การปฏิบัติ บนเส้นทางอริยมรรคมีองค์แปด จนถึงที่สุดแห่งทุกข์

เวลากัดกินเรา
ทุกข์เริ่มจากการมุ่งร้าย การเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่น

จัดการด้วยการมีศีล ศีลจะดูแลกายและวาจาที่จะไปเบียดเบียนพยาบาทผู้อื่น

ทุกข์มาจากการไปเสพติดกามคุณเช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส พูดง่าย ๆ คือหลงเป็นทาสวัตถุนิยม แบรนด์ดัง อาหารอร่อย ฯลฯ จัดการด้วยเนกขัมมะ พรากออกจากกามที่หลงยึดไว้

ถ้าไม่พรากไม่รู้นะ

พรากออก อดทน สู้ไม่ถอย

ให้เห็นโทษภัย

เมื่อพรากกามคุณและไม่ทำอกุศลทางกายทางวาจาได้ จิตใจจะสงบในระดับที่ง่ายต่อการเจริญสมาธิ เพื่อการจัดการกับทุกข์ในระดับจิตใจต่อไป

ทุกข์มาจากใจที่ไปคิดเรื่องอกุศล สาเหตุมาจากสิ่งที่สั่งสมมายาวนาน ทั้งเห็นแก่ตัว อยากได้ไม่อยากให้ เห็นแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่น ตัวเองดีหมด

เพียรละอกุศลในใจ ละอกุศลเจริญกุศล รู้ลมไว้

เติมกุศลในใจ เพียรเจริญกุศลไว้ คือ อานาปานสติก็ดี เมตตาก็ดี ฯลฯ

รู้ลมหายใจไว้มากๆ

ในชีวิตช่วงไหนว่าง รู้ลมหายใจ

อ่านอยู่หยุดอ่านตรงนี้เลย.. รู้ลมแทน..

หลาย ๆ ครั้งแล้วค่อยอ่านต่อ

ระยะนี้ อกุศลจะถูกชำระด้วยกุศล โดยหลักการแน่นอนว่าอกุศลต้องลด กุศลต้องเพิ่ม ผลคือจะสงบสุขในใจมากขึ้นแน่ ๆ จิตใจจะตั้งมั่น เป็นสุขสงบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากการรู้ลม

จากนี้การนั่งสมาธิจะสงบขึ้นเองโดยธรรมชาติ ช่วงนี้ทำทั้งในรูปแบบและในชีวิตประจำวันไว้ให้มาก

ศีลก็บริบูรณ์ไม่ว่าร้ายใคร ไม่เบียดเบียนด้วยกาย

เริ่มพรากออกจากการยึดติดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้มากขึ้น

จิตใจจะสงบตั้งมั่นปราศจากนิวรณ์มารบกวน

อกุศลในใจก็ละไปด้วยการรู้ลมแทน

เมื่อรู้ลมก็เกิดเวทนาขึ้นเฉพาะคืออุเบกขา

ทุกข์เริ่มลดลงลดลง ความตั้งมั่นของจิตจะสูงขึ้น

จะเริ่มเห็นว่าทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ก็ดับไป

สุขเกิดขึ้น สุขก็ดับไปเฉยๆ

เกิดขึ้นเฉย ๆ ก็ดับไป จนเห็นสรรพสิ่งภายนอกก็เช่นกัน

ความรู้ความเห็นเข้าไปในระดับจิตมากเข้า ไม่เหมือนเมื่อก่อนมันรู้ระดับสมอง

เมื่อความคิดเกิดขึ้น สติระลึก กลับมารู้ลม

จังหวะนี้จะเห็นว่าวิญญาณตั้งอาศัยที่สังขาร เกิดเป็นอารมณ์ในคิด เมื่อละมารู้ลม วิญญาณจะดับลง จากสังขารมาเกิดขึ้นที่รูปแทน

สักพักก็เผลอไปคิดอีก ก็ทำนองเดียวกัน วิญญาณดับลงจากรูปแล้วไปเกิดที่สังขารอีก

จะเห็นการเกิดดับในอย่างนี้ไปเรื่อย รวมถึงในขันธ์อื่น ๆ ด้วยคือ เวทนา (ความพอใจ ไม่พอใจ เฉย ๆ) สัญญา (ความจำได้หมายรู้)

จะค่อย ๆ เห็นว่าไม่มีเรา

ขันธ์ทำงานกันเอง

เมื่อมีผัสสะมากระทบก็จะเกิดเป็นอาการต่าง ๆ เป็นผลออกมาหรือจะเรียกว่าพฤติกรรมก็ได้

แสดงว่าหากจะเปลี่ยนพฤติกรรมใครต้องไปแก้ที่สันดานที่สั่งสมมา

ความเพียรในการละทั้งหลาย ตั้งแต่ศีล มาจนความเพียรละอกุศลในใจ จนความเพียรสร้างกุศลนั้นเริ่มไปเปลี่ยนสันดานใหม่ ตรงนี้อยู่ในมรรคตั้งแต่ข้อ 2 3 4 5 6

เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนสันดานเดิม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปจัดการกับความเคยชินในการตอบสนองเป็นอกุศลนั้น จะทำให้มันดำเนินไปตามสัญชาตญาณเดิมแน่ ๆ ตรงนี้มันจะกลายเป็นว่างแบบปุถุชนไม่เป็นโลกุตระมรรค

เมื่อสันดานเดิมเริ่มเปลี่ยนมาเป็นนิสัยที่เป็นกุศลเป็นหลัก ใจจะสงบเยือกเย็นไม่เร่าร้อน

จิตจะตั้งมั่นได้ง่าย เห็นการเกิดดับ

จนเบื่อหน่ายคลายความยึดถือในความทุกข์ความสุขในสรรพสิ่งภายนอก

จะเริ่มปล่อยวาง

จะเกิดการดับว่าง

จากจุดเป็นเส้น

จากน้อยไปมาก

เห็นความจริงโดยลำดับ

จนสามารถละความเห็นผิดว่ากายเป็นเราจิตเป็นเรา ทุกข์ลดลงมหาศาล เพราะที่ทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเห็นผิดว่ามีเรานี่ล่ะ

จากนั้นแม้ละความเห็นผิดลงไปได้แล้ว เพราะจากการเฝ้าสังเกตุรูปนาม (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) มาตลอด เข้าใจว่าขันธ์ทั้งหลายเกิดดับ (แต่วิญญาณหรือจิตกลับไม่เห็นว่าตัวเองก็เกิดดับ) จิตจึงยึดถือความรู้หรือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการเฝ้าดู
ตรงนี้หากไม่ใช้การละอารมณ์ให้วิญญาณดับจากขันธ์นามธรรมมาเป็นรูป หรือที่เรียกว่ากายคตาสติ ในการเจริญภาวนามาตั้งแต่ต้นจะเกิดปัญหาตรงนี้มาก เพราะจิตไม่เห็นตัวเองดับ เราคิดเอาเองก็ไม่ได้เพราะเข้าต้องเห็นเอง สร้างเหตุไว้อย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น รู้แล้วต้องปล่อยต้องทิ้งทันทีให้วิญญาณดับลงไปด้วย ไม่ให้สืบเนื่องไปในขันธ์ของนามธรรมให้ละแล้วมาอยู่กับรูป

ถึงตรงนี้จิตจะคลายความยึดถือในขันธ์ อารมณ์ต่าง ๆ เริ่มดับไป ดับไป ไม่เข้าไปยึดถือ ทำอะไร (ในจิตใจ) ก็เงียบไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ กุศลก็ไม่เอา ไม่ยึด ไม่ปีติ ไม่หลงเสพอีก แต่ก็ทำกุศลไปไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนรูปธรรมทั้งหลายไม่สามารถทำความกระทบกระเทือนต่อจิตได้อีก จิตโปร่งเบาเป็นอิสระจากรูป หมดความเกาะเกี่ยว ไม่ดึงเข้าไม่ผลักออกต่อรูป เสียง กลิ่น รส ที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย อีก ใครทำอะไร ๆ ก็ไม่เอาโกรธอีก ไม่เห็นมีอะไร

จากนั้นทุกข์เบาบางเต็มที จะเหลืออยู่ที่ยังทุกข์บ้างก็เพราะไปยึดในกุศลบ้าง ในทิฏฐิบ้าง ฯลฯ ก็เพราะยังไม่เห็นสัพเพธัมมาอนัตตา ดังคำกล่าวของปฏาจาราเถรี

“นอกจากทุกข์แล้วไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรตั้งอยู่
นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรดับไป”
สิ่งเกิดดับล้วนเป็นทุกข์ สิ่งเป็นทุกข์เป็นอนัตตา”
อนัตตาคือสิ่งทั้งปวงมีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับ สิ่งนี้แม้จะว่างจากตัวตน แต่ยังมีเหตุเกิดอยู่

เมื่อเห็นถึงที่สุด วางในขั้นสุด ก็เข้าสู่สุญญตา ที่ที่ไม่มีเกิด ไม่ดับอีกต่อไป

ปล่อยจากความยึดถือสิ่งเกิดดับ

“ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ!”

ตัวขันธ์เองก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อเห็นแจ่มแจ้งในอริยสัจ ๔ จิตเองจึงปล่อยความยึดถือในขันธ์

พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่า นิพพาน

ผู้รู้ที่เป็นวิญญาณเกิดดับก็ถูกปลดปล่อย สติก็เป็นธรรมฝ่ายเกิดดับ ถึงสภาพนี้สรรพสิ่งกลายเป็นความเคยชิน หมดเจตนาต้องถือต้องประคอง

อิสระ

เกิดเป็นวิมุตติญาณทัสนะ ไม่ยึดอะไร ๆ มาเป็นเราอีกต่อไป

ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่ตรงนี้

“ชาติสิ้นแล้ว พรมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ต้องทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”
สรุป

1. ละบาป ระดับกายวาจา ใช้ศีล

2. ละการยึดติดกามคุณ เนกขัมมะ ถอนความยินดีในวัตถุนิยม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

3. เพียรละอกุศลในใจ ละไปเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน

4. เพียรเจริญกุศลในใจ อานาปานสติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ

5. ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นการเกิดดับในสรรพสิ่งทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในสำคัญมาก

6. เมื่อทำถูก ต้องรู้สึกคลายความเครียดในสิ่งต่าง ๆ ลง สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์

7. เมื่อเห็นจนเต็ม ศีลไม่บกพร่อง เผลออย่างไรก็ไม่มีวันทำผิดอึก ไม่ต้องเจตนาในการถือศีล ใจรู้สึกเป็นกลางไม่ดิ้นรน เจริญกุศลต่อไป ช่วยเหลือสังคม อยู่ด้วยแล้วคนรอบข้างสัมผัสความสุขจากเรา อารมณ์ไม่วูบวาบ

8. เจริญกุศล เจริญสติโดยเห็นฐานต่าง ๆ ไม่ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนเกิดดับ ว่างจากตัวตน มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ จนวันหนึ่งเหตุเกิดก็ถูกชำระ จึงดับตลอด เมื่อดับก็ว่าง เมื่อว่างก็สงบเย็น จุดนี้อกุศลถูกละจนเบาบาง เป็นระดับละเอียดก็ละไปเรื่อย ๆ ละเพื่อให้เห็นวิญญาณเองก็เกิดดับไปอย่างนั้นผู้รู้จะแข็งแรง

9. กุศลเต็ม ทำกุศลหมดความยึดถือในกุศล ทุกสรรพสิ่งทำแล้วไม่ยึดถือ รวมทั้งว่างจากผู้กระทำ หมดผู้ทุกข์ หมดถูกผู้กระทำ อยู่นอกเหตุ เหนือผล ที่ผ่านมาทำเหตุสร้างเหตุมา จนทั้งเหตุก็พอ ผลก็เต็ม หมดความยึดถือทั้งปวง สงบเย็น จบพรหมจรรย์

เดินทางอยู่ตรงไหน
ขาดอะไร
ลองตรวจสอบดูคร่าวๆ

สำคัญคือต้องสู้
เพียรไม่หยุด
อย่าเอาแต่สุนกสนานไปวัน ๆ
หลงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปในใจ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม