มรรคองค์ที่ ๖ สัมมาวายามะ ความพากเพียรชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๖ สัมมาวายามะ ความพากเพียรชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพากเพียรชอบเป็นอย่างไรเล่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะละอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น

ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูรณ์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความพากเพียรชอบ

มรรคในองค์ที่ ๖ นี้จะมีหัวข้อย่อยอยู่ ๔ ข้อ

๖.๑ เพียรที่จะยับยั้งอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น (เพียรสำรวจอินทรีย์)

๖.๒ เพียรที่จะละอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว (เพียรละ)

๖.๓ เพียรที่จะทำกุศลกรรม ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น (เพียรเจริญ)

๖.๔ เพียรที่จะทำให้กุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งอยู่ ไม่เลอะเลือน งอกงามยิ่งขึ้น ไพบูลย์ เจริญเต็มรอบ (เพียรเจริญให้ยิ่ง)

และในส่วนแรกที่มีอยู่ทุกๆ ข้อย่อยคือ ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารถความเพียร ประคองตั้งจิตไว้…
ในมรรคองค์นี้ สาระจะเริ่มมาอยู่ในส่วนของจิตใจภายใน เราจะเห็นใน ๒ เรื่องคือ อกุศล และกุศล ในเรื่องของอกุศล พระพุทธองค์ทรงแนะให้ระมัดระวังไม่ให้อกุศลเกิด ก็โดยการสำรวม สังวรณ์อินทรีย์ ระวังทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ประมาทเปิดช่องให้บาปอกุศลเกิด แต่หากเกิดขึ้นแล้วให้ละเสียไวๆ นี่เป็นในส่วนของอกุศล เมื่อสังวรณ์ระวังจะไม่เกิดการทำทุจริต ๓ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ในขั้นนี้จะสูงกว่าศีลในมรรคองค์ที่ ๓ ๔ และ ๕ แล้ว เพราะเริ่มเข้าไปจัดการที่ต้นเหตุ คือจิตใจที่เป็นระดับการสั่งการ ทำไมท่านจึงไม่ให้ทำข้อนี้เสียเลยตั้งแต่ต้น เพราะสัตว์โลกที่ยังบกพร่องในเรื่องของศีลระดับหยาบๆ จิตใจและสติจะยังไม่สามารถจัดการในระดับละเอียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะยังไม่เห็นเหตุแห่งการทำกุศลหรืออกุศลนั้นว่า เกิดมีขึ้นจากการมีเจตนาที่จิตเป็นตัวสั่งการ ตราบเมื่อมีเจตนาเป็นเครื่องละเว้นก็จะเห็นว่าการกระทำใดๆ นั้นเริ่มต้นมาจากจิตใจภายในทั้งสิ้น เมื่อฝึกในการเว้นมากเข้าๆ จึงเกิดความตั้งมั่นเป็นสมาธิขึ้นมาจัดการดูแลในระดับละเอียดขึ้น
ในส่วนของกุศลนั้น จะเห็นว่าท่านทรงสอนให้ทำให้เกิดขึ้น และเมื่อทำให้ตั้งขึ้นได้แล้ว ก็ให้ทำให้มาก ทำให้งอกงามเจริญเต็มรอบ เมื่อเจริญเต็มรอบแล้ว กุศลก็จะอยู่ตัวจนเป็นกุศลตลอดเวลาได้เองไม่ต้องไปพยายามอีก จนทำกุศลโดยเป็นปรกติ ไม่ต้องมีเจตนาที่จะต้องทำอีก ละอกุศลจนไม่มีอกุศลจะต้องละอีก (หมดเจตนาเป็นเครื่องละเครื่องเว้น) อกุศลตั้งแต่หยาบๆ เช่น ความอาฆาตพยาบาท ความโกรธ ความหงุดหงิดรำคาญ จนระดับละเอียดเช่น การขยับแม้เพียงเล็กน้อยของจิตก็จะลดลงเรื่อยๆ จนจิตเกิดความตั้งมั่นมาก จึงส่งผลให้มรรคองค์ที่ ๗ สัมมาสติเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะมีมรรคองค์ที่ ๖ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ซึ่งนั่นจึงทำให้เห็นว่า สรรพสิ่งล้วนเกิดดับ สิ่งเกิดดับเป็นทุกข์ สิ่งเป็นทุกข์ไม่มีตัวตน มีเหตุให้เกิดก็เกิด หมดเหตุก็ดับไป ก็จะหมดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนระดับต่างๆ ลง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/