ไตรสิกขา (ปัญญา / ศีล / สมาธิ)

ไตรสิกขา
ทีนี้เรากลับมาที่มรรคมีองค์ ๘ ในองค์รวมกันอีกครั้ง เราจะเห็นว่าเมื่อจำแนกมรรคมีองค์ ๘ ออกเป็นหมวดๆ ๓ หมวด จะได้เป็น
หมวดปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ และสัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ
หมวดศีล คือ สัมมาวาจา-การพูดจาชอบ สัมมากัมมันตะ-การทำการงานชอบ และสัมมาอาชีวะ-การเลี้ยงชีวิตชอบ
หมวดสมาธิ คือ สัมมาวายามะ-ความเพียรชอบ สัมมาสติ-ความระลึกชอบ และสัมมาสมาธิ-ความตั้งใจมั่นชอบ
ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ไตรสิกขา ดังนั้นไตรสิกขาคือ ปัญญา ศีล สมาธิ จึงเป็นชื่อย่อของมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง
ไตรสิขา
ใน ๓ หมวดนี้เมื่อเราปฏิบัติเรื่องศีลจนหมดเจตนาเป็นเครื่องเว้น เพราะหมดเจตนาที่จะทำผิดอีก หมวดของศีลจะเสมือนหายไป แต่นั่นเกิดเป็นความบริบูรณ์ของศีลที่ประกอบด้วยสมาธิและปัญญา
ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้ากล่าวถึงมรรคมีองค์ ๘ ในลักษณะย่อให้เหลือ ๒ จึงเกิดเป็นสมถะและวิปัสสนา แต่ท่านจะกำกับด้วยคำว่าเพราะศีลบริบูรณ์มาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นรักษาศีลให้บริบูรณ์ไว้ จะทำให้ความทุกข์เดือดร้อนลดลงได้มากจากการไม่มุ่งร้ายไม่เบียดเบียนใคร
เมื่อกล่าวถึงเหตุให้เกิดทุกข์ซึ่งก็คือสมุทัย ซึ่งอยู่ในระดับจิตใจในระดับตัณหาและอุปาทานนี้ ต้องอาศัยความตั้งมั่นของจิต จึงต้องอาศัยการฝึกความตั้งมั่น ตั้งแต่ระดับปฐมฌาน จนถึงฌานที่สูงๆ ขึ้นไปจนถึงอรูปฌาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้กับพระอานนท์ว่าฌานตั้งแต่ระดับปฐมฌานจนถึงอรูปฌาน สามารถเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ทั้งหมด สาระสำคัญคือขอให้เห็นการเกิดดับของสิ่งที่เข้าไปยึดถือ ซึ่งในที่สุดจิตจะเบื่อหน่ายและคลายกำหนด จากนั้นจะเกิดนิโรธขึ้นมาเองตามลำดับ ทีนี้ในขณะที่คนที่เคยขี้ขโมยฝืนใจข่มใจที่จะไม่ทำผิดนั้น ความเด็ดเดี่ยว แกล้วกล้าของจิตที่มีสัมมาสังกัปปะเริ่มทำงาน คือความดำริชอบที่จะพรากออกจากกาม ไม่พยาบาท และไม่เบียดเบียน สัมมากัมมันตะคือการทำการงานชอบเป็นข้อของศีลข้อที่ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ซึ่งในกรณีนี้เป็นข้อ ๒ เริ่มทำงาน ความอดทนอดกลั้นคือขันติเป็นธรรมเครื่องเผากิเลส เริ่มต้นเผากิเลสในช่วงแรกๆ คนๆ นั้นเดือดเนื้อร้อนใจจากไฟกิเลสที่เผาใจให้ทำตาม แต่เขาไม่ยอมอีกต่อไป ใช้ขันติเข้าสู้กิเลส ในที่สุดกิเลสจึงถูกเผาจนหมดอำนาจในที่สุด หลังจากนั้นจึงไม่ต้องมีเจตนาเป็นเครื่องเว้น จิตใจจึงโล่งสบาย ไม่ต้องเพียรละอกุศลหยาบในระดับกายและวาจาอีก
เมื่อจิตได้ฝึกกำลังความแกล้วกล้าในระดับศีลมาแล้วเป็นอย่างดี เราก็พบความจริงอย่างหนึ่งว่า ต่อให้ศีลบริบูรณ์เป็นคนดีอย่างไร ความทุกข์ในใจก็ยังคงมีอยู่ เช่นคนๆ หนึ่งเป็นคนดีมีศีลมีธรรม วันหนึ่งไปตรวจร่างกาย หมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอยู่ได้อีกเดือนเดียว คนๆ นั้นจะทุุกข์ไหม ไม่ต้องสาธยายเลยว่าความคิดสารพัดจะพรั่งพรูออกมา จึงถึงเวลาของมรรคในส่วนสมาธิคือมรรคองค์ที่ ๖ องค์ที่ ๗ และองค์ที่ ๘ การทำงานตั้งมั่นภายในเพื่อเห็นความจริงจนถอดถอนให้ได้ จึงจะถึงที่สุดแห่งทุกข์
ในส่วนการดำเนินชีวิตประจำวันนั้นเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงอกุศลที่เกิดจากผัสสะการกระทบทั้งหลายจากทั้ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสตลอดเวลาไม่ได้หยุด จึงต้องใช้สัมมาวายามะคือ ความเพียรชอบเข้ามาจัดการเป็นระดับต้นๆ ก่อน ในสัมมาวายามะ ข้อ ๖.๑ เพียรไม่ให้อกุศลเกิด ซึ่งก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทก่อน แต่หากเกิดอกุศลขึ้น ก็ใช้มรรคข้อ ๖.๒ ละอกุศลเข้ามาจัดการ ถ้าเป็นอกุศลที่ไม่รุนแรงก็พอที่จะจัดการได้ไม่ยาก แต่หากเป็นอกุศลแรงๆ เช่นมีคน มาด่าว่านินทาเรา หรือทะเลาะกับสามีหรือภรรยา เรื่องจะค้างอยู่ในใจไม่สามารถจัดการได้ ตรงนี้ ต้องยอมรับว่าความตั้งมั่นและกำลังไม่พอที่จะไม่ถลำลงไปในเนื้อเรื่อง จะเกิดความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงต้องเอาสัมมาวายามะข้อ ๖.๓ คือการเจริญกุศลเข้ามาช่วยบ้าง กุศลที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคือ อานาปานสติ ซึ่งเมื่อเราใช้อานาปานสติคือการเข้ารู้ลมหายใจเป็นเครื่องพยุงไว้ จะพบว่าในเบื้องแรกอาจจะยังไม่เกิดผลมากนัก แต่เมื่อใช้จนเชี่ยวชาญขึ้นบ่อยๆ เนืองๆ กำลังของสมาธิหรือความตั้งมันก็จะมากขึ้นเมื่อเรามารู้ที่ลมหายใจ ที่แน่ๆ จิตจะเข้าสู่อุเบกขาได้ง่ายขึ้น
อีกนัยหนึ่ง หากอุปมาแก้วน้ำร้อนเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้น เมื่อเราถือแก้วอยู่ มือก็ร้อน
ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งอกหัก มีคนมาปลอบโยนอย่างไรให้ปล่อยวางสิ่งนั้นเสีย แต่เธอกลับทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดถือไว้แต่ก็วางไม่ได้ หากอุปมาความทุกข์ของเธอเปรียบเป็นแก้วน้ำร้อนที่เธอวางไม่ได้ เธอเดินถือแก้วน้ำร้อนไปหากัลยาณมิตร เพื่ออยากจะระบายความอัดอั้นและขอความช่วยเหลือ กัลยาณมิตรให้คำแนะนำว่า ตบมือซิ คนถือแก้วน้ำร้อนมองหน้าอย่างงงงวย และคลางแคลงใจ อีกทั้งแย้งขึ้นมาในใจว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย ฉันกำลังทุกข์แต่กลับบอกให้ตบมือ กัลยาณมิตรก็พูดซ้ำว่า ตบมือซิ ตบมือเถอะ เชื่อเถอะ เขาจึงจะตบมือ แต่ตบไม่ได้ เพราะติดว่าถือแก้วอยู่ จึงต้องวางแก้วแล้วจึงตบมือ
เมื่อตบมือสักพักก็หยิบแก้วขึ้นมาถือใหม่แล้วเริ่มคร่ำครวญอีก เพื่อนจึงบอกให้ตบมืออีก เขาวางแก้วแล้วตบมืออีก เมื่อหยิบแก้วอีกเพื่อนให้ตบมืออีก และย้ำให้ตบนานๆ เมื่อจะหยุดตบแล้วจะไปคว้าแก้วขึ้นมา จึงได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าตอนตบมือก็ไม่เห็นต้องถือแก้วเลย ดังนั้นจะไปหยิบฉวยแก้วขึ้นมาอีกทำไม เขาเริ่มพบความจริงบางอย่างว่าเราสามารถให้ทางเลือกแก่จิตได้นี่ เพียงแต่ว่าจิตจะต้องรู้จักทางเลือกด้วยการได้อยู่กับสิ่งนั้นบ่อยๆ จนมากพอที่จะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ จากนั้นเมื่อเขาเห็นประโยชน์เขาก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ มีความตั้งใจพยายามทำจนถึงสัมมาวายามะข้อ ๖.๔ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
จากนั้นจะเริ่มคุ้นเคยกับการละอกุศล เจริญกุศล มากขึ้นโดยลำดับ จนแทบจะไม่มีอกุศลให้ละ กุศลก็เจริญไปเรื่อยด้วยการรู้ลมหายใจไป จากนั้นสัมมาสติ มรรคองค์ที่ ๗ คือสติปัฏฐาน ๔ เป็นผู้พิจารณาเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อยู่เป็นประจำ และถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เมื่อสังเกตที่กาย เวทนา จิต ธรรม ก็คือการสังเกตดูที่กายกับใจของเรา จนเห็นว่าไม่ว่าฐานใดๆ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรอยู่ยืนยง หากเรายึดถือไม่ว่าฐานไหนก็จะทุกขทันที การยึดถือเพราะให้ค่าสิ่งนั้นเป็นตัวตนขึ้นมา เมื่อความตั้งมั่นสมาธิสูงขึ้นก็เริ่มไปเห็นขันธ์ ๕ ขึ้นมาเพราะที่กายใจนั้นก็คือที่ประชุมรวมกันของขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเอง เมื่อเห็นว่าการยึดถือขันธ์ ๕ เข้ามาเป็นเรา เป็นของเราทุกข์ทุกที จึงเริ่มค่อยถอดถอนความยึดถือออกไปเรื่อย จนเป็นอิสระถึงที่สุด ถอดถอนความยึดถือหรือความเห็นผิดได้อย่างไร ก็เพราะเห็นไตรลักษณ์นี่ล่ะ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายแล้วจึงคลายกำหนด (วิราคะ) เกิดสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือมรรคองค์ที่ ๑ ขึ้น รู้แล้วว่าทุกข์เป็นอย่างไร สมุทัยคืออะไร (ตัณหา อุปาทาน) เมื่อหมดความยึดถือเพราะเห็นสิ่งทั้งหลายล้วนเกิดดับ จิตจึงเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความเป็นตัวตน เป็นของตน จึงเบาบางลงเรื่อยๆ จน ปัญญา ศีล สมาธิ มีความสมบูรณ์ในระดับที่อริยมรรคหยั่งลงได้ จึงเกิดความเข้าใจในธรรม เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา
ดังนั้นในความจำเป็นของนักปฏิบัติผู้กำลังเดินทาง เราจำเป็นต้องละอกุศลไปก่อน จะด้วยวิธีใดก็ตามในสถานการณ์ต่างๆ เพราะในแต่ละเวลาความตั้งมั่นก็ดี ความยึดติดในแต่ละเรื่องก็ดี ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ต่างกันในการละอารมณ์อกุศลในเวลานั้นๆ เช่นถ้าเรานั่งเผลอคิดไปถึงคนที่เราไม่ชอบ เมื่อมีสติรู้ตัวขึ้นมา ความคิดหรืออารมณ์อกุศลนั้นก็ดับไปไม่ยากเย็นอะไร แต่หากเป็นสิ่งที่เกิดความพลัดพรากอย่างรุนแรง เช่นคนที่เรารักเสียชีวิต อารมณ์คงไม่ดับไปง่ายๆ ความทุกข์ยังคงรุมเร้าอยู่ หลายคนอาจใช้วิธีต่างๆ สารพัดเพื่อให้คลายทุกข์ลงบ้างก็เอาเถิด ดีกว่านั่งจมจ่อมอยู่ วิธีการสารพัดที่พวกเราทำกันอยู่นั้นเสมือนเท้าเปื้อนโคลน เอาน้ำคลองมาล้าง ก็ดีระดับหนึ่ง เมื่อมีโอกาสก็เอาน้ำสะอาดมาล้างอีกครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่เราจะใช้ราคะมาแก้โทสะกัน (แต่ประเภทหาน้ำเน่าน้ำคลำมาล้างโคลนอย่างนี้ไม่เอานะ เช่นอะไร เช่นอกหักก็เลยไปนั่งดื่มเหล้า แบบนี้หาเรื่องหนักกว่าเดิมอีก ถอยห่างเลย อย่าใช้วิธีนี้)
วิธีที่ถูกต้องและพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ต้องประเภทละอกุศลแล้วเจริญกุศล ถ้าหากเกิดทุกข์ก็เลยคิด ช่วยทำให้เห็นว่าคนนั้นคนนี้ที่ทำเราเพราะเห็นกฏแห่งกรรม มันก็ดีระดับหนึ่ง คือคิดไปก็อาจเกิดปัญญาปล่อยวางลงได้ แต่ในระดับที่เหมาะสมคือ เมื่อรู้ลมหายใจแล้วจิตตั้งมั่น เห็นความจริงของการเกิดดับของอารมณ์ เห็นว่าความทุกข์มาจากความปรุงแต่งแบบหยาบๆ เพราะไปให้ค่าที่ผู้พูดทั้งๆ ที่เสียงนั้นจบไปดับไปตั้งนาน หูก็ดับหยุดทำงานไปแล้ว แต่ใจกลับไม่ดับยังปรุง ยังทุกข์ไม่เลิก หากเราฝึกการละอกุศลแล้วเจริญกุศลด้วยการรู้ลมหายใจ เมื่อรู้ลม จิตจะพรากออกจากอกุศล ค่อยๆ ให้เกิดการเรียนรู้ แต่หากเรื่องนั้นรุนแรงสำหรับเรา จิตก็จะวิ่งกลับไปที่เนื้อเรื่องอีก ทำไมจึงวิ่งวนกลับไปหาเนื้อเรื่องที่ทุกข์ล่ะ ก็บอกแล้วกายไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา ทั้งๆ ที่พาไปทุกข์ เราเองก็ไม่อยากทุกข์ ถ้าเป็นเราทำไมควบคุมไม่ได้ล่ะ นี่จึงต้องฝึกไปเรื่อยๆ เพียรฝึกไปเรื่อยๆ การทำอะไรๆ ไม่ใช่มันจะง่ายสำเร็จรูปเป็นไปได้ดั่งใจหรอกนะ มองกันยาวๆ อย่าใจร้อน เห็นไหม ว่าต่อให้รู้ว่านี่เป็นอกุศล นี่เป็นกุศลแล้ว ก็ยังไปโง่กับอกุศล ทำไมไม่ไปอยู่กับกุศลล่ะ ก็เพราะเขาไม่รู้ ทำไมเขาจึงไม่รู้ล่ะ มันไม่ใช่แค่ศึกษาโดยการฟัง หรือคิดเอามันต้องประจักษ์แจ้งด้วย
ยกตัวอย่าง เด็กคนหนึ่งเล่นนอกบ้างมาตลอด แม่บอกสอนให้อยู่บ้านดีกว่า ข้างนอก ทั้งร้อนและฝุ่น เขาก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ แม่ที่ฉลาดไม่ต้องเสียเวลาโกหกหรอก เพราะถ้าอยู่บ้านสบายกว่าจริง ต้องให้เขาสัมผัสแล้วเขาจะรู้เอง แม่จึงออกอุบายจ้างลูกให้อยู่บ้าน แรกๆ ก็ครึ่งชั่วโมง เมื่อชินแล้วก็เพิ่มเป็นหนึ่งชั่วโมง นานไปก็สองชั่วโมง นานไปก็สามสี่ชั่วโมง จนวันหนึ่งลูกนั่งอยู่บ้านโดยไม่ได้จ้าง ถามลูกว่าวันนี้ไม่ออกไปเล่นข้างนอกหรือ ลูกตอบว่าข้างนอกร้อน ฝุ่นเยอะ อยู่ในบ้านดีกว่า อ้าวเมื่อก่อนไม่เห็นพูดอย่างนี้เลย แม่พูดต่อ ลูกตอบว่า ก็เมื่อก่อนไม่รู้นี่ว่า อยู่บ้านมีความสุขกว่า ในสมัยพุทธกาลก็มีเช่นกันนะ เรื่องบิดาจ้างบุตรไปฟังธรรม จ้างไปจ้างมา บุตรบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันไปเลย
ทีนี้เราจะต้องทำให้เขารู้ว่าอะไรดีกว่า สุขกว่า ปราณีตกว่า ก็ต้องจัดกระบวนการให้เขาได้เรียนรู้ เช่นนั่งสมาธิ ทำสมาธิเช่นรู้ลมหายใจไปในชีวิตประจำวัน ก็ในเมื่อไม่สามารถปลีกตัวไปภาวนาอย่างจริงจังได้ ก็ต้องบริหารทรัพยากรภายใต้ข้อจำกัดล่ะ เมื่อรู้ลมหายใจ (ลมหายใจเป็นกายนะ การรู้ลมถือว่าอยู่ในฐานกาย หรือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) เมื่อมีการไปรู้อยู่ที่ลมหายใจ ก็จะเกิดสติสัมปชัญญะสมาธิขึ้น จะเป็นการเริ่มสั่งสมไปโดยลำดับ จิตจะเริ่มคุ้นเคยกับความสงบความตั้งมั่นขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าตั้งแต่ปฐมฌานมีความตั้งมั่นคือเอกัคคตาจิต(ม.มู.12/102/72.) เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จะเกิดผลขึ้นแน่ๆ คือจิตจะคุ้นกับความสงบอันเป็นอุเบกขา จิตจะฝึกการละอารมณ์อันเป็นอกุศล จิตจะคุ้นกับกุศลจิตจะตั้งมั่นมากขึ้นโดยลำดับ ถึงแม้จะไม่สามารถฝึกสมาธิจนถึงฌานที่ ๒ ๓ หรือ ๔ ได้ เพียงจิตมีความตั้งมั่นก็จะเห็นไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน
ถ้ามีใครสักคนที่ฝึกจนถึงขั้นเป็นที่สรรเสริญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปฏิบัติอย่างนั้นต้องน่าจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เราลองมาฟังว่าการปฏิบัติแบบไหนที่ท่านตรัสสรรเสริญไว้กับพระอานนท์
ลักษณะแห่งอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
“อานนท์…อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัยเป็นอย่างไรเล่า ในกรณีนี้อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ เกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่เรานี้เป็นสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบๆ เป็นของที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น แต่มีสิ่งโน้นที่ระงับและปราณีต กล่าวคืออุเบกขาดังนี้ เมื่อรู้ชัดอย่างนี้ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นย่อมดับไป อุเบกขายังคงดำรงอยู่

อานนท์…อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไปเร็วเหมือนการกะพริบตาของคน ส่วนอุเบกขายังคงเหลืออยู่

อานนท์… นี้แลเราเรียกว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย” (ในกรณีแห่งรูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ)

เรามาดูสาระสำคัญที่พระองค์ตรัสไว้
๑. อารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจหรือทั้งสองอย่างที่เกิดขึ้น ภิกษุรู้ชัดว่าเป็นของหยาบๆ เป็นของที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น
แสดงว่าตลอดเวลาที่ภาวนามา เราจะเข้าไปรู้ด้วยว่าอารมณ์นั้นเกิดจากการปรุงแต่ง พูดกันจริงๆ แล้ว ตรงนี้ภาวนาจนเห็นแล้วว่าเมื่อมีการปรุงแต่งให้ค่า (สังขาร) จะเกิดเป็นอารมณ์ชอบใจหรือไม่ชอบใจ คือเกิดวิญญาณขึ้นมา ฟังอย่างนี้นึกภาพไม่ออก ให้ลองย้อนดูในมุมกลับกันก่อน
หากหลานคนหนึ่งซื้อเกมกดให้คณยายในวันเกิด เพราะเด็กคนนั้นชอบเล่นเกมกด แล้วก็คิดว่าคุณยายต้องชอบแน่นอน ทันทีที่คุณยายเปิดกล่องของขวัญ คุณยายเกิดอารมณ์ชอบใจหรือไม่ ชอบใจในสิ่งนั้นไหม เพราะอะไร แน่นอนที่สุดยายไม่มีความรู้สึกใดๆ กับเกมกดเลย เพราะยายไม่ได้ให้ค่าใดๆ กับเกมกดเลย จึงรู้สึกเฉยๆ ใช่ไหม คุณยายรู้สึกเฉยๆ กับเกมกด แปลว่า ยายภาวนาเก่งใช่ไหม เปล่า เราให้ดูเรื่องสังขารและวิญญาณเท่านั้น (การให้ค่าปรุงแต่งและอารมณ์) เพราะหากเปลี่ยนเป็นซื้อหมากแทน ยายจะยิ้มเลย นั่นยายเกิดความพอใจขึ้นทันทีเลย แล้วคุณยายดับอารมณ์พอใจไว้ดุจกะพริบตาไหม ไม่หรอก ยายก็นั่งเคี้ยวอย่างพอใจไป หรือถ้าหมากไม่ดี พลูแก่ ยายก็เคี้ยวด้วยความไม่พอใจ พอเข้าใจนะ ดังนั้นที่ชอบถามว่า ฉันเป็นคนไม่ค่อยมีอารมณ์อะไรๆ เลย อย่างนี้อุเบกขาใช่ไหมก็อาจตอบว่าใช่ แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะภาวนาได้ดีนะ เพราะต้องวัดกันตอนอารมณ์ที่เกิด ดับได้ไวแค่ไหนนะ ดูตัวอย่างคุณยายไว้ แต่ก็ดีระดับหนึ่งละ คืออย่าไปสุขไปทุกข์กับอะไรให้มันมากนัก ดังนั้นกรณีของคุณยาย เมื่อหลานซื้อหมากให้ยายจะพอใจเพราะยายให้ค่าเอาไว้ก่อนจึงเกิดอารมณ์พอใจ ถ้าไม่ให้ค่าก็ไม่เกิดอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ แต่ไปเกิดอารมณ์เฉยๆ การเฉยถือเป็นหนึ่งอารมณ์นะ เพราะยังมีการเกิดดับอยู่ แต่เราก็ฝึกอารมณ์นี้ไว้เป็นเครื่องอยู่สำหรับการเดินทางไปก่อน แล้วไปปล่อยอีกครั้ง แต่ถ้าเฉยๆ เพราะความไม่รู้นั่นไม่ดี เพราะจะส่งผลเป็นอวิชชานุสัย แต่หากอุเบกขาเกิดขึ้นจากการมีสติหรือการมีสมาธิ นั่นดี เพราะเป็นอุเบกขาที่เป็นความสุขสงบจากกามและอกุศล
๒. แต่มีสิ่งโน้นที่ระงับและปราณีตกล่าวคืออุเบกขา
จำได้นะว่าในสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นมรรคองค์ที่ ๘ ในฌานที่ ๔ จิตเข้าสู่อุเบกขา เมื่อจิตเคยคุ้นกับอุเบกขา เขาจะมีทางเลือก ดังนั้นที่บอกไว้ว่าให้รู้ลมในชีวิตประจำวันไว้มากๆ เพราะจิตจะอยู่กับอุเบกขามากขึ้น และเมื่อรู้ลมเกิดสติสัมปชัญญะขึ้น จิตจะตั้งมั่นเห็นความจริง รวมถึงการปรุงแต่งนี้ด้วย เมื่อจิตเลือกที่จะอยู่กับอุเบกขาได้มากขึ้น ทุกข์ลดลงไหม ลดลงแน่ แล้วสุขแบบหยาบๆ แบบหลงตามอำนาจกิเลสลดลงไหม ลดลงเหมือนกัน และเมื่อความพอใจลดลงก็สงบเช่นกัน
๓. อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจ หรือทั้งสองอย่าง ย่อมดับไปเร็วเหมือนการกะพริบตาของคน ส่วนอุเบกขายังคงเหลืออยู่
การละอารมณ์ชอบใจหรือไม่ชอบใจได้ไวดุจกะพริบตา จะทำได้นั้นต้องเกิดจากการฝึกอย่างต่อเนื่อง บ่อยๆ เนืองๆ เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้ ความทุกข์ลดลงมากแล้วนะ เราถึงตรงนี้รึยัง ต้องเอาดัชนีของพระพุทธเจ้ามาเป็นตัววัด เวลาทะเลาะกับเจ้านาย ทะเลาะกับแฟน ลูกทำให้หัวเสีย ลูกค้าโทรมาต่อว่าเรื่องสินค้าที่ส่งไปแบบสาดเสียเทเสีย ทันทีที่หันหลังกลับหรือวางหูโทรศัพท์ อารมณ์อันเกิดจากการปรุงแต่งแบบหยาบๆ ดับไปไวดุจกะพริบตาไหม? ทุกคนจะยิ้มๆ ใช่ไหมล่ะ บางคนบอกฉันไม่ใช่พระอรหันต์นะ เดี๋ยวก่อนนี่ยังไม่ใช่พระอรหันต์เลยนะ เพราะอะไร?
เราจะเห็นว่าหัวใจของอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศนั้นคืออุเบกขา เมื่อจิตเดินทางเข้าสู่อุเบกขานั้นสงัดจากกามและอกุศลในจิตคือตัณหา นั่นส่งผลให้เกิดความสงบขึ้น จึงเกิดเป็นสุขจากความสงบ ดังนั้นธรรมชาติของจิตตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ เรื่องยึดเรื่องเกาะล่ะไม่ต้องห่วงเชียว เจออะไรบ่อยๆ ก็เอาไว้เป็นของกูตลอด แล้วเมื่อละสิ่งปรุงแต่งที่หยาบๆ แล้วมาหาสิ่งที่ละเอียด ปราณีตกว่า มีหรือจะไม่ยึด ดังนั้นการปฏิบัติถึงต้องใช้ปัญญา หลักง่ายๆ เลย อะไรยังเกิดดับ นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม เพราะฉะนั้นเพื่อเดินทางเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์อย่างแท้จริง จึงต้องปฏิบัติตามพุทธพจน์บทนี้ด้วย
“อานนท์…ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว ย่อมได้เฉพาะซึ่งอุเบกขาว่า ถ้าไม่ควรมีและไม่พึงมีแก่เราก็ต้องไม่มีแก่เรา สิ่งใดมีอยู่ สิ่งใดมีแล้วเราจะละทิ้งสิ่งนั้นเสียดังนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอุเบกขานั้น เมื่อไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอุเบกขานั้น วิญญาณของเธอก็ไม่เป็นธรรมชาติอาศัยซึ่งอุเบกขานั้น ไม่มีอุเบกขานั้นเป็นอุปาทาน อานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน แล”
ในมรรคมีองค์ ๘ จะเห็นการปล่อยเป็นลำดับๆ จากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของมรรค จะเห็นว่าเริ่มต้นจากการปล่อยอกุศลอย่างหยาบในมรรคองค์ที่ ๓ ๔ และ ๕ คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ศีลจะเกิดสมบูรณ์อย่างมีประสิทธิภาพได้ต้องมีปญญาประกอบด้วย และปัญญาจะเป็นเครื่องกำกับ ส่วนมรรคองค์ที่ ๒ สัมมาสังกัปปะ คือการละกาม พยาบาท เบียดเบียน หากเราจะฆ่าสัตว์นั่นก็คือการเบียดเบียน เราจะด่าคนที่เราโกรธแค้น นั่นก็คือความพยาบาท เราก็ใช้สัมมาวาจารวมกับการไม่พยาบาทในมรรคองค์ที่ ๒ ดังนั้นหากเราเข้าใจในมรรคและปฏิบัติตามมรรคแล้วจะเห็นว่าความทุกข์ลดลงแน่ เมื่อลดลงอย่างเป็นกระบวนการ จะลดลงจนถึงที่สุด เมื่อละอกุศลแบบหยาบๆ ในข้อศีล ก็จะเริ่มมีจิตใจที่ผ่องใสขึ้น แต่ผ่องใสขึ้นนั้นก็ยังโลภ ยังโกรธ ยังหลงอยู่ เบื้องต่อไปก็ละบาปอกุศลในใจต่อไปด้วยสัมมาวายามะ มรรคองค์ที่ ๖ ละอกุศล เจริญกุศล จนเมื่ออกุศลเบาบาง จิตจะตั้งมั่นแน่วแน่ เกิดเป็นสติที่เป็นสัมมาและสมาธิที่เป็นสัมมา
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/