พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก กายไม่ลำบาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก กายไม่ลำบาก
เวลาท่านนั่งคิดอะไร ผลจะออกมา 3 อย่างที่เป็นอารมณ์คือ สุข ทุกข์ เเล้วก็เฉยๆ เพราะทุกวันท่านก็นั่งคิดกันอยู่ทั้งวันอยู่เเล้ว เผลอคิด เหม่อคิด นั่งในรถก็เผลอคิด มันจะออกมาเป็นผล 3 อย่าง ไม่สุขก็ทุกข์ ไม่ทุกข์ก็เฉยๆ มีอยู่ 3 อย่างไม่ได้มีมากกว่านี้ มีอยู่เเค่นี้เวทนา
เเต่พอกลับมารู้ลมหายใจ พอเรารู้ลมสักพักเกิดเป็นอุเบกขาความสงบทั้งใจเเล้วก็กายด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่รู้ลมเห็นไหมครับว่าหวยล็อกออกหน้าเดียวไม่มีหน้าอื่น เเต่ถ้าปล่อยให้อยู่กับสังขารการปรุงเเต่งจะออก 3 หน้า ไม่สุขก็ทุกข์ ไม่ทุกข์ก็เฉยๆ เเล้วท่านจะรู้เองว่าทุกข์เป็นหลัก สุขมีน้อยๆ เฉยๆ ก็มีบ้างเวลาเหม่อๆ เป็นเฉยเเบบเดรัจฉาน เป็นเฉยๆ นี้ไม่ใช่อุเบกขาที่เป็นอุเบกขาอารมณ์ที่ประกอบด้วยสตินะ อันนี้เป็นอทุกขมสุขคือไม่รู้ว่าจะสุขหรือจะทุกข์ดีมันอยู่กลางๆ อยู่ภายใต้อำนาจของโมหะเต็มๆ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่รู้ลมเมื่อนั้นเกิดเป็นความสงบ เกิดเป็นอุเบกขา
นี้คือสาเหตุทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ให้ใช้กายคตาสติเป็นที่ตั้งของจิต ให้วิญญาณเกาะกายคตาสติเอาไว้ เพราะผลเป็นอุเบกขาเเล้วอาศัยอุเบกขานำทางเข้าสู่พระนิพาน ไปปล่อยอุเบกขาอีกครั้งหนึ่งตอนปลายทาง เพราะอุเบกขาเองยังเกิดๆ ดับๆ เมื่อไหร่เห็นการเกิดดับของอุเบกขาในวันข้างหน้าเเล้วก็ปล่อยอุเบกขาอีกครั้งหนึ่งจะเข้าสู่สุญญตา นี้คือเส้นทางเดินที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนเเล้วก็บอกสาวกเอาไว้อยู่เเล้วไม่ได้มีอะไรยากเย็น
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น