เพราะหนทางแห่งความพ้นทุกข์อยู่ที่นี่ อริยมรรคมีองค์ ๘

ถ้าเราจะมองให้เห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจความจริงของกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น เพราะวันนี้ หากเป็นหนังสักเรื่อง เรามาอยู่ที่ตรงกลางของเรื่อง จึงลำดับเหตุการณ์ไม่ค่อยจะถูก จะลองยกตัวอย่างให้พอจะเทียบเคียงได้
พื้นดินเป็นที่ลุ่มมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ วันหนึ่งเกิดฝนตกลงมา น้ำจึงเข้าไปในแอ่งนั้น แอ่งนั้นจึงกลายสภาพเป็นบ่อน้ำ ในวันแรกบ่อน้ำนั้นมีน้ำใสสะอาด จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นชาติ จากชาติเป็นสังสารวัฏ บ่อน้ำที่เคยมีน้ำใสในวันแรก เริ่มแปลสภาพเป็นบ่อน้ำสกปรก พื้นบ่อก็เกิดการหมักหมมมากขึ้น จึงเน่าเหม็นเกิดเป็นฟองก๊าซ ทุกๆ เวลาจะมีฟองก๊าซผุดขึ้นมาตลอด ฟองผุดมาได้อย่างไร เพื่อเมื่อปัจจัยพร้อมสรรพ ฟองก๊าซก็จะผุดขึ้นมาเป็นก๊าซไข่เน่า บางช่วงที่เหตุปัจจัยเปลี่ยนไป ก๊าซที่ผุดออกมาก็ไม่ส่งกลิ่นเหม็น บางคนว่าหอมดีก็มี
อุปมานี้แสดงให้เห็นอะไร? วันที่องค์ประกอบแห่งชีวิตก่อความเป็นมนุษย์ขึ้น น้ำฝนตกลงสู่แอ่งกลายเป็นบ่อน้ำ แต่แล้วจากการสร้างเหตุต่างๆ เกิดเป็นการหมักหมมสั่งสมไว้ ภาษาธรรมะเรียกอาสวะเครื่องหมักดอง การหมักดองส่วนใหญ่จะเป็นอกุศล ทำไมหรือ? เพราะธรรมชาติของรูปนามซึ่งความจริงไม่มีตัวตน จะมีคุณสมบัติคือพยายามที่จะรักษาสภานภาพของตนเองเอาไว้ เพราะเหตุนี้จึงเกิดการต่อสู้ ปกป้อง รุกราน เบียดเบียนเป็นทุนเดิม เป็นการรักษาสภานภาพของเผ่าพันธุ์ เป็นสัญชาตญาณแห่งการรักษาเผ่าพันธุ์ จึงมีการแย่งคู่ แย่งถิ่นฐานกันเป็นผล สิ่งนี้จึงเกิดเป็นสภาพทุกขัง นี่จึงเป็นเหตุให้เกิดการสั่งสมอกุศล รักษาตัวตนเอาไว้ คนจึงสร้างกรรมทั้งดี ทั้งไม่ดีมาตามสัญชาตญาณที่สั่งสมมา เป็นการเวียนเกิดเวียนตายตามสิ่งที่กระทำมาเองด้วยความไม่รู้ เดี๋ยวก็โทสะ เดี๋ยวก็โลภะ เดี๋ยวก็โมหะ เดี๋ยวก็มีสติ เดี๋ยวก็มีเมตตา ฯลฯ สลับกันไปไม่มีสิ้นสุด นี่เพราะความไม่รู้ จึงหลงทำกรรมกันต่อๆ มา ใครว่าก็โกรธ โกรธก็ต้องตอบโต้ ทำเป็นอัตโนมัติ
มาถึงวันนี้ เมื่อมีคนต่อว่าก็เหมือนสร้างเหตุให้บ่อน้ำซึ่งพื้นบ่อเน่าอยู่ เกิดปะทุเป็นฟองก๊าซไข่เน่า ลอยออกมาส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียน ฟองก๊าซที่เกิดขึ้นก็คืออารมณ์สุข ทุกข์ เฉยๆ ที่เกิดขึ้นนั่นเอง อารมณ์ทั้งหลายหรือความรู้สึกที่เป็นสุข ทุกข์ เฉยๆ นั้นจึงเป็นเพียงผลของพื้นบ่อที่เน่า ถามว่าเราจะนั่งเฝ้าดูก๊าซหรือจัดการก๊าซเหล่านี้ได้ไหม ทางที่จะประสบผลที่ดีที่สุดคือ จัดการลอกพื้นบ่อ เมื่อลอกพื้นจนจัดการกับขี้เลนเน่าจนหมด น้ำจะใสเอง การลอกเลนคือหมวดศีล คือมรรคองค์ที่ ๓ ๔ และ ๕ และมรรคองค์ที่ ๖ ในส่วนของการละอกุสล ในส่วนการเจริญกุศลคือการเติมน้ำบริสุทธิ์ลงไปในบ่อแทน จากนั้นเมื่อทำสัมมาสติให้เกิดขึ้นได้จะไม่ยากที่จะเห็นความจริงว่าสรรพสิ่งว่างจากตัวตน เกิดขึ้นตามปัจจัย ดับไปสลายไปเมื่อหมดเหตุ ก็จะหมดความยึดถือ และสลัดคืนสู่ธรรมชาติในที่สุด
ส่วนวินาทีนี้ วันนี้ ตอนนี้ คือหนังกลางเรื่อง เราอยู่ตรงที่ที่น้ำเน่ามาแล้ว พื้นบ่อหมักหมมมาอย่างเต็มที่แล้ว มีความเห็นผิดมามากมายแล้ว เห็นว่าของทุกข์เป็นของสุข เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นของไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน เห็นของปฏิกูลว่างาม แล้วเราจะยังคงเห็นผิดกันต่อไปหรือ เราจะให้หนังจบอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเรา หากไม่ทำอะไรหนังเรื่องนี้จะเดินต่อไปจากหนังชีวิต เปลี่ยนเป็นหนังแอ็คชั่น แล้วจะเป็นหนังแอ็คชั่นแบบบู๊ล้างผลาญ จะจบสะบักสะบอมใช้หนี้กรรมที่สร้างมากันแบบยาวนาน ที่เรียกว่ามหาอมตะนิรันดร์กาลอย่างนั้นหรือ?
ตรงนี้ ตอนนี้ ขณะนี้มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ มีหนทางที่จะออกจากทุกข์ทั้งปวง จึงมีผู้คนที่สั่งสมบารมีเพียงพอที่จะได้ยิน ได้ฟัง และปฏิบัติตามได้ ซึ่งอาจจะเป็นท่านที่กำลังอ่านนี่ล่ะ
องคุลิมาลสร้างกรรมหนักใช่ไหม? กฏแห่งกรรมทำแล้วต้องรับผลใช่ไหม? ถ้าองคุลิมาล รับผล ๙๙๙ คนที่ฆ่ามา คิดว่าต้องใช้กรรมกี่ชาติ เอาว่าฆ่า ๑ คน ตกนรก ๕๐๐ ชาติ เอา ๙๙๙ x ๕๐๐ คิดว่าเป็นเท่าไหร่? แต่ท่านองคุลิมาลปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ แล้วในที่สุดบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะว่าไม่ยุติธรรรม นั่นเราดูแค่ตอนต้นเรื่องกับตอนจบ ตอนกลางเรื่องคือใครล่ะจะปฏิบัติตามมรรคได้ นั่นคือปัญญา ศีล สมาธิ ทุกคนที่เดินเข้ามาทางนี้เพราะอะไร เพราะเริ่มเบื่อหน่ายกับการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด เป็นทุกข์ หรือสารพัดเหตุผล ฯลฯ เกิดปัญญา เริ่มละจากกามคุณ หยุดพยาบาทเบียดเบียนผู้อื่น มีศีล จากนั้นเจริญภาวนา แค่ขั้นตอนมีศีลก็ยากแล้วสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนบาปยิ่งยากใหญ่ มาถึงภาวนายิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่า แล้วยิ่งภาวนาจนเกิดปัญญารู้แจ้งอริยสัจยิ่งเหลือน้อยนิดเดียว แต่ไม่ว่าอยู่จะอยู่ขั้นไหน ทุกคนก็กำลังดิ้นรนที่จะออกจากกรงขับขนาดใหญ่แห่งนี้ ซึ่งวันใดวันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่แท้
พื้นบ่อนี้เน่าส่งฟองก๊าซตลอดเวลา เรานั่งดูฟองก๊าซลอยขึ้น แตกออก ลอยขึ้น แตกออก ส่งกลิ่นไม่สิ้นสุด คิดว่าบ่อจะหายเน่าไหม? วันนี้เมื่อเราศึกษามรรค และทำความเข้าใจมรรคอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นเลยว่าในมรรคตั้งแต่ศีล จะเริ่มลอกขี้เลนพื้นบ่อออกกว่าครึ่ง แต่คนดีไม่พ้นทุกข์ทางใจ มรรคองค์ที่ ๖ จึงทำหน้าที่ลอกเลนที่หมักดองออกอีกด้วยการละอกุศลที่ใจ เจริญกุศลเข้าไปแทน นี่จึงเป็นการลอกพื้นด้วยเติมน้ำบริสุทธิ์ด้วย เมื่อทำไปอย่างนี้จิตก็เริ่มตั้งมั่นขึ้นเป็นสมาธิ จากนั้นสติก็เริ่มตั้งมั่นในฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ในมรรคองค์ที่ ๗ เริ่มทำงานเห็นความจริงตามความเป็นจริง ตั้งแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนจิตปล่อยความยึดถือขันธ์เข้าสู่สุญญตาในที่สุด ก็จะพบที่สุดแห่งทุกข์คือนิพพาน ที่ๆ ดับ ว่าง สงบ เย็น
แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และบอกสอนแก่ภิกษุทั้งหลายนั้น เราก็สามารถนำมาใช้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อความพ้นทุกข์อย่างถาวร ดังน้้นคำถามที่มักถามกันมาเสมอว่า “เราเกิดมาทำไม” แล้วก็ตอบกันสารพัดคำตอบว่า “เกิดมาใช้กรรม เกิดมาเป็นคนดี เกิดมาเพื่อหาทางหลุดพ้น ฯลฯ” อยากจะตอบแบบไหนก็ตอบไปเถอะ แต่ถ้าจะเอาคำตอบจริงๆ ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่นะ หากเปลี่ยนเป็น “ทำไมเราจึงเกิดมา?” อย่างนี้ จึงจะเป็นคำถามที่ถูกต้อง “เพราะมีเหตุให้เกิดจึงเกิด” ไม่ได้เกิดมาทำไมหรือทำอะไรหรอก ทุกอย่างเป็นอนัตตา สุญญตา ว่างจากตัวตน แล้วเหตุเกิดคืออะไร? …ตัณหา (ความทะยานอยาก)
วันนี้หากต้องการจะตัดเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตายไม่มีที่สิ้นสุดนั้น หนทางมีอยู่และเป็นหนทางที่ถูกต้อง ถูกตรงที่สุด ดั่งอมตะวาจาที่พระอัสชิแสดงแก่อุปติสะมานพซึ่งยังไม่บวชเป็นพระสารีบุตรในเวลานั้นว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่าใดเกิดมาแต่เหตุ” พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมแสดงความดับสิ้นเชิงเพราะหมดเหตุ พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนั้น”
เหตุทั้งหลายมีมาแล้วจากอดีตสั่งสมเป็นอาสวะและความเห็นผิด ทั้งทำให้เกิดการใช้ชาตินี้ และเกิดเป็นขณะๆ ในการดำเนินชีวิตอยู่ เราสามารถเข้าใจถึงเหตุแห่งการเกิด เราสามารถละเหตุแห่งการเกิดนั้นได้ด้วยมรรค ผลทั้งหลายาจะดับไป ดับไป จากดับเป็นขณะๆ จนในที่สุดดับโดยสิ้นเชิง เพราะถอดถอนเหตุแห่งการเกิดได้ทั้งหมด
จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยชี้ทางให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจสิ่งที่พระบรมศาสดาซึ่งเปี่ยมด้วยพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงประทานไว้แก่พวกเรา
“ธรรมใดอันพระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้ ได้เห็นอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ขอธรรมทั้งปวงนั้น อันได้แก่สัมมาทิฏฐิ จงบังเกิดขึ้นแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติถูกต้องถูกตรงตามมรรคจนเกิดสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ แก่ทุกๆ ท่านที่ปฏิบัติด้วยความเพียร ด้วยเทอญ”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย