อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ วิธีดูว่าเราภาวนาก้าวหน้าเพียงไร

อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ วิธีดูว่าเราภาวนาก้าวหน้าเพียงไร
อานนท์ !

อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้

อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ

อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา.

ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า

“อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต)

เป็นของหยาบ ๆ (โอฬาริก)

เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน);

แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคือ อุเบกขา” ดังนี้.

(เมื่อรู้ชัดอย่างนี้)

อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ

อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.

อานนท์ !

อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – ทั้งเป็นที่ชอบใจ และไม่เป็นที่ชอบใจ

อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป เร็วเหมือนการกระพริบตาของคน

อุเบกขายังคงดำรงอยู่.

อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย

ในกรณีแห่ง รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.

อินทริยภาวนาสูตร
อุปริ. ม. ๑๔/๔๐๙/๘๕๖
ถ้าหากมีใครสักคนหนึ่งปฏิบัติธรรมเเล้วอยากจะรู้ว่าตัวเองก้าวหน้าไหม ไปถามคนนั้นคนนี้คนโน้น เอาล่ะ อันนั้นตอบกันเอง
อยากจะรู้คำตอบ ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าใครสักคนปฏิบัติเเล้วถ้าชมขนาดนี้เลย บอกว่าคนนี้แหละอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ โอ้โห คงดีใจน่าดู เเล้วต้องดับไปไวดุจกระพริบตาด้วยในตอนอารมณ์ดีใจ ไม่งั้นคงไม่ใช่อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจเเละไม่เป็นที่ชอบใจ
ถ้าท่านคุยโทรศัพท์ทะเลาะกับเเฟน ทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับลูก ทะเลาะกับใครก็ได้ โดนพ่อแม่ดุก็ได้ กำลังอารมณ์ไม่เป็นที่ชอบใจ วางหูปั๊บ เห็นเเล้วเป็นเเค่ของปรุงเเต่งเเบบหยาบ ๆ แต่มีสิ่งโน้นเป็นที่ระงับ กล่าวคืออุเบกขา ละปั๊บ!จิตเข้าสู่อุเบกขาดับลงไปไวดุจกระพริบตา อุเบกขายังคงเหลืออยู่ กดโทรศัพท์วางปั๊บ! เข้าสู่อุเบกขาเลย นี้แลเรียกว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ ท่านเป็นอย่างนั้นไหม
อีกสองวันถึงจะชั้นเลิศ? สองวันบางทียังเอาไม่อยู่เลย ยังวนกลับไม่หยุดเลย เพราะเราไม่ได้ฝึกที่จะละ วันนี้ทุกอย่างยังค้างเติ่งไปหมด มาทำอะไรก็ค้างเติ่งไปหมด เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปเเล้วก็ยังค้างเติ่งอยู่นั่นแหละ
ทานข้าวเสร็จ โอ้ มื้อนี้อร่อย มื้อนี้ไม่อร่อย ก็ยังเดินคิดถึงเรื่องอร่อยไม่อร่อย …สมมุติว่าท่านไปกินข้าวกับเพื่อนวันเสาร์ วันอาทิตย์เเล้วก็กินเสร็จเเล้วก็ “อู้ร้านนี้อร่อยจริง ๆ นะเธอเอ้ย! ครั้งหน้าเราต้องมาร้านนี้อีกนะ เอออย่าลืมโทรมาชวนด้วยนะ” พูดอยู่นั้นแหละ เพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่นั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่ตอนที่เดินออกมาจากร้าน หรือว่าตั้งแต่วางช้อนตั้งแต่กลืนคำสุดท้ายไป มันหมดไปตั้งนานเเล้ว
มัวเเต่นั่งเลียซาก เล็มซากอยู่นั้น ไม่ได้มีของจริงเเล้ว เหมือนพวกไฮยีน่านั่งกินซาก ซากลอย ๆ เน่า ๆ พูดกันอยู่นั้น จะเห็นไหมว่าทุกคนมีเเต่คนเลียซาก ไม่มีเเล้วเหตุการณ์พวกนั้น
เหมือนไปเที่ยวไหนมา เเล้วก็กลับมาก็ยังพูดถึงที่นั้นอยู่เลย มันอยู่ไหนเหรอ มันผ่านไปตั้งนานเเล้ว ไม่มีของจริงอยู่เเล้ว เเล้วก็นั่งเลียซาก เล็มซาก กินซากกันอยู่นั้น
เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฝึกอย่างนั้น ไม่ถึงอย่างนี้นะ ถ้ายังเลียไม่หยุด
ของที่มันดับมันหายไปตั้งนานเเล้ว
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยาย
คอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาเบื้องต้น”