ต้องมี “สัมมาทิฏฐิ” จึงจะรู้ว่าสิ่งที่ทำถูกหรือผิด

ต้องมี สัมมาทิฏฐิ จึงจะรู้ว่าสิ่งที่ทำถูกหรือผิด
เรื่องของความเชื่อ ผมพยามที่จะอธิบายให้ท่านได้เข้าใจ ถ้าพูดเฉยๆ มันนึกไม่ออก “..แล้วมันเป็นยังไงหรอความเชื่อมันผิดยังไงอย่างที่เราเชื่อ..”
มันไม่ได้ผิดอะไรยังไงหรอกครับ แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้ตรงกับความจริง เพราะเราก็เชื่อ ทำไมเราถึงเชื่อ เพราะเราอาศัยเหตุผลในใจ แล้วอะไรเป็นที่มาของเหตุผลในใจ ก็จากประสบการณ์ของพวกเราทุกคน แล้วก็นำมาซึ่งเหตุผลในใจ แล้วก็จะมีเสียงบอกเสียงกล่าวอยู่ข้างใน ซึ่งมันอาจจะจริงหรือไม่จริงในการดำเนินชีวิต
ผมยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าเรื่องนี้เข้าใจง่าย แล้วผมก็มักจะนำไปยกตัวอย่างในที่ต่างๆ มันเกิดกับเด็กนักศึกษาคนหนึ่ง หลังจากเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเขาก็ออกมาเล่าให้ฟังในวันสุดท้าย ตอนที่เขาออกมาเล่าเขาอยู่ปี 4 เขาบอกว่าตอนที่เขาอยู่ประมาณปี 1 เป็นนักศึกษาปี 1
เย็นวันหนึ่งน้องชายเขากลับมาจากโรงเรียน แล้วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบ้าน แล้วก็ตะโกนว่า “พี่! ผมถูกจิ๊กโก๋ไล่ตี” พอเข้าได้ยินอย่างนั้นเห็นน้องชายวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เขาก็วิ่งขึ้นไปชั้นบนแล้วก็หยิบปืน ปี 1 เองนะครับ หยิบปืนแล้วก็วิ่งออกไปหน้าบ้าน เห็นจิ๊กโก๋กลุ่มหนึ่งวิ่งไล่น้องชายมา เขาก็ยิงสวนเลย จิ๊กโก๋ก็แตกฮือเลย แตกฮือแล้วก็วิ่งหนี เขาก็ไล่ยิงเลย จากนั้นเขาถูกตำรวจจับ ด้วยความที่อายุไม่ถึง 18 จึงได้รับการปล่อยตัว
เขารู้สึกว่าเขาทำถูก ที่เขาปกป้องน้องชาย ไม่มีอะไรผิดเลย แต่หลังจากที่มาเข้าคอร์สปฏิบัติแล้ววันสุดท้ายที่เขาออกมาพูดก่อนที่จะกลับบ้านเขาบอกว่า ผมรู้สึกว่าผมถูกมาตลอด จนกระทั่งมาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม วันนี้ผมรู้แล้วว่าผมทำผิด แต่ที่ผมสงสัยก็คือ ทำไมคนทุกคนที่ทำผิดเขาถึงรู้สึกว่าเขาทำถูก
คนในโลกนี้ทุกคนที่ทำผิดจะรู้สึกว่าตัวเองทำถูก เพราะมันมีเสียงบอกอยู่ข้างในว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องแล้ว ทุกคนเลย
แล้วอะไรจะเป็นคนบอกว่าเราทำถูกหรือเราทำผิด
นี่คือถามของเด็กคนนั้น เพราะเราเชื่อเสียงข้างในไม่ได้แล้ว เสียงข้างในที่พูด มันล้วนเข้าข้างตัวเราเองทุกครั้ง เราจึงไม่รู้เลยว่าเราทำถูกหรือเราทำผิดกันแน่ สังเกตไหมครับว่าเสียงข้างในของท่านจะพูดเข้าข้างท่านตลอด แล้วใครจะเตือนท่านล่ะทีนี้ ซึ่งมีคนบอกว่า “สติ” แล้วผมก็เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยก็จะตอบว่าสติกันทั้งนั้น
ขณะที่ท่านทำผิด สติไม่เตือนหรือ? ผมว่าเตือนนะ แต่ท่านไม่ฟังด้วย
แสดงว่าเตือนก็ยังไม่ฟัง แล้วดีไม่ดีเตือนก็เตือนแบบข้างๆ คูๆ เข้าข้างตัวเองไปอย่างนั้น ทุกคนถึงทำผิดกันได้ตลอดเวลา ถ้าใครจะโกงถ้าใครจะคอรัปชั่น ทั้งๆ ที่ทำผิดเอาของคนอื่น มันก็จะบอกว่า
“..เขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ ไม่ทำเดี๋ยวคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมด ก็ต้องตามน้ำกันไป..”
นี่ไง นี่ก็สติตัวหนึ่งล่ะ แต่มันไม่ประกอบด้วยปัญญา แล้วก็ไม่ใช่ของจริงด้วย
“..แล้วถ้าเราไม่เอาที่บ้านเราจะกินอะไรกัน ลูกเราก็ยังต้องเรียนหนังสือ แม่เราก็เจ็บป่วย เอาไปเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากหรอก..”
นี่ไง เสียงข้างใน แล้วมันเคยขวางการกระทำที่ผิดได้บ้างไหมวันนี้ ไม่มีเลย ไม่ใช่เสียงเหล่านี้หรือ หรือเสียงเหล่านี้แทนที่จะเป็นสติ มันดันกลายเป็นผลักเราลงเหวไปเลย
นี่ล่ะคือสิ่งที่เด็กคนนั้นถาม ผมว่าเด็กคนนั้นมีปัญญามาก ผมชอบคำถามคำนี้เพราะผมรู้สึกว่าเด็กคนนั้นมีปัญญามาก ที่เขามองเห็นความจริง เพราะว่าข้อสังเกตที่เขาตั้งขึ้นมานั้นจริงเลย
คำตอบที่ผมตอบเขา ที่เขาถามว่าแล้วอะไรจะเป็นเครื่องเตือน ผมไม่ได้ตอบว่าสติ แต่ผมตอบว่า “สัมมาทิฏฐิ”
ผู้ใดก็ตามที่เกิดสัมมาทิฏฐิ ผู้นั้นจะไม่ทำผิดอีก
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม “หมดเปลือก”

ฟังเนื้อหาท่อนนี้ออนไลน์ได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=18AsGKa1_kQ

สามารถดูวีดีโอคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ฉบับเต็มได้ในรูปแบบแผ่น DVD ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/p/28