ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก

พ่อหนุ่ม ตอนที่ลูกยังแบเบาะ ลูกถูกโจรลักพาตัวไป ลูกไม่รู้หรอกเพราะลูกยังไร้เดียงสา จนลูกโต แต่แล้วโจรก็ฝึกให้ลูกเป็นคนเห็นแก่ตัว ลูกไปเห็นอะไรเข้า ไปพบอะไรเข้า ลูกก็เอามาเป็นตัวกูของกูหมด และที่น่าสังเวชที่สุด คือ ลูกเป็นคนตาบอด เพราะโจรตั้งแต่หัวหน้าโจร จนถึงบริวารโจรทั้งหมด ล้วนเป็นคนตาบอดทั้งนั้น ลูกไปหยิบฉวยอะไรเข้า ไปได้ยิน ได้กลิ่น ไปสัมผัสอะไรเข้า ลูกก็เอามาเป็นตัวตนของตนหมด จนบ้านหรือรังโจรของลูกรกรุงรัง ไม่มีที่เก็บที่งำ แล้วลูกก็เที่ยวหอบ เที่ยวไปด้วยการทูนการแบกตลอดไปในชีวิตของลูก
ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก
จนในวันหนึ่ง ลูกไปพบกับพระรูปหนึ่ง บังเอิญว่าพระรูปนั้นไม่ใช่พระธรรมดา หรือว่าธรรมดาแสนที่จะธรรมดา เห็นลูกเข้า พระรูปนั้นก็อ่านนิสัยลูกออก ก็เลยบอกลูกว่า ลูกน่ะเป็นคนตาบอด และลูกถูกโจรลักพาตัวไปตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เป็นทารกอยู่ และลูกก็พยายามหาทางออกโดยสัญชาตญาณ ลูกค้นหาอยู่เรื่อยไป ตลอดชีวิตของลูก จนอายุครบสามสิบหกปีแล้ว ลูกก็ยังแบกยังทูนอยู่อย่างนั้น ด้วยความสงสาร พระรูปนั้นก็เลยบอกความจริงให้ฟัง พร้อมด้วยการให้ยาไปหยอดตา และพูดว่าลูกจงหยอดมันวันละหลาย ๆ ครั้ง พร้อมด้วยดื่มเข้าไปด้วย แล้ววันหนึ่งลูกก็รู้เอง
นายหนุ่มคนนั้นก็ปฎิบัติตามที่พระสั่ง จนวันหนึ่งตาของเขาก็ค่อย ๆ ลืมขึ้น เห็นโน้นเห็นนี่ตามความจริง เห็นทุกอย่างไหลไป ๆ ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่หยุดนิ่งที่ไม่ไหล แม้แต่ร่างกายและจิตของเขา และสิ่งที่เขาแบกเขาทูนอยู่นั้น เขาจึงบอกกับพระรูปนั้นว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ ผมเห็นแล้ว ผมเห็นแล้ว เมื่อก่อนผมไม่ได้เป็นลูกโจร ผมเป็นลูกของโจรเพราะผมเข้าใจผิด จึงเข้าไปยึดถือเอารูปบ้าง เวทนา รวมทั้ง สัญญา สังขาร วิญญาณ เอามาเป็นตัวตนหมด หลวงพ่อผมพยายามปล่อยวางมันแล้ว ผมไม่ใช่ลูกโจรแล้ว ๆ ผมจะเป็นลูกหลวงพ่อ ๆ คือหลวงพ่อสุญญตา หลวงพ่อ
ชายหนุ่มผู้มองเห็นโลก
เมื่อเรียกหลวงพ่อแล้ว เขาพูดจนคำพูดนั้นออกมาจากลำคอไม่ทัน มันไหลออกจนล้น หลวงพ่อ ผมเห็นแล้ว ผมเห็นแล้วหลวงพ่อ ดีละลูกที่ลูกมีตาดีขึ้นมา ลูกอย่าประมาทนะ ลูกต้องหยอดและกินยานี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะหายบอดสนิท และอะไรที่ลูกแบกมันพะรุงพะรังนั้น ลูกทิ้งมันเสียให้หมด อย่าให้มีอะไรเหลือ แล้วลูกมาอยู่กับหลวงพ่อเสีย คือหลวงพ่อสุญญตา หลวงพ่อว่างอย่างไรล่ะ แล้วก็มาทำงานช่วยหลวงพ่อด้วยการแจกยานี้ให้คนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ เพื่อเขาจะได้เป็นคนปกติ ดับเย็นสนิท มีจิตใจที่สงบเย็น มีกายวาจาที่ไม่ก้าวร้าว เพราะเขาได้กินยาวิเศษของหลวงพ่อ ซึ่งยานี้เป็นยาวิเศษแสนที่จะวิเศษ หลวงพ่อได้สูตรมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหมอยามาก่อน และถ่ายทอดกันเรื่อยมา และยานี้ไม่ได้ขาย มีแต่แจกฟรี แถมฟรี ให้ฟรี แต่คนไม่ค่อยรับเอา หรือรับแล้วก็ไม่ได้กินไม่ได้หยอด เขาไม่เห็นเพราะตาบอด เขาบ่นว่า ยาบ้าบออะไรไม่รู้ เอาลิ้นไปเลีย ๆ หน่อยหนึ่งก็พูดออกมาว่า มันขมมันขม เขาเลยขว้างมันทิ้งเสียตรงนั้นเอง
แต่คนตาบอดคนไหนที่เชื่อ เขาก็เอาไปกิน เอาไปหยอด เช้า กลางวัน เย็น ถ้าเขาขยันเขาก็หยอดได้ตลอดเวลา ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน กิน อาบ ถ่าย ไม่นานเขาก็มีตาที่สว่างไสวด้วยปัญญา คือตาใจที่โจรลักพาไปกลับมาแล้วมาอยู่กับหลวงพ่อสุญญตาแล้ว
เมื่อครั้งกระโน้นเขาพูดแต่คำว่า ตัวกู ของกู แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาแล้ว เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมทั้งกายและจิตใจ เป็นธรรมชาติที่ว่างจากตัวตนหมดโดยเด็ดขาด เขาจึงเรียกออกมาด้วยวาจาที่สั่นไหวว่า หลวงพ่อ หลวงพ่อ หลวงพ่อสุญญตา ลูกจะอยู่กับหลวงพ่อแล้ว ลูกจะไม่ไปไหนแล้ว ลูกจะอยู่กับหลวงพ่อตลอดไป หลวงพ่อช่วยผมด้วย แล้วต่อไปผมจะเป็นหลวงพ่อ ผมจะทำงานแทนหลวงพ่อ ผมจะมีจิตเหมือนหลวงพ่อ คือหลวงพ่อจิตว่างของผม หลวงพ่อช่วยผมแล้ว ผมจะกินยาหลวงพ่อตลอดไป ผมจะไม่ดื้ออีกแล้ว ผมจะอยู่กับหลวงพ่อตลอดไป และผมจะไม่ลืมหลวงพ่อ
และยังมีผู้หญิงคนหนึ่ง ตาบอดมาแต่กำเนิดเหมือนกัน หลวงพ่อให้ยาไป แกก็กินและหยอดยานั้นทั้งเช้า เย็น ตอนกลางวัน ยิ่งหยอดมากกินมากยิ่งดี ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แกก็ทำตามสูตรที่หลวงพ่อบอก แกก็เลยพูดเหมือนกับพ่อหนุ่มนั่นแหละ แกพูดว่า ดิฉันมองเห็นแล้วหลวงพ่อ ดิฉันมองเห็นแล้ว เออดีแล้ว ๆ ขออนุโมทนาสาธุด้วย ที่โยมได้เกิดดวงตาขึ้นมาใหม่ ตานอกมันบอด เพราะมันเห็นอะไรมีไปหมด ตานอกมันโง่ แต่ตาในมันเกิดปัญญาหรือตาปัญญาขึ้นมาเรียกว่า จักขุง อุทปาทิ ต่อไปก็จะเกิดตัวรู้ที่แรงขึ้นกว่าเดิมเรียก ญานัง อุทปาทิ เกิดปัญญาที่แหลมคม หรือเรียกว่า ญาณ ปัญญา ทั้งสติก็ค่อยสมบูรณ์ขึ้น ชื่อ ปัญญา อุทปาทิ จากโง่ก็เกิด วิชชา คือตัวรู้ รู้อะไร รู้อริยสัจสี่ รู้ขันธ์ห้า รู้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายทุกข์ และฝ่ายดับทุกข์โดยสิ้นเชิง และต่อไปโลกนี้ก็สว่างจ้าแก่เขา แต่ข้อสำคัญ อย่าประมาท ต้องกินยาและหยอดยานี้ต่อไปอย่าได้ขาด ทั้งเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน หรือแม้ขณะทำงาน หลวงพ่อรับรองว่าหายแน่
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “จดหมายถึงพ่อหนุ่ม”
https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/letter-to-the-man.pdf

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

หากคนตาบอด ๖ พันล้านคนกับคนตาดีเพียงคนเดียว
มาเถียงกันเรื่องดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
คนตาบอดจะไม่เชื่อว่ามีคนมองเห็น
เพราะความเป็นปกติของคนตาบอดก็คือการมองไม่เห็น
เมื่อมีคนๆหนึ่งมาพูดให้ฟังเรื่องดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
พูดให้ฟังเรื่องสลัมที่คนตาบอดอาศัยอยู่
คนตาบอดจะไม่มีวันยอมฟังเลย หรือต่อให้คนตาบอดตั้งใจฟัง
แต่พวกเขาก็จะหาเหตุผลสารพัดสารพัน
มาใช้คัดง้างกับคำพูดที่คนตาดีเล่าออกมา
(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
ส่วนคนตาดีก็จะพยายามอธิบายให้ฟังอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อพบความจริงว่าคนตาบอดไม่สามารถที่จะปลงใจเชื่อเรื่องนี้ได้
มีวิธีเดียวคือต้องให้คนตาบอดสังเกตและพิสูจน์เอง
เพราะถ้าคนตาบอดพิสูจน์อย่างจริงจัง
คนตาบอดก็ต้องพบความจริงอย่างแน่นอน
เพราะว่านี่คือสัจธรรม
เพราะความจริงมีอยู่ ดวงอาทิตย์มีอยู่ ดวงจันทร์มีอยู่
(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
และที่จริงดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ก็ไม่ได้รอให้ใครมาพิสูจน์ด้วยซ้ำ
ปัญหาจึงอยู่แค่ที่ว่า คนตาบอดจะเข้าถึงความมีอยู่จริงนี้ได้อย่างไรกัน
ซึ่งก็มีอยู่ทางเดียว คือคนตาบอดต้องเอาจริงเอาจัง
ต้องอดทนต่อการพิสูจน์ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
แล้วเขาจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างได้เอง
(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
เพราะไม่ว่าจะอย่างไร
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปตามความเชื่อหรือความเข้าใจผิดของใคร
ไม่ว่าคนตาบอดจะพยายามอ้างเหตุผลสารพัดร้อยแปด
มาอธิบายว่าดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์นั้นไม่มีอยู่จริงหรอก
เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น
แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังคงส่องแสงต่อไป ดวงจันทร์ก็ยังขึ้นลงตามปกติ
ไม่เคยเกี่ยวข้องใดๆ กับสารพันเหตุผลที่คนตาบอดยกมาทั้งสิ้น
(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมาสอนสั่งล้วนเป็นสัจธรรม
ที่ท้าให้ (คนตาบอด) พิสูจน์ด้วยตนเอง
เพราะคนที่จะเดือดร้อนและต้องทนทุกข์ต่อไป
ก็คือคนตาบอดนั่นเอง
ฉะนั้นเมื่อผู้ที่มีจักษุได้มาบอกกล่าวให้แล้ว
จึงไม่ใช่พระอาทิตย์หรือพระจันทร์เลยที่จะพลาดโอกาสให้ผู้คนได้ทำความรู้จักกัน
แต่คือคนตาบอดนั่นเองที่จะพลาดโอกาสยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไป
(ฉบับการ์ตูน) คนตาบอด คนตาดี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
เมื่อถึงวันหนึ่งที่แม้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ยังคงมีอยู่
แต่จะไม่มีใครฟังคำสอนของพระพุทธองค์อีกต่อไป
คนตาบอดจะเชื่อน้ำคำของคนตาบอดด้วยกัน
จักไม่เหลือใครฟังคำพูดของมหาบุรุษผู้มีจักษุเป็นเลิศอีกแล้ว
เมื่อนั้นเองจึงเป็นเหตุเสื่อมแห่งคำสอน และเป็นกรรมของคนตาบอดโดยแท้จริง
บทความจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้ในห้องสมุด

การดูกายกับใจที่ถูกวิธี – (ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้

หากที่บ้านท่านมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง
มีรังนก แล้วก็นกออกจากไข่
นกตัวนั้น ลูกนก จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ
เกิดขึ้นมาบนต้นไม้ต้นนั้น
หลังจากนั้นนกก็ค่อยๆโตขึ้นตามลำดับ
โตจนกระทั่งถึงวันนึง นกกับท่านพูดกันรู้เรื่อง
(…ไม่รู้โตแบบไหน…)
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
ท่านก็ไปคุยกับลูกนก ถึงต้นไม้ที่มันอยู่
ลูกนกก็คุยๆๆๆ เรื่องต้นไม้ๆๆ เรื่องผลไม้ที่ออกลูก
ให้ท่านฟังด้วยความชื่นชมยินดี ว่าเป็นมันเป็นของมัน
ท่านก็ เอ๊ะ…?
เธอบอกว่าต้นไม้เป็นของเธอหรอ?
“อ้าว ใช่สิ ก็ฉันอยู่ที่นี่ นี่มันเป็นของฉัน เห็นไหมล่ะ
มันโตขึ้นทุกวันเลย ฉันก็โตขึ้นทุกวัน เราโตขึ้นด้วยกัน

เวลาฉันไปหาปุ๋ย หาอะไรมาหยอดๆๆๆที่โคน
มันก็แข็งแรงออกลูกเห็นไหม
ฉันดีใจมาก ฉันมีความสุขมาก
เวลามันออกลูก ออกมาเป็นผลไม้

แต่บางช่วงเวลาที่ เพลี้ย มีหนอนมากิน
ฉันก็เศร้าใจนะ ฉันทุกข์ใจกับต้นไม้ของฉัน
ต้นไม้ของฉันจะต้องตายแล้ว
เราจะต้องตายด้วยกันอีกแล้ว”

ท่านยืนฟังนกพูดซักพัก ท่านชักเอะใจ
นกเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะ
ท่านบอกว่า

“ลูกนก อย่าหาว่าเสือกเลยนะ แต่จะบอกความจริงให้
ว่าต้นไม้กับลูกนกไม่เกี่ยวกันเลย”

(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
นกเคือง
พูดกันอยู่หลายตั้ง พูดกันไม่รู้เรื่อง
ท่านพยามคิดว่าทำยังไงหว่านกถึงจะรู้ความจริง
ท่านจึงโพล่งขึ้นมา
อาศัยด้วยความที่เคยเป็นนักปฏิบัติมาก่อน
จึงบอกลูกนกบอกว่า เอาอย่างนี้ นกเอ๊ย ด้วยความหวังดี
จากนี้ไปนะ สังเกตตัวเอง แล้วก็สังเกตต้นไม้ไปเรื่อย

ตามดูตามรู้ ไปเรื่อยๆ
แล้วซักพักเธอจะเห็นความจริง

จากนั้นท่านก็ผละออกจากบ้านนั้นไปธุระที่อื่น
เป็นเวลานานหลายปี

ในเวลาต่อมา… ท่านกลับมาที่บ้านหลังนั้นอีก
นั่งชมสวนอยู่ เห็นต้นไม้ แว๊บขึ้นมา
เห็นนกเกาะอยู่พอดี ตัวมันโตขึ้นแล้ว
จึงเดินเข้าไปหาลูกนก
อ้อไม่ใช่ลูกนกแล้ว ตอนนี้นกตัวโตแล้ว
ด้วยความคิดว่าเที่ยวนี้มันต้องรู้ความจริงแล้ว
เพราะมันโตแล้วมันน่าจะมีวุฒิภาวะพอแล้ว
แล้วมันก็สังเกตมาเรื่อยๆแล้ว ตามดูตามรู้มาเรื่อยๆแล้ว
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
เป็นไงล่ะนก รู้ความจริงแล้วใช่ไหม
ว่าต้นไม้กับแกน่ะมันไม่เกี่ยวกันเลย
มันเป็นคนละส่วนกัน แกไปยึดเฉยๆว่าต้นไม้เป็นของแก
นกบอก
“พูดอะไร?
เมื่อหลายปีก่อนก็พูดอย่างนี้ทีนึงแล้ว
นี่มาถึงยังพูดอย่างนี้อีก
ฉันก็สงเกตมาตลอดนี่แหละ
แต่ฉันก็…ทำไมหรอ…?
ต้นไม้ก็เป็นของฉันอยู่ดีอ่ะ”
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
งานนี้เจ้าของบ้านเอะใจ
นกมันดูยังไงเนี่ย ทำไมมันถึงไม่เห็น
ว่าต้นไม้กับมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
มันไปยึดต้นไม้ขึ้นมาเฉยๆ ทำไมมันถึงไม่เห็น ?
ท่านเริ่มรู้สึกว่า เรื่องง่ายๆกลายเป็นเรื่องยากซะแล้วแฮะ
หลังจากนั้นเจ้าของบ้านเริ่มแอบดูนกของตัวเองว่ามันดูต้นไม้ยังไงมันถึงไม่รู้
ไม่ต้องมาก เฝ้าดูแค่วันเดียว
อ๋อเลย…
ไอ้นกเอ๊ย…
มันดันดูต้นไม้แบบแม่ดูลูกนี่หว่า
แล้วมันจะไปรู้ความจริงได้ยังไง
ทำไมหรอแม่ดูลูกเป็นไงหรอ
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
ถ้ามีคนมาบอกคุณบอกว่า

“นี่! ลูกคุณน่ะ ปากเสีย เกเร
แกล้งเพื่อน ไม่มีสัมมาคารวะ มูมมาม”

ความจริงท่านปรี๊ดขึ้นตั้งแต่คำแรกแล้ว
ไม่รอจนถึงคำที่สี่หรอก ดีไม่ดีตุ๊บกลับไปแล้ว
ท่านโกรธตั้งแต่เค้าพูดคำแรกแล้ว
หลังจากนั้นด้วยความขุ่นเคือง แต่เอาล่ะ
ไหนลองดูสิ มันจริงอย่างที่เค้าว่ารึเปล่าลูกเรา

ลูกท่านก็ด่าเพื่อนที่เล่นด้วย
“อื้ม… เด็กมันก็อย่างนี้แหละ”
…กินอาหารมูมมาม…
“อ้าว… ก็มันหิวอ่ะ”
…ไม่มีสัมมาคารวะ…
“เด็กรุ่นใหม่ก็อย่างนี้ทุกคนแหละ”
“มันเป็นอะไรหรอ ไอ้นั่นก็ใส่ร้ายลูกจนเกินเหตุ”
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
อีกสองวันผ่านมา
เพื่อนข้างบ้านเอาลูกมาฝาก
เพราะเค้าจะไปเข้าคอร์สปฏิบัติ เจ็ดวัน
เลยเอาลูกไปฝากข้างบ้าน
ทะเลาะกัน เด็กสองคนทะเลาะกัน
ไอ้นั่นก็ด่าไอ้นี่ ได้นี่ก็ด่าไอ้นั่น
ตอนกินข้าวก็หกทั้งคู่เลย

“ไม่มีสัมมาคารวะ เจอเราเลี้ยงแทนให้
มันยังไม่เคยเคารพไม่เคยยกมือไหว้”
ท่านบอก “โหย… แม่มันสอนมายังไงว่ะเนี่ย
ทำไมเกเรอย่างเนี่ย ด่าเป็นไฟเลย
กินอาหารมูมมามชิบเป๋งเลย
ที่บ้านสงสัยอยู่กันต่ำมากเลยเนี่ย”

(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
เนี่ย ลูกคนอื่นเห็นหมด ลูกตัวเองมองไม่เห็นเลย

เพราะมันมี “ความเอนเอียง” ในการดู

วันนี้ท่านปฏิบัติมากี่ปีแล้ว ผมไม่ได้ว่าอะไรนะ
(..แต่ไม่ได้ว่าไม่รู้จะพูดถามทำไม…)
เฝ้าตามดูตามรู้มานานแค่ไหนแล้ว
ทำไมมันไม่โพล่งขึ้นมาซักทีว่านี่มันไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

เพราะท่านดูกายกับใจด้วยความเอนเอียง
ท่านไม่มีความตรงไปตรงมาในการดู
ท่านไม่ดูลูกเหมือนกับให้กรรมการข้างนอกมาดูนี่
ถ้าท่านเอากรรมการข้างนอก ไปจ้างคนนอกมาดูสิ
ท่านจะเห็นเลย คนนอกจะบอกได้เลยว่า
“เด็กสองคนน่ะ แย่พอกัน”

แต่นี่ท่านบอกว่าลูกท่านโอเค ลูกคนอื่นใช้ไม่ได้
เพราะท่านดูด้วยความเป็นเราเป็นของเรา
ดูยังไงมันก็ไม่ขาด ดูยังไงมันก็ไม่แจ้ง
ดูให้ตายเถอะ เพราะว่าอะไร
(…พูดเสียงดังไปอย่างนั้นแต่
ไม่ได้โกรธนะเดี๋ยวนึกว่าทำไมต้องดุด้วย…)
นี่ ดูตรงนี้นะ
เวลาเดินจงกรมเดินอย่างนี้ใช่ไหม
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
เห็นอาการเคลื่อนนะ
เห็นอาการเคลื่อนนะ
ไม่ใช่เห็นเท้าขวาเท้าซ้ายนะ
ไม่ใช่เราดูเท้าเดินนะ

เมื่อจิตตั้งมั่น สิ่งที่จะเห็นมีแค่สองอย่างนะ
มีผู้รูั กับ ผู้ถูกรู้

จะเป็นรูป หรือจะเป็นอาการ หรือเป็นพฤติกรรม
หรือเป็นพลังงานที่ออกมาก็ได้

เพราะฉะนั้นถ้าเดินจงกรมถูกจริงๆเนี่ย
ไม่นานต้องโพล่งขึ้นมาแน่ๆ
ว่านี่เป็นธาตุ ไม่ใช่เรา
เพราะมันจะเหลือแค่ผู้รู้ กับผู้ถูกรู้
ไม่มีเรา เพราะตำแหน่งมีอยู่แค่นี้
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
กำลังฟังผมอยู่เนี่ย ทำความรู้สึกที่ก้นครับ
อาสนะเป็นยังไงครับ
นิ่ม อุ่น ถูกไหมครับ
ก่อนผมพูดมีอาสนะไหม
ก่อนผมพูดมีก้นไหม
ก้นมีตอนผมพูดนี้ มันจึงดำริตริตรึกก้นขึ้นมา
มันจึงฉายก้นขึ้นมา
ตอนฉายก้นขึ้นมาเนี่ย ตอนนี้สังเกตที่ก้นครับ
รู้ลมไหมครับ ?
ไม่รู้
เห็นหรือยังวิญญาณ ปุ๊ปปั๊ปๆ มันดับอย่างนี้
ให้เห็นว่ามีแค่นี้ก่อน เห็นธรรมคู่ก่อน
มีผู้รู้กับผู้ถูกรู้ มีแค่นี้
แล้วเดี๋ยวไม่นานล่ะ แล้วก็ภาวนาไป
คล้ายๆทำเล่นๆ อย่าจงใจให้มาก
อย่าบีบคั้น อย่าข่มขืนใจ
อย่าข่มขืนใจเพราะว่าใจจะไม่เกิดกัมมนีโย
คืออาการแคล่วคล่องว่องไวของจิตมันจะเกิดไม่ได้
เพราะท่านทำแบบ…
(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
ทำให้เหมือนเค้าเป็นกัลยาณมิตร น่ะ
ทำเหมือนภาวนาเนี่ย ภาวนาเนี่ยแบบเรื่องโคนันทิวิสาล
เด็กรุ่นใหม่รู้ไหมเนี่ย เรียนไหม ไม่ได้เรียนนะ?
หรือว่าผมเรียนอยู่โรงเรียนเดียวเนี่ย?
โคนันทิวิสาล เป็นวัวที่เจ้านายด่าเอา พูดเอา จิกเอา ตีเอา
วัวไม่ยอมเดิน ทำไงก็ไม่เดิน
จนกระทั่งไปถามคนหรือว่าคนเดินผ่านมาอะไรนี่ล่ะ
ผมจำไม่ค่อยได้แล้วมันนาน
เค้าบอกว่าไปพูดกับวัวดีๆสิ
วัว… พ่อเจ้าประคุณ ช่วยเดินเถอะนะ อะไรอย่างนี้นะ
วัวก็เลยเดิน

พูดกันดีๆก็ได้

(ฉบับการ์ตูน) นกกับต้นไม้
จิตมีธาตุรู้ ตรัสรู้ได้ทีเดียว
อย่าทำเหมือนเค้าเป็นเด็กๆ
อย่าทำเหมือนเค้าเป็น แบบ… เป็นควาย
จริงๆเค้าน่ะไม่ได้เป็นหรอก
ค่อยๆตะล่อมเข้ามา
เนื่องจาก มันเป็นธรรมชาติที่เรียนรู้ได้ ฝึกได้
แต่เพราะความไม่รู้
เค้าจึงไปยึดถือขันธ์ เค้าจึงไปยึดถือตัวเอง
เมื่อไปยึดถือขันธ์ จึงก่อให้เกิดเหตุเกิดของขันธ์
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายโดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

สามารถดาวโหลดไฟล์เสียงคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
“คอร์สเข้มขังเดี่ยว – ทุบเปลือก ทำลายเมล็ด”
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/19/destroy-seed/

เวอร์ชั่นคลิปวีดีโอดูได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=nH-dlIb7J1M

หรือท่านสามารถอ่านหนังสือ “ทุบเปลือก ทำลายเมล็ด” ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถซื้อหนังสืออ่านได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

(ฉบับการ์ตูน) เรื่อง ลูกนักโทษ

prisoner-1
ลูกนักโทษ เกิดในคุก
ตนเองไม่ได้ทำผิดอะไร มีสิทธิเข้าออกได้
แต่ด้วยความที่เกิดมาแล้วมีสิทธินั้น
และก็มิได้เห็นคุณค่าใดๆในสิทธินั้น
prisoner-2
ทั้งๆที่ประตูคุกก็เปิดอ้าอยู่
แต่ไม่เคยคิดจะออกไปทั้งๆที่ออกได้
prisoner-3
จนเปลี่ยนพัศดีเรือนจำคนใหม่
กฎระเบียบใหม่ ไม่อนุญาตให้ใครๆเข้าออกคุกได้อีก
prisoner-4
ถึงเวลานั้นลูกนักโทษนั้นจึงร้องแรกแหกกระเชิง
อ้างว่าตนเคยได้สิทธินี้มาก่อน
ตอนนี้ตนต้องการจะออกแล้ว ไม่อยากอยู่ในนี้แล้ว
prisoner-5
แต่ได้รับคำตอบว่า สิทธิของเจ้าหมดไปแล้ว

หมดไปในวันที่…ศาสนาในพระสมณโคดม สิ้นสุดลง…
เจ้าจะต้องอยู่ในนี้ไปอีกชั่วกาลอันยาวนาน
จนกว่าจะมีผู้มีบารมีมาเปิดประตูให้อีกครั้ง
prisoner-6
ตอนเจ้าได้สิทธินั้นอยู่ แต่กลับไม่ใช้สิทธิในเวลาที่ยังมีโอกาส
แล้วจะมาร้องขอความเห็นใจจากใคร..

เจ้าคนเขลา
คนอย่างเจ้าสมควรอยู่ในนี้ล่ะ

“ลูกของนักโทษ”
เนื้อเรื่องโดย “อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม”

ดูเรื่องนี้ในแบบคลิปวีดีโอได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=x_RKsCta9KY