ความทุกข์ในปุถุชน และในระดับพระอริยเจ้า

ความทุกข์ในปุถุชน และในระดับพระอริยเจ้า
พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ทุกข์ของปุถุชนหากเทียบกับน้ำเเล้วจะเทียบได้กับน้ำในบ่อที่กว้าง ยาว เเละลึก ๑ โยชน์ ถ้าให้พวกเรายุคนี้เข้าใจได้ง่ายก็คือ ๑๖ กิโลเมตร คิดดูเอา
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกข์ของคนทั้งหลายที่ยังไม่ฝึกเจริญสติจะมีมากมายเหลือคณานับ เเต่ทุกข์ของพระโสดาบันหากเทียบกับน้ำเช่นกันจะเท่ากับเอาใบหญ้าจุ่มลงไปในน้ำบ่อเดียวกัน เเล้วปล่อยให้น้ำหยดจนไม่สามารถหยดต่อไปได้ น้ำที่เหลือที่ติดปลายหญ้านั่นแหละเปรียบได้กับความทุกข์ที่พระโสดาบันยังมีอยู่
ซึ่งก็ถือว่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป เเต่ยังไม่หมดใช่ไหม
ดังนั้นพระโสดาบันก็จะเดินทางต่อไปโดยมีสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้งเเละนำพาเข้าสู่หนทางเเห่งการไม่กลับมาเกิดอีก เพราะการเกิดทุกคราเป็นทุกข์ร่ำไป ความตั้งมั่นก็จะสูงขึ้นมากขึ้นจนมีสติระลึกรู้ได้มากขึ้น ก็จะขยับขึ้นเป็นพระสกิทาคามี ในขั้นนี้การละกิเลสยังไม่มีเพิ่ม เเต่ความตั้งมั่น ความเห็นเเจ้งในสรรพสิ่งจะมีมากเเล้ว จนเห็นเต็มเปี่ยมเต็มรอบ เกิดการชำระกิเลสอีกสองตัวคือ พยาปาทะ ก็คือ ความพยาบาท ความโกรธนั่นเอง เเละตัวสำคัญอย่างยิ่งคือ กามราคะ ตัวนี้ไม่ต้องอธิบายเลย
ดังนั้นถึงตรงนี้ โยมจะเห็นว่าพระจะสามารถละจากสีกาทั้งหลายอย่างเด็ดขาด ไม่มีผลใดๆต่อจิตใจได้ ต้องเป็นพระอนาคามีเเล้วเท่านั้นจึงจะปลอดภัยจากสีกาทั้งหลาย
จากนั้นก็จะเห็นต่อไปว่า เเม้การรู้ เเม้สภาพรู้ก็ยังเป็นทุกข์ การยังมีจิตมีเจตสิกต่างๆ เป็นภาระอย่างยิ่ง จากนั้นก็จะเกิดการปล่อยจากการยึดถือเเม้เเต่จิต มีการประหารกิเลสตัวที่เหลืออยู่จนหมดจด อยู่กับขันธ์โดยไม่ยึดถือขันธ์อีกต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่นิพพานไป
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ดูจิตหนึ่งพรรษา”

ท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถดูหาอ่านได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
http://suanyindee.lnwshop.com/product/12/ดูจิตหนึ่งพรรษา