เส้นทางชีวิต สู่เส้นทางธรรม อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

Prasert Utaichalerm
บทสัมภาษณ์ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เส้นทางชีวิต สู่เส้นทางพระพุทธศาสนา
รายการทรูปลูกปัญญา ดูคลิปวีดีโอการสัมภาษณ์นี้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=UkJcEeVRzSA

เนื้อหาหลักในการสัมภาษณ์ครั้งนี้
– ประวัติโดยย่อกับการเดินทางของชีวิต
– จุดพลิกผันครั้งใหญ่ จนเข้าสู่เส้นทางธรรม
– ความรู้สึกทุกข์ที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร
– ความสุขสงบเย็น จากการปฏิบัติธรรมคืออะไร
– การนำธรรมะมาทำให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ก่อนที่จะมารู้จักธรรมะ ผมไปเรียนเมืองนอก หลังจากจบปริญญาโทมาก็กลับมาเมืองไทย แล้วมาทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม แล้วก็ทำธุรกิจส่วนตัวมาเรื่อยๆ ชีวิตในตอนนั้นก็ประสบความสำเร็จดี แต่ว่าถ้าพูดถึงอุปนิสัยใจคอตอนนั้นเป็นคนชอบดื่มมากดื่มเหล้าดื่มตลอด พูดง่ายๆ ว่าถ้าใครมาเห็นผมวันนี้ คนที่เห็นวันนี้จะนึกไม่ออกเลยเมื่อก่อนผมเป็นยังไง หรือคนที่อยู่กับผมในตอนนั้นก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าวันนี้ทำไมผมถึงเป็นอย่างนี้ มันเป็นภาพที่ขัดกันโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนกินสูบดื่มเสพ ใช้ชีวิตอย่างหลงระเริงมัวเมาสนุกสนาน ใช้เงินซื้อทุกอย่างที่คิดว่ามันจะให้ความสุขได้
จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๓๙ ตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ IMF ธุรกิจที่ทำอยู่ก็ประสบปัญหาอย่างหนัก ชีวิตหันเหแล้วก็หกคะล้มตีลังกาเลยตอนนั้น ทุกอย่างที่เคยมีเคยเป็นสูญสลายหายวับไปกับตา ชีวิตที่บอกว่ามีความสุข สนุกสนาน เปลี่ยนแปลงไปหน้ามือไปหลังมือ ของที่เคยมีทุกอย่างถูกยึด บ้านถูกยึด รถถูกยึด เงินในธนาคารถูกอายัด ทุกอย่าง จากหน้ามือกลายเป็นหลังมือหรือหลังเท้าไปเลย คือไม่ใช่เทวดาตกสวรรค์ เทวดาตกนรก
ชีวิตที่บอกว่ามีแต่ความสุข มีแต่สนุกสนาน เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย หล่นกลับไปอยู่นอนกลางดินกินกลางทราย จากคนที่เคยมีรถดีๆ ใช้ ทุกยี่ห้อแพงๆ กลายเป็นเหลืออยู่คันเดียวที่แบงค์ไม่ได้ยึดคือรถกระบะเก่าๆ ที่ประตูแทบจะปิดไม่ได้ เอาไว้ขนของส่งของลูกค้า ทุกข์จนกระทั่งไม่รู้ว่ามันจะออกจากทุกข์ได้ยังไง ชีวิตมันจะเดินต่อไปได้ยังไง
แวะไปเยี่ยมรุ่นพี่คนหนึ่ง รุ่นพี่เขาทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ สมัยนั้นเขาฮิตทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ แถวจังหวัดสุพรรณบุรี เขาก็เลยชวนเห็นว่าไม่มีอะไรทำก็ลองมาทำดูไหมล่ะ ไอ้เราก็อ่ะ ดีกว่าไม่มีอะไรทำ เผื่อจะได้เงินมาใช้หนี้บ้าง ก็เลยตัดสินใจเข้าไปทำร่วมทำกับเขา จนกระทั่งทำไปทำมาก็กลายเป็นทำเอง ในช่วงที่ทำเองมันก็งูๆ ปลาๆ ไปทำสิ่งที่ไม่รู้จักแล้วก็ไม่คุ้นเคยเลย แต่รู้อย่างหนึ่งว่ากุ้งเลี้ยงยากมาก ใครบอกว่าเลี้ยงลูกยาก เขาบอกว่าเลี้ยงกุ้งยากเป็นสิบเท่า ค่า Ph เปลี่ยน ฝนตก แดดออก ทุกอย่างเปลี่ยนหมด คือมันไม่รู้จะกันอะไรทุกอย่างมันสามารถทำให้เจ๊งได้ตลอดเวลา ชีวิตที่ว่าทุกข์แล้วก็แบกความทุกข์ซ้ำเข้าไปอีก อะไรก็ตามที่เราเข้าไปเหยียบแล้วอยู่ๆ จะถอยออกมามันก็ทำไม่ได้ ทีนี้มันก็หนักเข้าไปเรื่อยๆ
จนในเหตุการณ์หนึ่ง ในระหว่างนั้นมันเกิดเหตุการณ์เฉียดตายในระหว่างที่กำลังเลี้ยงกุ้งอยู่ บ่อกุ้งถ้าเรานึกออกมันจะเป็นบ่อสี่เหลี่ยมประมาณซักสองไร่ถึงสี่ไร่ ในบ่อกุ้งก็จะมีใบพัดตีน้ำ ทีนี้เย็นวันหนึ่งขณะที่ใบพัดก็กำลังตี วันนั้นผมกำลังเดินตรวจบ่อซึ่งต้องเดินข้ามแป๊ปที่มันหมุนอยู่ จังหวะที่ผมเดินก้าวขาแรกไป ขาที่สองพอเดินผ่านไปขากางเกงด้านหลังมันติด มันไปติดหัวน๊อตที่กำลังหมุนอยู่ จังหวะที่มันเกี่ยวขากางเกงเข้าไปมันก็เริ่มรัด จังหวะนั้นผมรู้ตัวแล้วว่ามันติด ผมก็หันไปพยามจะกระชากแต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก จนในที่สุดพอมันดึงลงไปเรื่อยๆ ก็ล้มลง วินาทีนั้นเสื้อมันเข้าไปติดด้วย มันอยู่อย่างนี้แล้วมันก็พรึ่บเข้าไปด้วยกัน ทีนี้มันดึงเข้าไปทั้งเสื้อทั้งกางเกง ก็ดึงตัวผมให้ค่อยๆ โน้มลงไป โน้มลงไป งอลงไปเรื่อยๆ มันก็บิดลงไป บิดลงไป บิดลงไป ผมเริ่มหายใจไม่ออกแล้วตอนนั้น หายใจไม่ออกแล้วมันก็บิดๆๆ มันก็ค่อยๆ ดึงผมเข้าไปเรื่อยๆ ดึงเข้าไปเรื่อยๆ ผมก็เห็นแล้วขาผมเข้าไม่ได้เพราะรูมันเล็กนิดเดียว ซักพักมันหัก ป๊อก! เลย มันหักตรงข้อ หักเลย แล้วก็พยามที่จะดิ้นรน แต่มันทำอะไรไม่ได้ คือมันทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมรู้สึกเลยว่ามันกำลังบิดเข้าไปที่ซี่โครงของผม มันก็เริ่มบิดเข้าไป บิดเข้าไป ตอนนั้นผมหายใจไม่ออกกำลังจะขาดใจแล้ว รู้สึกเลยตัวเองกำลังจะขาดใจ เพราะไม่ได้หายใจ แล้วก็รู้สึกเลยว่าซี่โครงกำลังจะหัก
แต่วินาทีนั้นที่มันกำลังลากผมเข้าไปอีกรอบ ผมหันไปเห็นขาคันเร่งของเครื่อง คือเครื่องดีเซลมันมีขาคันเร่งที่มันใช้เร่งแล้วก็ดับมีโผล่ออกมาหน่อยหนึ่ง วินาทีนั้นเองที่ผมเห็นผมกะว่าถ้าผมเอื้อมมือปัดถึง เครื่องมันจะดับ มันเหลือวินาทีเดียวก่อนที่มันจะกระชากผมเข้าไปรอบสุดท้าย ผมรู้ตัวผมกำลังถูกดึงเข้าไป มือผมก็เอื้อมสุดแรงเพื่อจะปัดให้โดน
มันขาดไปแค่นิดเดียว นี่คือวินาทีของความเป็นกับความตาย มันขาดไปแค่นี้ มันปัด แล้วจบแล้ว คือหมดแล้ว
แต่วินาทีนั้นที่แปลกใจผมก็คือ มันเป็นโอกาสสุดท้ายของชีวิตซึ่งผมควรจะต้องเสียดาย แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย มันเริ่มรู้สึก เอ๊ะ ผมเอ๊ะขึ้นมาในใจเลย “ทำไมเราไม่เสียดายเลย” นี่คือครั้งสุดท้ายแล้ว จากนั้นเครื่องก็ดึงเข้าไป ดึงเข้าไป ผมเริ่มเห็นทุกอย่างรอบตัวสโลโมชั่นลงเรื่อยๆ เราอาจจะเคยได้ยินคนจะตายจะเห็นภาพทุกอย่างช้าลงหมดเลย ผมเห็นทุกอย่างมันถูกสโลว์ ช้าลง ช้าลง ช้าลง ช้าลง ภาพที่เห็นผมเห็นรอบตัวช้าลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมกำลังจะตาย ผมก็เริ่มปล่อย คือไม่สู้แล้ว เพราะผมรู้สึกว่าผมสู้มาตลอดแล้วผมทำอะไรไม่ได้เลย
ผมเริ่มรู้สึกเลยว่ามันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เริ่มรู้สึกว่า เราควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว ก่อนหน้านี้เราจะรู้สึกว่าเราเดินเหินหยิบจับ เราสั่งอะไรได้ทุกอย่าง เราไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เราควบคุมอะไรไม่ได้อีกแล้ว ชีวิตไม่ใช่ของเราแล้ว
ชีวิตไม่ใช่ของเราแล้ว มันพร้อมที่จะไปตอนไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าผมปล่อย ผมไม่เอาแล้ว แต่ผมก็ไม่ทุกข์อะไรเลย ผมกลับรู้สึกเป็นปกติ ไม่ตกใจกลัวไม่อะไรทั้งสิ้น
จนกระทั่งวินาทีที่ผมกำลังจะขาดใจตายจริงๆ มันเกิดมีเสียงดังขึ้นมา ดังลั่น ผมจำได้ ดังขึ้นมาในหัวผมเลย คือคำว่า “ฝืนรอบนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นตายแน่นอน”
ทุกคนวันนี้อาจจะสงสัยว่ามันคือเสียงอะไร มีเทพเจ้าเทวดาบอก? ผมบอกไม่ใช่หรอก เป็นเสียงแห่งสติ ที่เราเคยฝึกมาตลอด นี่คือการเตือนก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง
จากนั้นผมไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ไม่มีเวลาคิดอีกแล้ว ผมตั้งหน้าตั้งตาฝืนอย่างเดียว ดันสู้กับแป๊ปที่กำลังหมุนด้วยเครื่องดีเซลสิบแรงม้า ผมดันสู้ ดันสู้ ดันสู้ สู้ไม่ยอมเข้าไปอีกแล้ว คือดันๆๆๆ จนกระทั่งเครื่องดีเซลหยุด เครื่องดีเซลสำลักแล้วก็หยุดอึ๊กไปเลย หลังจากนั้นผมก็ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงนั้น ขยับตัวไม่ได้มันบิดลงไปจนมั่วไปหมด มีคนเริ่มเห็นก็วิ่งเข้ามาช่วย คนนี่ยืนตกตะลึงกันเลยเพราะว่าเหตุการณ์มันไม่รู้อะไรเป็นอะไร พันกันมั่วไปหมด ผมต้องค่อยๆ บอกว่า ไปเอามีดมา มีด คนกำลังยืนงงอยู่ก็วิ่งกลับไปเอามีด วิ่งกลับไปเอามีดแล้วก็ตัด แล้วผมก็หลุดออกมาได้ แล้วก็พาผมไปส่งโรงพยาบาลไปหาหมอ
นี่ก็คือเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดมาหลังจากผมปฏิบัติธรรมครั้งแรก ในครั้งที่ผมมีความทุกข์มาก คุณแม่ของผมคุณแม่ยินดี ก็เลยแนะนำว่าลองไปปฏิบัติธรรมดูไหม ตอนนั้นผมก็นึกไม่ออกหรอกว่าการปฏิบัติธรรมจะมาช่วยอะไร เอาล่ะเขามาอยู่ในคอร์สกันห้าวันเจ็ดวันแปดวัน ออกไปมันก็ต้องเจอสภาพหนี้สินเดิม ผมก็นึกไม่ออกว่าเข้ามาแล้วมันจะพ้นทุกข์ได้ยังไง ก็หนี้สินมันยังกองพะเนินเทินทึก แต่เอาล่ะ อย่างน้อย ๗ วันเข้ามาสบายใจก็ยังดี คิดแค่นี้ ไม่ได้คิดอะไรมาก
จนกระทั่งถึงวันที่ ๕ ของการปฏิบัติ ขณะที่ผมก้มลงกราบพระ วินาทีหนึ่งที่ผมกำลังเงยหน้าขึ้น ผมสังเกตเห็นใจของตัวเองว่า มันไม่มีความทุกข์ มันไม่มีความทุกข์
ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าเราทุกข์มาตลอด แต่ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกว่าความทุกข์มันหายไปไหน มันเกิดคำถามขึ้นในใจแต่ไม่มีคำตอบ การปฏิบัติธรรมทำให้ผมได้พบได้เห็นสภาพธรรม หรือสภาวะธรรมอะไรต่างๆ พอสมควร มันจึงทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า
การปฏิบัติธรรมคืออะไร?
ผมจึงเข้าสู่การปฏิบัติธรรมครั้งที่สองด้วยตัวเอง ทีนี้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนมีครั้งที่ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจธรรมะอะไรต่ออะไรมากขึ้น
ในช่วงนั้นที่ผมทำฟาร์มกุ้ง ไม่ได้ดีเด่อะไร แล้วก็ไม่ได้ทำให้ผมจะพ้นทุกข์หรือมีเงินมีทองมาใช้หนี้ใช้สินเลย แต่มันกลับกลายเป็นสภาพนี้เหมือนจะทับถมแล้วก็รุนแรงกว่าเดิม ในวันนั้นผมยังจำได้เป็นช่วงปีใหม่น่าจะเป็นปี ๒๕๔๒ ถ้าจำไม่ผิด ในวันนั้นผมไปพัทยากับครอบครัว คุณแม่ก็ชวนไปพักผ่อน เช้าวันนั้นขณะที่ผมกำลังหมดอาลัยตายอยากในชีวิต หนังสือพิมพ์ผมยังจำได้เลย เดลินิวส์ หน้าแรก เป็นวันปีใหม่ หน้าแรกของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในปีใหม่ปีนั้น เป็นภาพของพระมหาชนก เป็น ส.ค.ส. ที่ในหลวงประทานให้กับปวงชนชาวไทย ทีแรกผมไม่ได้รู้จักผมไม่ได้สนใจก็อ่านผ่านๆ ตาไปเรื่อยๆ พระมหาชนก เรือแตก กระโดดหนีลงจากเรือ แล้วก็ว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทร โดยที่ไม่รู้ว่าฝั่งอยู่ไหน ตั้งหน้าตั้งตาว่าย จนกระทั่งมีเทพธิดาลงมาแล้วก็ถามพระมหาชนกว่า
จะเหนื่อยไปทำไม จะว่ายไปที่ไหน
ว่ายอีกเจ็ดวันก็ไม่มีฝั่ง เพราะนี่อยู่กลางทะเล
พระมหาชนกถ้าผมจำไม่ผิดท่านตอบว่า
ไม่ว่าเราจะว่ายไปจนตายแล้วไม่เห็นฝั่ง
เราก็จะว่าย เราจะไม่ยอมแพ้
คำนี้ผมยอมรับเลยว่าในวันนั้นมันโดนผมเข้าไปเต็มที่เลย เหมือนกับไม้หน้าสามฟาดจนกระทั่งตื่นเลย ใช่ วันนี้เราไม่เห็นฝั่งเลย จากนั้นผมไปร้านหนังสือไปเดินหาหนังสือพระมหาชนกที่มีขายตามร้าน ผมยังจำได้เลยว่าหนังสือเล่มเล็กๆ พระมหาชนก ปกสีขาวๆ แล้วเขาแถมเหรียญในหลวงมาเหรียญหนึ่ง เป็นเหรียญสีเงิน แถมมากับหนังสือ ผมเอาเหรียญนั้นไปอัดกรอบ ไปอัดกรอบพลาสติกแล้วห้อยคอไว้ เป็นเครื่องเตือนใจว่า
ผมจะสู้ จากนี้ต่อไป ผมจะสู้
จากนั้นผมก็ค่อยๆ ประสบความสำเร็จขึ้นมาพอสมควรในระดับ แต่ว่าผมคงไม่ได้มีความสามารถทางด้านกุ้งจริงๆ จะว่าดวงไม่ให้หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายผมก็ต้องเลิกออกมา แล้วผมก็ดีใจที่ผมเลิกได้
เพราะว่าวันที่ผมเลี้ยงผมไม่ได้มีความสุขกับการเลี้ยงเลย ผมไม่เคยมีความสุขกับเงินที่ได้ ผมไม่เคยอะไรเลย ทุกเช้ามาผมเดินดูบ่อกุ้ง ผมได้แต่ยกมือไหว้แล้วก็บอกว่า
“ถ้าผมมีโอกาส ผมจะไม่ทำ ผมขอโทษ ผมไม่เคยคิดจะมาร่ำรวยจากอาชีพนี้เลย ที่ผมทำวันนี้เพราะผมไม่มีทางเลือกจริงๆ ถ้าผมมีทางเลือกผมจะไม่เลือก”
แล้วผมก็ไม่ถ่ายรูป ไม่หันหลังมองอีก แล้วเดินออกมาเลย
จากนั้นชีวิตผมก็เริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยน มันเริ่มเกิดคำถามในใจขึ้นมา จากการที่ปฏิบัติมาทุกปีๆ ตลอดมา เริ่มถามตัวเองว่า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร หนทางแห่งการพ้นทุกข์ยังมีอยู่จริงๆหรือ?
ผมจึงตัดสินใจว่าผมจะบวช ก็จึงทำให้ผมเข้าไปบวช แล้วก็เข้าไปศึกษาแล้วก็บวชอย่างจริงจังที่ยุวพุทธ ศูนย์ ๒ นั้นก็เป็นช่วงเวลาที่ผมได้บันทึกทุกอย่างเอาไว้ ทีแรกก็บันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำคล้ายๆ ไดอารี่ เสร็จแล้วบันทึกไป บันทึกไป มันก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นที่มาของหนังสือเล่มหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะเคยได้เห็นตามร้านนายอินทร์ หรือร้านหนังสือชื่อ ดูจิตหนึ่งพรรษา จนวันนี้ร้านนายอินทร์ก็ยังขายหนังสือเล่มนี้อยู่เลยทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วเจ็ดปีก็มีคนมาถามถึงอยู่ตลอด หนังสือเล่มนี้ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นหนังสือธรรมะหรอก เป็นบันทึกส่วนตัวของอาจจะพระรูปหนึ่งที่บวชในเวลานั้นว่าอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง ทั้งข้างในทั้งข้างนอก ทั้งเรื่องราว ก็คล้ายๆ กับเราดูสามเณรทรูปลูกปัญญา(ชื่อรายการ) แอบดูทุกช็อต ทุกช็อต ว่าทำอะไรกันบ้าง
แต่หลังจากคนที่อ่านหนังสือ ดูจิตหนึ่งพรรษา ก็จะเห็นหมดทุกมุมทุกเวลา ว่าพระรูปหนึ่งหรือว่าในพรรษาหนึ่ง พระเขาทำอะไรกันบ้าง ผ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นสื่อเหมือนมีกล้องวงจรปิดตามดูเหมือนกัน ตามดูผ่านตัวหนังสือ สามเณรทรู(รายการ)นี่ผ่านภาพจริงๆ เลย ก็จึงทำให้ผู้คนเข้ามารู้จักกับผมมากขึ้น
จนมีเหตุุการณ์ที่ผลักดันให้ผมจำเป็นต้องสึกออกมา เนื่องจากคดีความในอดีตสมัยที่ทำธุรกิจมันก็บีบเร้าให้ผมต้องออกมา เพราะว่าระหว่างที่เป็นพระเขาก็ไม่ตัดสิน คดีมันก็ค้างคาอยู่อย่างนั้น ก็จึงตัดสินใจสึกออกมา
ก็นึกว่าจะมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป แต่ที่ไหนได้ออกมาหนังสือ ดูจิตหนึ่งพรรษา กลับทำให้ผู้คนสนใจอยากจะฟัง ก็ขอเชิญไปบรรยาย ไม่ว่าจะหน่วยงาน วปอ. โรงเรียนเสนาธิการทหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งจนถึงวันนี้เป็นเวลา เจ็ด แปด ปี ไม่เคยหยุดเลยการบรรยายครั้งนั้น จนมาถึงวันนี้ จึงนำพาผมเข้าสู่เส้นทางตั้งแต่ บรรยายธรรม นำผู้คนปฏิบัติธรรม แล้วก็สาธยายทำยังไงถึงจะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น
นี่ก็คือจุดที่เปลี่ยนชีวิต จากเมื่อก่อนเป็นคนที่มีความทุกข์มาก เห็นแก่ตัว ทำอะไรก็เพื่อตัวเอง กิน สูบ ดื่ม เสพ หาแต่ความสุขใส่ตัว จนถึงวันนี้พลิกกลับไปอีกด้านหนึ่ง
มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น แล้วก็ทำยังไงผู้คนถึงจะเข้าใจหนทางแห่งการพ้นทุกข์
วันที่เรามีความทุกข์มาก เรารู้ว่าความทุกข์คืออะไร มันสาหัสแค่ไหน แล้ววันนี้ทางแห่งการพ้นทุกข์ที่มีอยู่ทำยังไงพวกเขาคือผู้คนทั้งหลายจะได้เข้าใจแล้วก็เข้าถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น
เนื่องจากว่าเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราเข้าใจคำถาม เราเข้าใจปัญหา เราเข้าใจข้อสงสัยของคนยุคปัจจุบัน ผมก็จึงพยามอาจจะพอมีความสามารถในการสร้างสื่อขึ้นมาบ้าง ก็จึงนำความสามารถนั้นมาแก้ประเด็นความไม่เข้าใจของคนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นโดยอาศัยสื่อต่างๆ สมัยแรกๆ ที่ผมออกมาบรรยายธรรม PowerPoint ยังไม่เป็นที่ดังมาก แต่ผมก็พยามใช้ PowerPoint ในการนำเสนอสื่อของพระพุทธเจ้าหาสื่ออย่างอื่นมาเพื่อเปรียบเทียบให้เข้าใจธรรมะง่ายขึ้น วันนี้ใครๆ ก็ใช้เป็นกันหมดแล้ว มันไม่ได้มีเรื่องของการ Presentation ที่เป็นเรื่องแปลกอีกแล้ว แต่ก็ใช้แนวของการนำเสนอเพื่อให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงเด็กๆ
อย่างคอร์สพื้นฐาน เราจะเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ยังไง หนทางแห่งการพ้นทุกข์คืออะไร
เรื่องง่ายๆ เลยที่ผมมักจะชี้ให้คนเห็น วันนี้เรามักจะรู้สึกว่าเราเองเราก็ไม่ได้มีความทุกข์อะไรนะ ทำไมเราจะต้องเข้ามาปฏิบัติธรรมด้วย เราก็ไม่ได้ทุกข์อะไรมาก
เอาล่ะ ทุกข์ขนาดที่ผมโดนถ้ามีใครโดนเขาคงเดินเข้าทางธรรมะได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนทั่วไปธรรมดาๆ เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาทุกข์อะไร จะทะเลาะกับแฟนจะทะเลาะกับลูก หรือโดนเจ้านายด่าหรือตกงานบ้าง ทุกคนก็สีทนได้ คือมันยังทนได้ ต่อให้มันจะทุกข์เขาเข้าใจว่าก็ทุกข์แต่มันก็ทนได้ มันไม่ใช่ว่ามันทนไม่ได้
แต่ถ้าเราไม่ต้องทนล่ะ ถ้ามันมีความสุขโดยที่เรื่องก็เกิดเหมือนเดิม แต่เราไม่ทุกข์ล่ะ มาลองดูกันหน่อยไหมล่ะ
วันนี้ที่ทุกครั้งที่รถติดไฟแดง ทุกคนจะมีความทุกข์กับไฟแดงที่รถกำลังติด วันนี้ผู้ฟังฟังผมก็อาจจะ “ฉันก็ไม่ได้ทุกข์อะไร” งั้นผมเพิ่มโจทย์เข้าไปอีกหน่อย มีคนที่ท่านรักอาจจะเป็นลูก อาจจะเป็นสามีภรรยา พ่อแม่ นอนป่วยอยู่หลังรถที่ต้องไปถึงโรงพยาบาลให้ทัน เพิ่มโจทย์เข้าไปอีกหน่อยตอนนี้ท่านจะรู้แล้วว่าทุกข์ ถ้างั้นทุกข์แล้ว
ยิ่งไฟแดงนานขึ้นเท่าไหร่ ใจท่านจะร้อนรนขึ้นเท่านั้น ตอนนี้เข้าใจได้แล้ว แล้ววันนี้ทุกไฟแดงมันก็มีตัวเลขถอยกลับให้เราดูด้วย CountDown งั้นแสดงว่าเรารู้ว่าเมื่อไหร่มันจะเขียว 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 0 ปั้ง! เขียวเลย แล้วไปได้เลย แต่ขณะที่กำลัง 59 58 57 คนข้างหลังก็ เป็นยังไงบ้างเนี่ย “เมื่อไหร่มันจะ 0 ซักที”
เอาล่ะผมเบรกภาพไว้แค่นี้ ผมย้อนถาม ความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่ท่านในขณะที่ท่านกำลังถือพวงมาลัย มันจะทำให้ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเร็วขึ้นไหม?
ไม่
แล้วคนบนถนนต่อให้มีความทุกข์เหมือนกันพร้อมกันทั้งถนน ไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเร็วขึ้นไหม?
ไม่
แล้วทุกข์ทำไม
คุณห่วงโดยไม่ทุกข์ไม่ได้หรือ ผมบอกให้เลยว่ามันทำได้ แต่เราไม่รู้ เรายังคงรักแล้วก็ห่วงใยคนที่เรารัก แต่เราไม่ทุกข์ก็ได้ ตรงนี้ล่ะที่มันเหนือขึ้นไปอีก โดยที่เรามัวแต่อยู่กับของเก่าเราเองนึกว่าชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าทุกข์นะฉันทนได้
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้แล้ว มีหนทางออกแล้ว มีทางที่จะไปให้ถึงแล้วโดยที่เราไม่ต้องทุกข์เลยก็ได้ แต่เรากลับไม่เชื่อ แล้วเราก็คิดว่าทั้งหมดมันต้องเป็นอย่างนี้คนเจ็ดพันล้านคนก็ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ทีนี้ประเด็นก็อยู่ตรงที่ว่า แล้วทำไมในเมื่อทุกข์แล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ทำไมถึงต้องทุกข์กันต่อไป แล้วทำไมถึงไม่ไปจัดการกับทุกข์นี้ซะล่ะ ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่ามันไม่เกิดประโยชน์ มันกลายเป็นว่าเพราะเราชินกับไปกับมันจนเราไม่เห็นแล้วว่ามันเป็นปัญหา
เขาบอกว่าอย่างนี้ ถ้าเราจับเขียดตัวหนึ่งใส่ลงไปในหม้อที่อุณหภูมิ ๕๐ เขียดตัวนั้นจะตายทันที แต่ถ้าเราเอาเขียดตัวนั้นใส่ไว้ตั้งแต่อุณหภูมิน้ำปกติซัก ๒๐ แล้วค่อยๆ Heat น้ำขึ้นไปจนกระทั่งถึงอุณหภูมิ ๕๐ เขียดจะไม่ตาย เพราะเขียดจะค่อยๆ ปรับตัวแล้วชินไปกับสภาพความร้อนนั้น
วันนี้ตั้งแต่เราเกิดมา เราอยู่กับทุกข์มาจนเป็นอย่างนี้ เป็นเหมือนเขียดในน้ำร้อนแล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่มันคือน้ำร้อน ถ้าอยู่ๆ มีใครจับเราไปใส่ตอน ๕๐ เรากระเด้งตายไปเลย มันจะ “โหยทุกข์เว้ย” ทั้งๆ ที่มันทุกข์เท่าเดิม
วันนี้การเข้าสู่การปฏิบัติธรรม จะทำให้เราพ้นไปจากความเคยชินนั้น ก็เหมือนการเอามือออกจากน้ำร้อน แล้วมาจุ่มในน้ำธรรมดา เมื่อไหร่ท่านเข้ามาถึงน้ำธรรมดา แล้วก็คุ้นเคยกับน้ำธรรมดา วันใดก็ตามที่ท่านกลับไปจุ่มน้ำนั้นอีก ท่านจะรู้แล้ว “โอ..ร้อนมาก” แล้วท่านจะชักมือออก แต่วันนี้ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในทุกคน ไม่มีคนรู้เลย เพราะท่านชินไปกับมัน
ลองเข้ามาปฏิบัติธรรมดู ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ท่านจะเปลี่ยนเอามือออกจากน้ำร้อน มาอยู่ในน้ำธรรมดา แรกๆ ท่านจะฝืนมาก แต่เมื่ออยู่ไปเรื่อยๆ ท่านจะชินกับน้ำธรรมดา วันนั้นล่ะที่ทุกอย่างจะบอกว่า อะไรอุ่น อะไรร้อน เมื่อไหร่มีความทุกข์ ท่านจะหาทางออกจากมันได้
ไม่ใช่แปลว่า เอ้ยอย่างนี้ไม่ร้อนก็ดีกว่า ไม่ใช่ ไม่ทุกข์ไม่ได้แปลว่าไม่มีทุกข์ แต่ท่านชินกับทุกข์ อันนี้อันตราย
เมื่อเรามีสติรู้ทัน สมมุติว่าอกุศล หรือความโลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้น มีสติ มันจะดับไป หรือว่ามันจะลดลงไปในระดับต้น แล้วเราก็เปลี่ยนมาทำกุศลแทน เปลี่ยนมาทำกุศลแทน อกุศล ความโลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้นในใจก็เริ่มละ ถูกบรรเทา เบาคลาย จิตใจเราจะค่อยๆ สุข สงบขึ้น
วันนี้ความสุขที่เราบอกว่าเรามีความสุขจากการได้กระเป๋า โทรศัพท์ใหม่ หรืออะไรก็ตาม มันเป็นความสุขที่ประกอบด้วยความบีบคั้นของจิตใจ เขาเรียกว่า ตัณหา เราได้ของมาก็จริงแต่เราไม่เคยมีความสุขกับมันเลย
แต่วันหนึ่งที่เราเข้ามาสู่การปฏิบัติธรรม ถึงแม้จะไม่มีของนี้แต่เราจัดการกับตัณหาลงได้ เมื่อจัดการกับตัณหาลงได้ความบีบคั้นของจิตใจจะไม่มี เมื่อความบีบคั้นของจิตใจไม่มี จิตจะโปร่ง โล่ง เบาสบาย มันจะพบความสุขลึกๆ ความสุขเล็กๆ ความสุขเย็นๆ ที่ไม่เคยพบมาก่อน เมื่อไม่มีความบีบคั้นที่เรียกว่าตัณหา จิตจะค่อยๆ พบกับความสุขที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ไม่อย่างนั้นเราจะถูกตัณหาบีบคั้นตลอดเวลา ที่ปากเราบอกว่าเรามีความสุขที่ได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งโน้นมา แต่จริงๆ แล้วมันเต็มไปด้วยใจที่บีบคั้นเป็นทุกข์ตลอดเวลา เราไม่เคยได้พบความสุข สงบ เย็น ที่แท้จริงเลย เราก็อยากได้สิ่งอื่นๆ อยากได้สิ่งอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
จากวันที่ผมพอจะเริ่มเข้าใจในธรรมะ ว่าสามารถที่ทุกข์จะลดลงได้ ผมเชื่อเลยว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะทุกข์ลดลงในระดับเท่าไหร่ก็ตาม จะลองสังเกตได้เลยคนที่เข้ามาสู่คอร์สปฏิบัติธรรม ทุกคนจะอยากให้คนที่เขารักเข้ามาได้สัมผัสด้วย ก็ลองคิดดูผมก็เช่นกันเมื่อผมได้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าขึ้นมาบ้าง แล้วก็ได้เห็นจริงๆ ว่าสามารถทำให้ทุกข์ลดลงได้ มันไม่มีใครที่จะอดได้ที่จะเผยแผ่ที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป แล้วผมก็อยากให้ทุกๆ คนหันกลับมาแล้วก็สนใจ ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่อยากให้ปัญญาการตรัสรู้ของพระองค์ท่านสูญหายไป
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่วันนี้ชาวพุทธทั้งหมดกลับไม่รู้เลยว่ามรรคมีองค์ ๘ คืออะไร ผมก็จะฝากชาวพุทธทั้งหมดเอาไว้เพียงแค่นี้ อย่างน้อยที่สุดให้เรากลับมาเข้าใจได้ สอนลูกหลานของเรา
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
บทสัมภาษณ์ประวัติการเดินทางของชีวิต
จากรายการทรูปลูกปัญญา
https://www.youtube.com/watch?v=UkJcEeVRzSA