มรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ

หนทางแห่งการพ้นทุกข์ อริยมรรคมีองค์ ๘
มรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การทำการงานชอบเป็นอย่างไรเล่า
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การทำการงานชอบ

ในมรรคข้อนี้เหมือนกับศีลในข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ เลย ดังนั้นเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ในส่วนของปัญหาที่ผ่านมาก็ได้มีการอธิบายไปพอสมควรแล้ว ตรงนี้จะทำความเข้าใจในหมวดของศีล ซึ่งคนมักไม่ค่อยเห็นประเด็นที่จะกล่าวถึงนี้เท่าไหร่นัก
ในมรรคองค์ที่ ๓ สัมมาวาจา และมรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะนั้น จะเห็นประโยคหนึ่งที่ซ้ำๆ กันอยู่ในทุกๆ บรรทัดก็คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการ… ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงใช้ประโยคนี้ในทุกๆ ข้อ เพื่อให้เข้าใจ เรามาดูการทำผิดศีลกันก่อน เช่น ยุงบินมาเราตบ..เพี้ยะ ตายสนิท แล้วก็บอก โอ๊ะ! ไม่เจตนาเลย ไม่เจตนาหรือ? ลองย้อนภาพดูใหม่ (สโลว์โมชั่น) ยุงบินมา เสียงยุงกระทบหู ใจสั่นไหวบีบคั้น โกรธแค้น เกิดอาฆาตพยาบาท โทสะเข้าประกอบจิต จนถึงจุดหนึ่งสั่งให้แขนขยับแล้วก็ตบลงไป เกิดการฆ่าทันที หากนี่เป็นการสโลว์โมชั่น จะเห็นภาพเลยว่า เกิดแรงผลักดันเป็นเจตนาให้เกิดการฆ่า เมื่อมีกิเลสเป็นตัวผลักดันจะเกิดการกระทำกรรม ซึ่งพระองค์ตรัสว่า เจตนาเป็นตัวกรรม ดังนั้นเมื่อเกิดมี โทสะ โลภะ หรือโมหะเข้าประกอบ การกระทำทั้งหลายจึงเกิดเป็นกรรม เพราะฉะนั้นการตบยุงจึงเป็นกรรมเพราะมีเจตนา เจตนามีได้ เพราะมีโลภะ โทสะ โมหะเข้าประกอบนั่นเอง
เมื่อเข้าใจเจตนาแล้วลองกลับมาในข้อของศีลใหม่ อีกสักตัวอย่างหนึ่ง หากมีคนที่มีนิสัยชอบลักขโมย เวลาเห็นของใครก็จะลักก็จะขโมย จนเมื่อได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเริ่มมาถือศีล เจริญตามมรรค จึงเห็นว่าการเอาของของผู้อื่นที่เขาไม่ได้ให้นั้นไม่ดี จึงเริ่มละเว้น แต่ในช่วงแรกๆ ทุกครั้งที่เขาเห็นของคนอื่น เขาจะอยากได้มาก แต่ก็พยายามข่มใจ ฝืนใจไว้ไม่ทำผิดอีก เขาต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อไม่ทำ ซึ่งขณะนั้นเองที่เกิดเจตนาเป็นเครื่องเว้นขึ้น ทีแรกตบยุงเพราะมีกิเลสเป็นเหตุ ก็เกิดเจตนาเป็นตัวกรรม ทำให้เกิดเป็นวิบาก เมื่อคนขี้ขโมยคนนี้เริ่มอดทน พากเพียรในการถือศีลเจริญมรรคต่อไป สิ่งที่เราจะเห็นได้อย่างแน่นอนคือ ระดับของเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการลักขโมยนั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในทำนองเดียวกันเจตนาที่จะเอาของผู้อื่นก็ลดลงเช่นเดียวกันจนวันหนึ่งหากมีคนทำเงิน ๕๐๐ บาทหล่นต่อหน้าเขา โดยที่เจ้าของเงินไม่รู้ตัว คนที่เมื่อก่อนเคยเป็นคนขี้ขโมยนั้นเห็นเข้าพอดี เขาก้มลงเก็บเงิน ๕๐๐ บาทนั้นแล้ววิ่งตามไปคืนให้เจ้าของ แล้วเดินกลับมาโดยปรกติ เพื่อนที่เคยรู้จักนิสัยของคนๆ นี้เห็นแล้วเกิดความสงสัย จึงเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า ทำไมไม่เก็บเงินไว้เองล่ะ เขาตอบว่า ไม่ใช่ของเรานี่ เพื่อนจึงถามต่อไปว่า เดี๋ยวนี้ถือศีลเหรอ? คนๆ นั้นหยุดคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า เปล่า เพื่อนยังคงสงสัยในคำตอบอยู่ จึงถามต่อว่า ถ้าไม่ถือศีลแล้วทำไมไม่เอาซะเลยล่ะ…
เราจะให้เรื่องหยุดอยู่ตรงนี้ แล้วย้อนภาพกลับไปใหม่ ครั้งแรกเป็นคนนิสัยขี้ขโมย ขโมยของได้แบบไม่มีความรู้สึกผิดเลย คนที่ทำผิดโดยไม่มีความรู้สึกผิดเลย เราจะใช้คำเรียกว่า “เลวแบบเป็นเนื้อแท้” เวลาเอาของใครมีแต่ความยินดีปรีดาไม่รู้สึกผิดใดๆ ในใจแม้แต่น้อย เชื่อไหมว่าคนที่เลวแบบเป็นเนื้อแท้นี้ขโมยของใครไม่มีเสียงการยับยั้งภายในจากสติปัญญาเลย แต่เมื่อหันเข้ามาศึกษาปฏิบัติ ต้องการจะเป็นคนดี เริ่มเกิดความยับยั้งชั่งใจขึ้น ความยับยั้งชั่งใจที่เกิดขึ้นของทุกคนจะมาในรูปไหนหรือ? ก็มาในรูปแบบของเสียงเล็กๆ ในหัวนี่ล่ะ ในระยะแรกที่มีเจตนาเป็นเครื่องเว้น เวลาที่เห็นของใครแล้วเกิดความรู้สึกอยากจะขโมย จะเกิดเสียงขึ้นในหัวอย่างเช่นว่า ไม่เอานั่นไม่ใช่ของเรา เราจะไม่ทำบาปอีกแล้ว อดทนไว้ ไม่ได้ก็ไม่ตายหรอก ถ้าเราเอาของคนอื่นแล้ว เจ้าของก็ต้องเสียใจของที่เขาเก็บหอมรอบริบมาต้องสูญหายไป ได้ไปเราก็ไม่เป็นสุขหรอก… และอาจเกิดเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นตอบโต้ในเชิงสนับสนุนให้เอา เช่น เออ…ไม่เป็นไรหรอก พวกนี้เขารวยแล้วเอามาเขาก็ไม่เดือดร้อนหรอก เราช่วยให้เขาได้ซื้อของใหม่ด้วยซ้ำ
แต่จากการที่เริ่มเกิดเหตุผลที่จะทำดีขึ้นมาเป็นเครื่องต้านการทำชั่วนั่นเอง จะมีการชะงักขึ้นทุกๆ ครั้งที่เขาอยากจะขโมยของใครในช่วงนี้เขาต้องอดทนฝืนข่มใจไว้มากทีเดียวเพื่อจะไม่ขโมยอีก แต่ในความเป็นจริง ความอยากจะขโมยของๆ คนอื่น จะเริ่มลดความรุนแรงในใจลงตามกาลเวลา ตราดใดที่เรายังมีปัญญาเห็นตามความจริงไม่ยอมไหลไปตามอำนาจฝ่ายต่ำของกิเลส เจตนาเป็นเครื่องเว้นก็ลดลงเช่นกัน แล้วลดลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์คนทำเงินหล่นต่อหน้าเขา ๕๐๐ บาท เขาก้มลงเก็บและวิ่งตามไปคืนเจ้าของ
จะชี้ให้เห็นจุดพลิกผันที่สำคัญคือ คนที่เคยขี้ขโมยคนนั้นหมดความอยากที่เอาของๆ คนอื่นแล้ว คือหมดเจตนาที่อยากจะได้ของๆ คนอื่นแล้ว เขาก้มลงเก็บเงินโดยเสียงในหัวเงียบกริบ (ไม่มีว่า เสียงหนึ่งบอกให้เอาเลย อีกเสียงหนึ่งบอกว่าไม่ดีอย่าทำ…อีกต่อไป) คนๆ นี้หมดเจตนาที่จะขโมย คนๆ นี้ก็หมดเจตนาเป็นเครื่องเว้นไปด้วย หากเราจะบอกว่า คนๆ นี้เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ในข้อนี้ก็คงไม่ผิด
เมื่อเป็นคนดีอย่างเป็นเนื้อแท้ในระดับศีลเพราะเกิดปัญญาในศีล เกิดสมาธิในศีล เพราะเจตนาเป็นเครื่องเว้นได้สร้างสมให้เกิดศีลขึ้นในระดับอธิศีลขึ้น ก็หมดเจตนาเป็นเครื่องเว้นที่จะทำผิดอีก หากข้อศีลทุกๆ ข้อถูกชำระจนบริสุทธิ์อย่างนี้ จิตจะไม่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจหรือเครื่องเสียบแทงแบบหยาบๆ อีก จากนี้ไปก็เข้าสู่กระบวนการชำระความทุกข์ภายใน ไม่อย่างนั้นทำดีก็จะติดดี คนอื่นไม่ดี เกิดเป็นตัวตนขึ้นมาอีก ดีก็เลยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกด้วยความไม่รู้ ดังนั้นจึงต้องมีมรรคในระดับละเอียดขึ้นที่จะชำระเหตุให้เกิดทุกข์ในระดับจิตใจต่อไป คือระดับตัณหาและอุปาทาน ซึ่งต้องอาศัยมรรคองค์ที่ ๖ ๗ และ ๘
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ภาพและเนื้อหาจากหนังสือ “กลัวเกิดไม่กลัวตาย”
(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย
(เสียงอ่านหนังสือ MP3) https://makkanuka.wordpress.com/2015/08/12/gluagerd-pdf-mp3/