เจ้ากรรมนายเวรก็คืออวิชชานั้นเอง

เจ้ากรรมนายเวรก็คืออวิชชานั้นเอง
หากในหลักสูตรนี้มีใครสักคนรับประทานอาหารเช้าพรุ่งนี้เเล้วชักตาตั้ง! น้ำลายฟูมปากดิ้นพราดๆ ตกเก้าอี้ลงไปเลย คนข้างๆ ช่วยกันประคองเเล้วก็เรียกหมอ มีใครเป็นหมอๆ มาช่วยดูหน่อย! สักพักน้ำลายฟูมปากเลือดไหลออกจมูกออกหูออกตาเเล้วขาดใจตาย! ผู้คนจะตกใจมาก ซวยจริงๆ คนนั้นเป็นทุกข์ตาตั้งขึ้นมาเลย (โอ๊ย! ช่วยผมด้วย ผมหายใจไม่ออก ทนทรมานมากเเล้วก็ตายเลย) คนเเถวนั้นบอกว่าไปทำกรรมอะไรมาเนี่ย! ตายในศูนย์ปฏิบัติธรรมเลย เจ้ากรรมนายเวรเเรงจริงๆ
ถ้ามาบอกผม ผมจะบอกว่าโชคดีเเล้วที่ตายในศูนย์ปฏิบัติธรรม พักเหตุการณ์นี้ไว้ก่อน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปที่บ้านนายจุนทะ เสวยสูกรมัททวะ หลังจากนั้นให้ฝังดินให้หมด จากนั้นท่านเริ่มอาพาธหนัก อาหารเป็นพิษ ทุกอย่างกระบวนการเหมือนกันเลย จนกระทั่งดับขันธปรินิพพาน สองเหตุการณ์นี้เหมือนกันถ้าจะบอกว่ารับวิบากเหมือนกัน ความต่างกันอยู่ตรงไหน
ผู้ชายคนที่ชักตาตั้งที่นี้ทุกข์มากกับวิบากที่เกิดขึ้น เเต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ทุกข์กับมันเลย
เพราะฉะนั้นอะไรล่ะเป็นเหตุที่ต่างกัน เมื่อท่านเข้าใจวิบากทั้งหลายเกิดขึ้นที่ขันธ์ เเต่หากยังโง่มีอวิชชาไปยึดขันธ์มาเป็นของเราจึงทุกข์ใจ ใจจึงเป็นทุกข์เเล้วก็สร้างเหตุเกิดต่อไปเรื่อยๆ เเล้วก็พบกับการเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป
หากเจ้ากรรมนายเวรที่เราพูดถึงคือคนที่ทำให้เราทุกข์ เราพูดถึงผู้ชายคนที่กินข้าวเเล้วชักตาตั้ง เขาคงมีเจ้ากรรมนายเวรมาตามจองล้างจองผลาญ ผมว่าไม่ใช่
วิบากเกิดที่ขันธ์ คนที่ทำให้เขาทุกข์คือจิตโง่ที่ไปยึดร่างกายนี้เป็นของเรา ไปยึดขันธ์มาเป็นของเราก็เลยทุกข์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีอุปาทานในขันธ์ ไม่ได้ยึดขันธ์นี้เป็นของเรา ท่านถึงที่สุดไปเเล้ว เเล้วจะทุกข์กับมันได้ยังไง ถ้าจะบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรในสองเหตุการณ์นี้คนหนึ่งทุกข์ พระองค์ไม่ทุกข์
เจ้ากรรมนายเวรก็คืออวิชชานั้นแหละ ที่โง่ไปดึงมาเป็นของเราเอง ถ้าไม่ยึดมันจะไปทุกข์ได้ยังไง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยาย ในคอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น