ก็ปล่อยวางจิตเสีย

พระครูวินัยธรทรงศักดิ์ (หลวงพ่อเอี้ยน)
เมื่อรู้จักว่าจิตเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไรแล้ว
สุดท้ายก็ไม่ควรยึดจิตว่าเป็นตัวเรา ให้ปล่อยวางจิตเสีย
ก็จะเข้าถึงความว่าง
เมื่อจิตว่าง ปราศจากกิเลส
การกระทำทุกอย่างก็จะเป็นไปด้วยสติสัมปชัญญะ
จึงไม่มีทางที่จะคิดผิด พูดผิด ทำผิดโดยเจตนา
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “อยู่กับจิตว่าง”

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

ท่านกำลังรู้โกรธจริงๆ หรือ?

มีคำถามมาถามว่า เวลาที่เราโกรธเเล้วเราก็กดข่มที่จะไม่ด่าว่าสวนออกไป การกดข่มอย่างนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมหรือดีไหม? เพราะกดข่มมากๆ บางทีมันระเบิดตูม! ขึ้นมาง่ายๆ เลย
ผมบอกว่าการกดข่มหรือการอดทนอดกลั้นหรือขันติหรือธรรมะเป็นธรรมเครื่องเผากิเลส เเต่หากเรามีปัญญาเข้าไปประกอบมันไม่ระเบิดหรอก วันนี้เราปฏิบัติเราไม่เกิดปัญญา เราจึงเอาเเต่อดทนอดกลั้นกดข่มเอาไว้
เเต่หากเราเห็นว่าโกรธ เเล้วเสร็จเเล้วเราก็อดทนอดกลั้นที่จะไม่ทำบาปทำอกุศลด้วยการตอบโต้ สุดท้ายมันก็บรรเทาเบาคลายลงไป เเล้วก็เห็นว่าการเกิดขึ้นของความโกรธสุดท้ายมันก็ดับไปเป็นธรรมดา ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ถ้าเราเห็นอย่างนี้เกิดขึ้นเเล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ไม่ว่ามันจะนานเเค่ไหนก็ตามเเต่สุดท้ายมันก็ดับไปเป็นธรรมดา วันข้างหน้าเมื่อจะโกรธอีก ธรรมชาติของจิตก็จะเข้าใจเอง นี้เป็นวิธีง่ายๆ ที่เเทรกเเทนที่จะเเค่อดทนอดกลั้นเเต่กลับไปเห็นด้วยว่าการอดทนอดกลั้นนั้นในที่สุดความโกรธก็ดับไปเป็นธรรมดา
ถ้าจะดึงมาสู่การปฏิบัติก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร หากคนมีพื้นฐานดีอยู่อย่างนี้อยู่เเล้ว อันนี้ถามโดยคนที่ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติเลย เเต่สำหรับนักปฏิบัติพอเวลาความโกรธเกิดขึ้น ในสัมมาวายามะ มรรคองค์ ๖ ก็บอกอยู่เเล้วว่า ละอกุศลเเล้วก็เจริญกุศลไว้ อกุศลกำลังเกิดขึ้นความโกรธกำลังเกิดขึ้น
หลายคนก็บอกว่าต้องเข้าไปรู้ความโกรธไหม?
การเข้าไปรู้ความโกรธ กับการเข้าไปเห็นโทสะเกิดขึ้น คนละตัวกันนะ
มันคนละเรื่องกัน
วันนี้เราเข้าใจผิด
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากการบรรยายธรรมในหลักสูตร มัคคานุคาเข้ม
นกกับต้นไม้ ตอน ผู้อยู่ใกล้นิพพาน

สามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้แบบออนไลน์ได้ ที่นี่
http://youtu.be/kdl3NZ9KBqY?list=PLg335evdAUbbHLfHqqO1F1FlW2kMSqUwL

หรือสามารถดูในรูปแบบแผ่นดีวีดีได้ ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/21/dvd-ชุดนกกับต้นไม้-ซีรีย์ชุดที่-4-5

เเม้จิตวันหนึ่งก็ต้องส่งคืนกลับไป

กายนี้เป็นเพียงของยืมใช้

เเต่เราก็มีหน้าที่ต้องดูเเลรักษาให้ดี

ยืมเขามาใช้ก็ต้องรักษาเขาด้วย

อย่าว่าเเต่กายเลย

เเม้จิตก็เป็นของยืมใช้เช่นกัน

วันหนึ่งก็ต้องส่งคืนกลับไป

เเม้จิตวันหนึ่งก็ต้องส่งคืนกลับไป
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ดูจิตหนึ่งพรรษา”

ท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
และสามารถดูได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
http://suanyindee.lnwshop.com/product/12/ดูจิตหนึ่งพรรษา

เอาให้แน่ กำลังเห็นว่าจิตมีโทสะ หรือเรามีโทสะ ?

เอาให้แน่ว่า เห็นว่าจิตมีโทสะหรือเรามีโทสะ
และที่สำคัญคือ ถ้าเห็นว่าจิตมีโทสะ
นั่นไม่มีเราเข้าไปปนในผู้ดู
และผู้ถูกดูก็ไม่เป็นของเราด้วยเช่นกัน
สภาพนั้นจิตต้องตั้งมั่นมาก

เพราะจิตไม่ตั้งมั่นจากการเจริญมรรค
การดูการรู้จึงหลงทั้งหมด
เมื่อหลงจะเกิดเป็น
ภพ..ชาติ..ชรามรณะ ต่อไปเรื่อยๆ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา

ต้องเจริญมรรคให้ครบทั้ง ๘ ข้อ

ต้องเจริญมรรคให้ครบทั้ง ๘ ข้อ
สิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการรู้เเจ้งในธรรมคือ “ไตรลักษณ์” ถ้าเอาเเต่เจริญสติมีสติสัมปชัญญะ รู้ให้มาก รู้ให้บ่อย รู้ให้นาน เเต่ไม่เห็นไตรลักษณ์เลยจิตก็ไม่ตั้งมั่น เเม้เห็นการเกิด-ดับ เเต่จะไม่มีวันเห็นความจริง ไม่มีวันรู้เเจ้งว่าสิ่งนี้ คือขันธ์ห้า คือรูปนาม ทำให้ไม่สามารถละความเห็นผิดในความเป็นตัวตนที่สร้างขึ้นมาว่านี่เป็นกูนี่เป็นของกูได้เลย เเต่พระโสดาบันจะละได้เบ็ดเสร็จ
พระพุทธเจ้าตรัสถึงทางสุดโต่งสองสาย (กามสุขัลลิกานุโยค, อัตตกิลมถานุโยค) ว่าบรรพชิตไม่ควรเข้าไปข้องเเวะ ไม่ใช่ทางของพระอริยเจ้า ไม่ใช่ทางสู่นิพพาน จากนั้นทรงเเสดงต่อด้วยว่า ตถาคตได้ตรัสรู้เเล้ว ได้เกิดดวงตา ได้ทำญาณให้เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปด้วยความรู้พร้อม เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน
ทางสายกลางนั้นคือ “มรรคมีองค์ ๘”
อย่าลืมว่านี่คือปฐมเทศนาครั้งแรก ยังไม่เคยมีใครได้ยินอะไรมาก่อนเลย เริ่มต้นทรงเทศน์บอกว่าทางสองสายที่ไม่ควรข้องเเวะคืออะไร ต่อมาทรงบอกว่ามีทางสายกลางที่เป็นทางเดินไปสู่พระนิพพาน ข้อปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งจะทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นเครื่องสงบระงับคือ “มรรค” เเม้จะกล่าวกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ เเต่ในการเเสดงธรรมครั้งเเรกไม่ได้ทรงพูดถึงอริยสัจเลย ทรงสอนมรรคมีองค์ ๘ ก่อนอื่น เพราะมรรคคือทางที่จะทำให้เกิดดวงตารู้ว่าอริยสัจคืออะไร ถ้าไม่เดินตามมรรคทั้งเเปดข้ออย่าหวังว่าจะรู้เเจ้งอริยสัจ
พระพุทธเจ้าทรงบอกไว้ตรงๆ ในธรรมจักรอยู่เเล้ว เเต่นักปฏิบัติส่วนใหญ่จะพลาดประเด็นเรื่องมรรคไป เพราะมัวตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่คนบอก หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ทำคือการเจริญสติเพียงอย่างเดียว เเต่ไม่เคยรู้เลยว่ามรรคมีองค์ ๘ คืออะไร ทำไมต้องมี ๘ ข้อ พระพุทธเจ้าทรงสอนมรรคเเค่ข้อใดข้อหนึ่งได้หรือไม่
คำตอบก็คือ ถ้าไม่ปฏิบัติมรรคครบทั้งเเปดข้อให้เกื้อหนุนกัน มรรคไม่มีทางรวมกำลังเป็นหนึ่งดังที่เรียกว่า “มัคคสมังคี”
สาเหตุที่การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า อาจเป็นเพราะเราพลาดมรรคไปตั้ง ๗ ข้อก็เป็นได้ คือได้สัมมาสติข้อเดียว เเต่ข้ออื่นไม่ได้เลย หากเป็นเช่นนั้นคำว่าดวงตาเห็นธรรมก็ยังอยู่อีกไกล
ฉะนั้น ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรศึกษาเรื่องมรรคให้ละเอียดยิบ ทุกบททุกพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าตรัส เพราะไม่มีอะไรที่พระพุทธเจ้าตรัสเเล้วไม่จริงหรือไม่มีประโยชน์
“ทุกคำที่ตรัสล้วนเเฝงประโยชน์ในการเดินทางเข้าสู่มรรคผลนิพพานไว้ทั้งหมด”
“อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม”
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ทุบเปลือกทำลายเมล็ด”

ท่านสามารถฟังคลิปเสียง mp3 คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/19/destroy-seed/

หรือท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถซื้อหนังสืออ่านได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป