มรรคองค์ที่ ๗ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๗ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความระลึกชอบเป็นอย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำมีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความระลึกชอบ

มาถึงมรรคองค์ที่ ๗ นี้เป็นเรื่องที่พวกเรานักปฏิบัติจะได้ยินกันบ่อยๆ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ แล้วเราก็มาเห็นคำที่คุ้นเคย ๔ คือคำ กาย เวทนา จิต ธรรม ในแต่ละข้อย่อยของมรรคในข้อนี้ เรามาทำความเข้าใจเพื่อจะนำไปสู่การปฏิบัติกัน ความจริงพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อสัมมาวายามะเจริญ จะเป็นเหตุให้เกิดสัมมาสติ จากมรรคองค์ที่ผ่านมาจะส่งผลต่อมาให้เกิดการเจริญสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้โดยง่าย
ในส่วนแรกของทุกๆ ข้อย่อย จะมีส่วนที่แตกต่างกันคือ
เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
เรามาลองดูความหมายกันไปทีละส่วน
ส่วนแรกเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย เราก็เริ่มสงสัยตั้งแต่คำว่ากายในกายแล้วว่า หมายถึงอะไร กายทำไมต้องในกายด้วย เอาง่ายๆ กายคือที่ประชุมรวมกันของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างที่เราได้ยินกันมา หากว่าเราเห็นอย่างนั้นจริงๆ คือเห็นความเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม จริง เชื่อไหมว่าเราไม่ต้องมาพิจารณากายในกายหรอก พูดอย่างนี้งง เพราะดูเหมือนว่าเราจะรู้นะว่า กายของเราก็แค่ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประชุมกัน แต่มันไม่แค่นั้นนะซิ พอ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประชุมกัน ตามเหตุปัจจัยนั้น มันเกิดมีเราเข้าไปยึดถือว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเราขึ้นมา ดังนั้น ถ้าเราเห็นถึงความเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ตามเป็นจริงแล้ว ไม่เกิดเป็นตัวเราเข้าไปเป็นเจ้าของ เมื่อดิน น้ำ ไฟ ลม มันหมดเหตุปัจจัยที่จะอยู่ต่อไปได้ มันก็สลายไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทีนี้ในทุกๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เราไปตั้งชื่อเรียกว่า “คน” นั้น ความเป็นจริงคนทุกคนก็ต้องตาย ต้องแตกสลาย เสื่อมสลายตามกาลเวลาของดิน น้ำ ไฟ ลม
แต่ทำไมเราจึงดิ้นรนทำทุกๆ อย่างเพื่อจะยื้อกายนี้ไว้จนเกิดเป็นทุกข์เพราะไม่อยากตายเล่า นี่ล่ะ เพราะเราไม่เห็นกายตามจริง จึงค่อยๆ เฝ้าสังเกตไปพิจารณาไป จนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นความจริงตามที่เป็นจริงว่า ดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ไม่ใช่เรา แล้วเขาเคยเป็นเราเป็นของเราตั้งแต่วันไหนหรือ เขาไม่เคยเป็นมาก่อนเลย เราเข้าใจผิดเมื่อสังเกตไปพิจารณาไปจึงแจ้งขึ้นมา ตอนที่แจ้งขึ้นมานั้น ไม่ได้ไปทำให้เขาเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ขึ้นมานะ เขาเป็นมาตลอด เรานั่นแหละไปตู่เอาเอง จึงเกิดความเห็นถูกขึ้นมา เพราะเห็นว่า สรรพสิ่งไม่ว่ากายหรือใจล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา จึงเกิดปัญญารู้ขึ้นมาว่ากายนี้เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุ มีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป
อุบายวิธีเพื่อให้เห็นว่ากายไม่ใช่เรา เป็นเพียงที่มาประชุมรวมกันของธาตุ หรือเป็นเพียงรูปนั้น มีหลายวิธีเช่น
อิริยาบถ รู้ทันอิริยาบถ

อานาปานสติ รู้ลมหายใจ

สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหว

ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่เข้าประชุมรวมกันเป็นกาย

ธาตุมนสิการ พิจารณาร่างกายโดยสักแต่ว่าธาตุ

นวสีวถิกา พิจารณาซากศพให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเป็นเช่นใด ของตนก็เป็นเช่นนั้น

ดังนั้น กายในกายจึงเป็นการตัดส่วนของกายส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมาสังเกตในเวลานั้น เหมือนการสุ่มตัวอย่างขึ้นมา หรือเหมือนการทำโพลล์นั่นเอง โพลล์คือการสุ่มตัวอย่างขึ้นมา กลุ่มหนึ่งซึ่งสามารถใช้เป็นตัวแทนให้เกิดความเข้าใจในประชากรทั้งหมดได้ ก็ทำนองเดียวกัน มาพิจารณาอะไร ก็คือสังเกตแล้วจะเห็นความจริงว่ากายทั้งปวงล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไปเป็นธรรมดา ตัวของมันเองล้วนเกิดการบีบคั้น ดำรงให้อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นทุกขังด้วยตัวของมันเอง ด้วยความที่ธรรมชาติพยายามจะรักษาสภาพของมันให้คงที่ แต่ทำไม่ได้ จึงเกิดเป็นสภาพทุกข์ แต่ในความเป็นจริงไม่มีผู้ทุกข์ เมื่อเข้าใจทุกขังก็จะเห็นความเป็นอนัตตาว่า สรรพสิ่งไม่ได้มีตัวตนแต่อย่างไร เพราะมีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป เมื่อเห็นดังนี้จิตจึงปล่อยความยึดถือ สรรพสิ่งจึงว่างจากตัวตน หรือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน
ในส่วนไตรลักษณ์นั้นหากเห็นชัดที่ตัวใดตัวหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะให้เห็นความจริงได้ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่จะเห็นมุมไหนก็สร้างความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้ทั้งหมด แต่อย่างไรสุดท้ายต้องเห็นความเป็นอนัตตา จิตจึงจะปล่อยวางเข้าสู่สุญญตา แล้วทำไมวันนี้คนทั้งหลายจึงไม่เห็นมุมมองนี้ซึ่งเป็นมุมมองที่ถูกต้องล่ะ ก็เพราะเราอยู่ภายใต้ความไม่รู้ (อวิชชา) ไม่รู้อริยสัจ ๔ ไม่รู้ว่าอะไรคือทุกข์ จึงเอาสิ่งทุกข์มาเป็นสุขแล้วหลงไปยึดถือ ทีนี้พูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ ถึงเชื่อก็ไม่ปลงใจปล่อยความยึดถือหรอก นั่นจึงต้องปฏิบัติเองให้รู้เห็นเองว่า สิ่งที่หลงยึดถือนั้นทุกข์นะ ทุกข์มากด้วย ไม่มีสุขเลยแม้สักนิด ใครพูดอย่างไรประดิษฐ์ประดอยคำพูดให้ยอดเยี่ยมแค่ไหน หรือเตรียมสื่อมาให้เห็นมากมายเพียงใด ก็ไม่แจ้งสิ่งนี้ขึ้นมาได้ ต้องเห็นด้วยตนเอง เมื่อเห็นเองเกิดทิฏฐิที่ถูกต้องแล้วจะปล่อยเอง เมื่อเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว ใครจะมาบอก ชักชวนชี้นำอย่างไรก็ไม่มีวันกลับไปเห็นผิดอีก ผู้ที่ถึงตรงนี้พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติชื่อเรียกบุคคลผู้มีคุณสมบัตินี้ว่าเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีคติและมีทิฏฐิที่แน่นอน หมดความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และในนิพพาน
คราวนี้มาถึง เวทนาในเวทนา ก็ทำนองเดียวกัน เวทนาคืออะไร เวทนาคือ สุข ทุกข์ และ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือภาษาบาลีเรียกว่า อทุกขมสุข เวทนาคือความรู้สึกนี้ก็เช่นกัน เป็นสิ่งถูกสร้างขึ้นมาจากความไม่รู้ ด้วยการให้ค่าปรุงแต่งทั้งทางกาย วาจา ใจ จนมาเกิดเป็นอารมณ์ชอบ-ไม่ชอบ-เฉยๆ ส่งผลต่อไปเป็นสุข ทุกข์เฉยๆ ตามมา ในส่วนของนามธรรมนี้ เราได้้ฝึกฝนสังเกตมาแล้วจากส่วนหน้าของหนังสือนี้ จากนี้เราก็หมั่นสังเกตได้ต่อไปเองอีกว่า อารมณ์ชอบไม่ชอบ เฉยๆ ทั้งหลาย ก็ล้วนเกิดๆ ดับๆ จริงๆ แล้วที่ว่าดูจิตนั้นหากเอาความเข้าใจของเราเป็นตัวตั้ง มันก็คือการสังเกตนามธรรมนั่นเอง เวทนาความรู้สึกซึ่งเป็นนามธรรมนั้นเป็นอาการของจิต ไม่ใช่จิต แต่โดนเรียกไปในชื่อดูจิตด้วย เพระนามธรรมในช่วงแรกๆ นั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่จริงๆ จิตนั้นจะไปอยู่ในข้อต่อไป
การเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งหลายอยู่เป็นประจำ คราวนี้จะหมายถึงอะไร การตั้งสติให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงจิตไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือมีสติอยู่พร้อม ด้วยความรู้ชัดจิตของตนว่า จิตมีราคะ ไม่มีราคะ จิตมีโทสะ ไม่มีโทสะ จิตมีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้างหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ (ทิ.ม.10/273-300/325-351. ม.มู 12/131-152/100-127)
ทำนองเดียวกันจะเห็นว่าเกิดการประกอบจิต ว่าสิ่งต่างๆ ที่มาประกอบจิต เช่น โทสะเข้ามาประกอบก็เกิดโกรธขึ้น พอโทสะดับก็เห็นจิตที่ไม่มีโทสะ จิตก็ผ่องใสประภัสสรขึ้นมา เมื่อสังเกตไปอย่างนี้่จะไปเห็นและเข้าใจได้ในส่วนต่อไปว่า ทุกอย่างล้วนเกิดดับ ไม่มีอะไรให้ไปยึดถืออีก
มาถึงการเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ การมีสติเฝ้าสังเกตว่าเป็นเพียงธรรม ไม่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา คือมีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร ตามความเป็นจริงอย่างนั้นๆ (ทิ.ม.10/273-300/325-351. ม.มู 12/131-152/100-127) พูดง่ายๆ ว่าธรรมชาติใดที่มากระทบแล้วใจเกิดอะไรขึ้น ก็สังเกตไปจนพบความเป็นจริงเช่นกันว่า สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นมาได้หากมีเหตุมีปัจจัยให้เกิดและดับไปได้เพราะหมดเหตุหมดปัจจัย
ส่วนที่สองคือ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ในส่วนแรกให้เราพิจารณาจนเห็น กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่เป็นตัวตนใดๆ ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น-ดับไป การพิจารณาเฝ้าสังเกตเพื่อให้เป็นไปดังนี้ต้องใช้เครื่องเผากิเลสนั่นคือ ขันติ อดทน อดกลั้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้คือความเห็นผิดอยู่กับเรามานาน จนมีตัวตนของเราที่เหนียวแน่นดังคำกล่าวที่ว่า นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ หนอนไม่เห็นคูถ (ขี้) หากไม่อดทนที่จะหมั่นสังเกตไปเนืองๆ และคำว่าถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ นั้นก็คือ หากเราไม่มีใจที่เป็นกลาง โอนเอนไปกับสิ่งนั้น จะไม่เห็นสิ่งนั้นตามจริง เช่น แม่คนหนึ่งหากมีคนมาบอกว่าลูกคุณนิสัยไม่ดี แม่จะปกป้องลูกสารพัด จนกว่าแม่คนนั้นจะวางใจเป็นกลาง แล้วลองสังเกตลูกตามความเป็นจริง ก็จะเห็นพฤติกรรมลูกตัวเองตามจริง ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็เห็นว่าไม่ดี เมื่อนั้นก็จะเข้าใจทุกอย่างได้แจ่มแจ้งมากขึ้น ส่วนคำว่าถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้นั้น พอเป็นเชิงธรรมะก็คือ เรามีอุปาทานในขันธ์ ๕ อยู่ จึงเกิดเป็นทุกข์ ดังนั้นเมื่อถอนความยึดถือในขันธ์ จึงจะรู้เห็นตามจริงว่า ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่เรา เขาเกิดขึ้นมาได้ตามเหตุปัจจัย ดับไปได้เมื่อหมดเหตุปัจจัย ตัวเขาเองเป็นทุกข์โดยสภาพการดิ้นหนีดิ้นสู้ เพื่อรักษาสถานภาพไว้ให้ได้ นั่นจึงเป็นทุกข์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้มีตัวตนอะไร เมื่อหมดความยึดถือ แม้ในจิตที่เข้าไปรู้ก็ดี (เพราะจิตที่เกิดขึ้นในสภาพวันนี้ ก็มาจากการไม่รู้ทั้งสิ้น) ก็จะเกิดปัญญาสลัดคืนสิ่งทั้งปวงได้ หมดความยึดถือในที่สุด
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/