มรรคองค์ที่ ๕ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๕ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีวิตชอบเป็นอย่างไรเล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การเลี้ยงชีวิตชอบ

ในสัมมาอาชีวะนี้ ในระดับที่ถึงความหลุดพ้นได้ง่ายได้สะดวกก็ต้องยอมรับว่าคือการถือสมณเพศและอยู่ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าที่ท่านบัญญัติไว้ เพราะธรรมวินัยนั้นต้องละกามคุณค่อนข้างชัดเจน พระไม่สามารถทำอย่างที่อยากทำ ไปที่ที่อยากไป ขบฉันอย่างที่อยากฉัน ดังนั้น ผู้มีปัญญาจะอาศัยการเนกขัมมะนี้ทำให้ตัณหาสงบระงับลง เมื่อกามตัณหาสงบลง ก็ง่ายต่อการบำเพ็ญภาวนาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ง่ายขึ้น แต่ในระดับผู้ที่มีอินทรีย์อ่อนก็อาจต้องใช้การลด-ละ ลด-ละ ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเลิกได้ในที่สุด
แต่ในระดับผู้ครองเรือน ก็ให้ใช้สัมมาอาชีพ คืออาชีพที่ไม่ผิดไม่สร้างความเดือดร้อน เช่น ไม่ค้าสัตว์ให้เขาเอาไปฆ่า ไม่ค้าอาวุธ ไม่ค้ายาพิษ ไม่ค้าสุรายาเสพติดทั้งหลาย ไม่ค้ามนุษย์ นอกเหนือจากอาชีพที่ผิดเหล่านี้ก็พิจารณาดูเองได้ไม่ยาก แต่อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้งนะ เช่นว่า ทำไมคนนั้นทำบาปแล้วยังร่ำรวย ผลกรรมน่าส่งได้ทั้งในปัจจุบัน ถัดไปอีกและถัดไปอีกก็ได้ ชีวิตหนึ่งๆ นี้น้อยนัก เมื่อเทียบกับสังสารวัฏอันยาวนาน แต่ผลที่กระทำไว้เพียงเพื่อเงินที่อยากได้มากินใช้ (แบบเกินๆ) นั้น จะก่อเป็นวิบากกรรมที่ต้องชดใช้แบบไม่คุ้มกันเลย ต้องฆ่า ต้องโกง ต้องพูดปดเพ้อเจ้อเพื่อให้ได้เงินมา แล้วเงินที่ได้มาเอามาทำอะไรหรือ ได้มาก็ซื้อกระเป๋าแพงๆ รถหรูๆ มาให้เกิดความสุขจอมปลอม คุ้มกันแล้วหรือกับความสุขชั่วแว้บเดียว ซึ่งเป็นของหลอกๆ กฏแห่งกรรมก็เห็นแล้วนะว่ามีจริงๆ เวลารับผลมันไม่คุ้มกันเลย ทำอาชีพใดๆ ก็ดี แต่ขอให้รู้จักทำประโยชน์ให้ผู้อื่นมากๆ ไม่เห็นแก่ตัวหรือแก่พวกพ้อง ชีวิตก็จะพบกับความสุขสงบเย็น
เมื่อเราอ่านมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่า ในมรรคองค์ที่ ๑ และ ๒ นั้น เป็นเรื่องของปัญญาที่เห็นแล้วว่าการกระทำที่ผ่านๆ มานั้น ล้วนสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ในระดับหยาบๆ คือ การใช้ชีวิตการพูดจาปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น สุดท้ายก็วนกลับมาหาตนเอง จนระดับหยาบมากๆ อย่างมรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไปรุกรานต่อผู้อื่น เมื่อเกิดปัญญาขึ้นก็เริ่มมีสัมมาทิฏฐิ เริ่มดำริที่จะไม่มุ่งร้าย ไม่เบียดเบียนใคร ส่วนเนกขัมมะนั้น เริ่มเป็นจุดที่จะรุกกลับไปสู่การถอดถอนกามออกเพื่อพ้นจากทุกข์ทางใจ ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้ศีลจะบริบูรณ์ แต่คนดีไม่พ้นทุกข์ทางใจ คนดีไม่ใช่ไม่ดี แต่คนดีที่ไม่รู้จักมรรคองค์ที่ ๖ ๗ และ ๘ จะไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ ดังนั้น เราจะมาดูมรรคในระดับถอดถอนความทุกข์ทางใจกันต่อ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/