได้ประเดี๋ยวเดียว เเล้วสักพักก็กลับมาอีก เป็นอย่างนี้ร่ำไป
หลายคนพยายามอ่านหนังสือธรรมะซึ่งเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง เเต่ถ้าท่านทุกข์เศร้าหม่นหมองมาก เกิดอาการเเห้งใจ ธรรมะในหนังสือก็จะบรรเทาได้เล็กน้อย เมื่อความตั้งมั่นอ่อนเเรงลงก็จะกลับสู่สภาพทุกข์อีก
พระอาจารย์เคยบอกอาตมาว่า อ่านหนังสือธรรมะ ฟังธรรมะอาจช่วยได้บ้าง เเต่มันเป็นเเค่ยาทา ไม่ได้เเก้ที่ต้นเหตุ วิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นที่เเก้ต้นเหตุ นั่นซิถึงจะเป็นยากินที่จะเเก้จากภายใน
ผู้ที่เป็นทุกข์มักรู้สึกว่าตัวเองทุกข์ตลอดเวลา เเต่ในความเป็นจริงเเล้วไม่ถึงกับตลอดเวลาหรอก หากเราสามารถเฝ้าดูได้
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังเข้ามาเเละได้คุยธุระเรื่องงาน ตอนนั้นทุกข์ไม่มี เนื่องจากจิตต้องไปรับอารมณ์อื่น เมื่อมีปัญญาก็เริ่มจะมองเห็นความจริงได้บ้างเเล้วใช่ไหม นี่คือสาเหตุที่การอ่านหนังสือธรรมะช่วยได้เพียงชั่วคราว เพราะขณะอ่าน จิตที่จดจ่อกับการอ่านจะไม่มีโอกาสไปรับอารมณ์ที่เป็นทุกข์ เนื่องจากจิตจะรับรู้ได้ทีละอารมณ์เท่านั้น ถ้าจะเถียงว่าท่านทำงานหลาย ๆ อย่างได้พร้อมกันละก็
จิตเพียงเเต่ทำงานเร็วมากเท่านั้นเองในสภาวะที่ไม่ได้ต้องการสมาธิในงานนั้น ๆ มากนัก จิตจะวิ่งกลับไปกลับมาด้วยความเร็วสูงมาก เช่น CPU ของเครื่องคอมพิวเตอร์ จริง ๆ เเล้วคอมพิวเตอร์ก็ประมวลผลได้ทีละอย่างในเเต่ละขณะการหมุน เเต่เนื่องจาก CPU ของคอมพิวเตอร์หมุนที่ความเร็วสูงมาก เราจึงรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์ทำงานได้ทีละหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันฉันใดก็ฉันนั้น เเต่หากเป็นงานที่ต้องจดจ่อมาก จิตจะไม่ไปรับอารมณ์อื่นเลย
ดังนั้นเมื่ออ่านหนังสือธรรมะเสร็จ อำนาจของธรรมะที่โดนใจจะทำให้จิตไปเสวยอารมณ์สุขสักระยะ เมื่อสุขนั้นอ่อนกำลังลง (สุขก็อยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง) จิตก็จะกลับไปเสวยอารมณ์ทุกข์ที่โมหะเตรียมเนื้อเรื่องไว้ให้คิดต่อไปอีก จึงทุกข์ซ้ำซากวนเวียนเวียนวนกันอยู่ไม่สิ้นสุด เเต่ก็ถึงกับไม่สิ้นสุดหรอกนะ เพราะเเม้ไม่มีธรรมะเลย ทุกข์ไหน ๆ ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์เช่นกัน ก็คือยังไงซะเกิดขึ้นเเล้ว ตั้งอยู่เเล้ว ยังไงก็ต้องดับไป เเต่คนเราที่เป็นทุกข์ กว่าทุกข์จะดับไปเองคน ๆ นั้นอาจจะดับชีวิตตัวเองลงไปเสียก่อนเเล้ว
ปัญญาวโรภิกขุ (อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม)

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ดูจิตหนึ่งพรรษา”
ท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถหาซื้อได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
http://suanyindee.lnwshop.com/product/12/ดูจิตหนึ่งพรรษา