การปฏิบัติธรรมไม่ใช่แค่เห็นการเกิดดับ!

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่แค่เห็นการเกิดดับ
ผมเห็นการเกิดดับ อย่างนี้ใช่ไหมครับ?
นี่คือคำถามยอดฮิต
แล้วเห็นยังไงล่ะ ?
คือผมเล่นเกมส์ เห็นอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งพอใจและไม่พอใจ เกิดขึ้น ดับไปตลอดเวลาเลย ผมต้องทำยังไงต่อครับ เห็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นก้าวหน้าเลย
ดิฉันก็เห็นการเกิด-ดับเช่นกัน วันก่อนไปเดินช้อปปิ้ง เห็นความโลภเกิดขึ้นเวลาที่เห็นของที่ถูกใจ ความโกรธเกิดขึ้น เวลาที่ถูกขัดใจหรือต่อของที่อยากได้แล้วไม่ได้ แล้วดิฉันต้องทำยังไงต่อคะ เห็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นก้าวหน้าเลย
การเกิดดับที่เราพูดถึงนั้น เป็นสภาพเกิดดับที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่นใบไม้ร่วง ฝนตก เสียงต่าง ๆ อารมณ์พอใจ ไม่พอใจ หรือลมหายใจ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นของเกิดขึ้นดับไปตลอดเวลา ถ้ามีใครเข้าไปสังเกตก็จะต้องเห็นแน่นอน
ไม่ต้องนักปฏิบัติอะไรมากมายก็เห็นได้ เพราะของมันมีอยู่แล้ว อาทิเช่น ลมหายใจ หายใจเข้าเดี๋ยวก็หายใจออก หายใจออกเสร็จเดี๋ยวก็หายใจเข้า ลมหายใจเข้าก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นลมหายใจออก เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป อย่างนี้เกิดอยู่ทุกเวลา ทุกวัน สังเกตก็เห็น
แต่วัน ๆ เห็นไหม ? ไม่เห็นหรอก เพราะมัวแต่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำโน่นนี่ทั้งวัน ยุ่งทั้งวัน
อย่างนี้ที่คนชอบพูดว่าได้เห็นการเกิดดับ
แล้วถูกไหมล่ะ ?
ปฏิบัติแล้วเห็นอย่างนี้ ก็เห็นถูกแล้ว เพราะของมันเกิดดับอยู่แล้วนี่ แน่นอน หากมีปัญญาจริง ๆ ก็พอจะสร้างความเข้าใจต่อไปได้ถึงความเป็น รูป-นาม ของสรรพสิ่ง แต่เชื่อเถอะว่าบันไดก้าวนี้ห่างเกินไป
เปรียบเสมือน เดินขึ้นบันไดจากชั้นล่างขึ้นชั้น ๒ เท้าขวาก้าวขึ้นบันไดขั้นที่ ๑ แต่พอจะเหยียบก้าวต่อไปเท้าซ้ายพยายามจะก้าวไปเหยียบขั้นที่ ๑๐ คิดว่าจะไปต่อได้ไหม ?
ใช่.. ก้าวไม่ถึงหรอก
เพราะไม่รู้จัก “มรรค” จึงทำให้ปฏิบัติตาม ๆ กัน เขาว่าดีก็ดีตามเขา บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ คนเขาเข้าใจได้ เขาอาจจะไม่ได้อยู่ขั้นที่ ๑ หรอก เขาอาจจะเหยียบอยู่ขั้นที่ ๘ ขั้นที่ ๙ แล้วก็เป็นได้ การก้าวไปขั้นที่ ๑๐ มันก็เป็นธรรมดาที่เขาก้าวได้อยู่แล้ว
เราจึงควรมาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
การเห็นการเกิด-ดับ คืออะไรกันแน่?
การเกิดดับแยกให้เห็นได้เข้าใจ ๒ ประเภทคือ
๑. การเห็นการเกิดดับที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อย่างเช่นที่อธิบายไปแล้วข้างต้น
๒. เกิดการดับเพราะเจริญมรรค ตรงนี้เข้าไปเห็นสภาพของการปล่อยวาง “ขันธ์” ลงชั่วขณะ หรือวางอุปาทานหรือดับสภาพ สักกายทิฏฐิ คือสภาพความเห็นผิดลงได้ชั่วคราว จึงเห็นการดับจากของปรุงแต่งที่สร้างขึ้นโดยความ “ไม่รู้ ” ไปสังเกตเห็นในฌาน ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปว่า สภาพนั้นว่างจาก สักกายทิฏฐิ หรือความเห็นผิดในความเป็นตัวตน ในขณะที่ปราศจากเจตนาของการสังเกต
ดังนั้นจึงเห็นว่าการเกิดดับของทั้ง ๒ ประเภทนั้นจึงแตกต่างกัน
อย่างแรกเข้าไป “สังเกต” ของที่มีอยู่ ส่วนประเภทที่ ๒ นั้น เกิดจากการ “ปล่อยวาง” ความยึดถือหรือการปรุงแต่งลงได้ชั่วคราว ซึ่งเป็นผลจากการเจริญมรรค
แล้วทั้ง ๒ ประเภทนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงหรือมีความสำคัญอย่างไร ?
การดับในประเภทที่ ๑ นั้น จะไม่หมดไปหากไม่เจริญมรรค เพราะเนื่องจากการสร้างเหตุเกิดให้มันตลอดเวลา ดังเช่นฟองก๊าซไข่เน่าในบ่อน้ำเน่าที่ผุดขึ้นตลอดเวลา จะไม่มีวันหมดไปหากยังคง “ทิ้งขยะ” ลงในบ่อน้ำเน่านั้น และไม่มีการจัดการกับขยะที่มีอยู่แล้ว รวมถึงน้ำที่เน่าอยู่และดินโคลนใต้น้ำที่หมักหมมเน่าเหม็นมายาวนาน
ย้อนกลับมาสร้างความเข้าใจในตัวอย่างที่ยกไว้ในตอนแรก …เขาเห็นอารมณ์ที่เกิดดับจากการเล่นเกมส์ นั่นคือการเห็นฟองก๊าซไข่เน่าที่ผุดขึ้นตลอดเวลาจากบ่อน้ำเน่า
การเล่นเกมส์ คือ การโยนขยะลงไปเพิ่มในบ่อน้ำเน่านั้นนั่นเอง
ดังนั้น คำถามที่ถามว่าต้องทำอย่างไรต่อเพราะไม่เห็นก้าวหน้าเลย ก็จะก้าวหน้าอย่างไรกัน มันจะถอยหลังเอาด้วยซ้ำ
แล้วต้องทำอย่างไร?
๑. หยุดเล่นเกมส์ เพราะจะเห็นทันทีว่าเราติดเกมส์ เมื่อนั้น “ความอยาก” จะเกิด นั่นคือตัณหา เร่าร้อนใจล่ะทีนี้ คราวนี้จะเข้าใจได้เองว่า เรามีสภาพไม่ต่างจากคนติดบุหรี่หรือยาบ้า ถ้าหากการติดนั้นไม่มากนักก็เหมือนคนอยากบุหรี่ แต่ถ้าเสพติดรุนแรงไม่ได้เล่นเกมส์แล้วออกอาการกระฟัดกระเฟียดอารมณ์เสียเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด นั่นแสดงว่าเสพติดรุนแรงมากเหมือนติดยาบ้าแล้ว อย่างนี้ทุกข์นะ ตกลงเล่นเกมส์นั้นมีความสุขหรือสร้างความทุกข์กันแน่
เอาให้แน่ .. เข้าใจไหม อย่างนี้จึงจะเกิดปัญญา พาไปสู่การถอดถอนในอนาคต
ดังนั้นนี่จึงเห็นเหตุว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงให้ความสำคัญกับการ ” เนกขัมมะ ” ในมรรคองค์ที่ ๒ ที่เป็นปัญญา
เพราะเมื่อรู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุให้เกิดทุกข์ ในมรรคองค์ที่ ๑ แล้ว จะเป็นเหตุปัจจัยให้มรรคองค์ที่ ๒ เกิด คือการเนกขัมมะออกจากกาม ไม่มุ่งร้าย ไม่เบียดเบียน เมื่อนั้นจะเห็นได้เองว่าการติดเกมส์ หรือกามคุณต่าง ๆ ส่งผลเป็นความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจ ควรจะพรากออกมา หรือใช้อย่างระมัดระวังหากยังจำเป็นต้องใช้อยู่
๒. หากสิ่งนั้นไม่ใช่เกมส์ที่จะหยุดได้เช่น การใช้ Line ในการส่งข้อความ หากใช้ในการส่งข้อความเพื่อเป็นการให้ความสะดวกในการสื่อสาร ก็คงไม่สร้างปัญหาอะไรมากนัก แต่บางคนติดเล่นเพราะสติกเกอร์ที่ส่ง มันสร้างตัวสร้างตน อวดตัว ปรุงแต่งภายในสารพัด ไปให้อาหารอวิชชา ทำให้เกิดราคานุสัย สร้างเชื้อให้ราคะต่อสิ่งอื่น ๆ ผุดขึ้นมาได้ง่ายดายเพราะชินกับราคะอยู่แล้วอย่างนี้ก็ ลด ละ เลิกเสียเถอะ
ดังนั้นการใช้ของต่างๆ จึงมี ๒ สภาพ คือ เริ่มจาก “ขันธ์” ติด ..ถ้าไม่โง่ ใจก็ไม่ร้อนรุ่ม ผลักดันให้เป็นตัณหาเร่าร้อน แต่ถ้าโง่ เพราะมีอวิชชา เมื่อขันธ์ติด ก็จะมีผู้ทุกข์ล่ะงานนี้
จากนั้นก็จะกลายเป็นพลังผลักดันให้เป็นเหตุเกิดของสรรพสิ่งต่อไป
การเจริญมรรคทั้ง ๘ องค์ จึงมีความสำคัญมาก ที่จะไปตัดต้นเหตุต่าง ๆ ที่จะไม่ทิ้งขยะเพิ่ม รวมถึงการชำระพื้นบ่อด้วยศีล ถ่ายน้ำเน่าออกด้วยการชำระจิตในมรรคองค์ที่ ๖ สนับสนุนให้เกิดปัญญาถอดถอนความเห็นผิดด้วยมรรคองค์ที่ ๗ และ ๘ ไปสนับสนุนความเห็นถูกให้มรรคองค์ที่ ๑ เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะมีแรงสนับสนุนจากมรรคองค์ที่ ๗ และ ๘ นั่นเอง
เมื่อนั้น สัมมาทิฏฐิ ความเห็นอันถูกต้องก็จะเกิดมากขึ้น ๆ โดยลำดับ
เมื่อละกาม ละธรรมอันเป็นอกุศล จิตจะตั้งมั่นเห็นความจริงว่าเรากำลัง “ยึด” ของเกิดดับเข้าเสียแล้ว แล้วแถมไปสร้างตัวตนในของที่ไม่มีตัวตน ไปยึดถือของไม่มีตัวตนขึ้นมาเป็นของเรา เป็นเรา เป็นอัตตาของเรา จากนั้นจะเกิดการปล่อยวางความเห็นผิดหรือความยึดถือลง ตรงนี้จึงเป็นการดับ ที่เรียกว่า “นิโรธ”
ดังนั้นที่ชอบพูดกันว่าเห็นการเกิดดับน่ะ ..เห็นแบบไหนล่ะ ?
เห็นการดับจากการเจริญมรรค .. นี่เกิดเป็นนิโรธ
หากเห็นของที่ เกิดขึ้นดับไปตามธรรมชาติ ก็เห็นไปสร้างปัญญาในวันข้างหน้า ..แต่วันข้างหน้าจะมีได้ ก็ด้วยการเจริญมรรคนั่นเอง
คำถามคำตอบที่เกิดในคอร์สพื้นฐานคอร์สหนึ่ง วัยรุ่นคนหนึ่งมาเข้าคอร์สปฏิบัติ บอกว่าเคยเข้าปฏิบัติที่นั่นที่นี่มาแล้ว เพิ่งมาเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมทำไม แล้วก็สามารถเห็นการเกิดดับในคอร์สนี้…
อาจารย์ : “ปรกติใช้โน๊ตบุ๊ค โปรแกรม window รึเปล่า?”
ผู้ปฏิบัติ : “ใช้ครับ”
อาจารย์ : “ถ้าเราสังเกตที่จอของโน้ตบุค จะเห็นจอเกิด ๆ ดับ ๆ ตลอดเวลาถูกไหม?”
ผู้ปฏิบัติ : “ถูกครับ”
อาจารย์ : “แต่การที่เรามาปฏิบัติ เรามากด CTL ALT DEL นะ เวลาที่เครื่องมันแฮงค์ จนกระทั่ง วันหนึ่งจะ Shut Down เครื่องคอมไปเลยรู้ไหม ไม่ได้แค่มาดูจอกระพริบนะ”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖