นักปฏิบัติธรรมเรื่อง “่น้ำลด ตอผุด”

look-at-yourself
วันนี้ทุกคนอยู่กับสรรพสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อน อาหารการกิน การเดินทาง งานหลัก งานอดิเรก ของรัก ของหวง ของโปรด มากมายรอบๆ ตัวในแต่ละวัน แต่ละเวลาจนเคยคุ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
เคยสังเกตเห็นไหมว่าเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนมันถูกนับรวมเข้ามาไว้ในชีวิตของเราด้วยว่า นี่คือความเป็นตัวฉัน เรามีสิ่งของต่างๆ แม้นผู้คนรอบข้างจนเหมือนกับว่าเป็นกันและกันจนขาดกันไม่ได้ ไม่ว่าจะไลฟ์สไตล์ หนังสือการ์ตูน รายการโปรด อาหารจานเด็ด ความวุ่นวายกับลูก กับงาน กับคนในครอบครัว
หากท่านได้มีโอกาสพรากออกมา ในช่วงต้นจะมีผู้คนที่แตกต่างกันในความรู้สึกคือ พวกแรกรู้สึกอึดอัดโหยหา อยากที่จะกลับไปใช้สิ่งนั้นๆ หรือไปหาสิ่งนั้นๆ ทันที รู้สึกทุกข์ใจ เร่าร้อน นี่แสดงให้เห็นในคนทั่วๆ ไปที่ขาดสิ่งที่เคยมีเคยเป็น คล้ายอาการลงแดงของคนติดยาเสพติด มองโลกขวางหู ขวางตาไปหมด
พวกที่สอง รู้สึกโล่ง เบาที่พรากออกมาจากสิ่งเป็นทุกข์ ความวุ่นวาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก จะเห็นเอง ยอมรับเองว่าความโหยหาในสิ่งรัก สิ่งโปรดหรือคนรัก คนโปรด เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นตามกาลเวลา ซาไปได้ในช่วงแรกๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเหมือนแรงที่ดึงรั้งให้พรากออกนั้นจะเริ่มอ่อนแรงลง คนพวกนี้แม้จะได้เห็นความจริงหรือสัมผัสกับความจริงได้บ้างแล้ว แต่ความที่ยึดติด เสพติดกับสิ่งต่างๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในเรื่องของกามคุณ จิตใจจะเริ่มเผารนมากขึ้นทุกวัน หากเป็นการมาเข้าคอร์สปฏิบัติที่ระยะเวลายาวๆ หรือออกบวชก็เช่นกัน จิตใจจะเริ่มเผารนรอวันที่จะสึกออกไปแทบจะทนไม่ไหว ในใจรอวันที่จะได้กลับไปทำอย่างนั้นๆ อีก ตรงนี้จะเห็นว่าการที่เราเคยชิน เคยคุ้นกับการทำอะไรหรือกิจกรรมใดๆ จนเกิดเป็นความเคยชินนั้น เมื่อไม่ได้ในวันใดวันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นตัณหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีสติปัญญาพอที่จะเห็นความจริงถอดถอนความเคยชิน และปัญญาอย่างเดียวก็คงเปลี่ยนความเคยชินนั้นไม่ได้แต่ต้องสร้างความเคยชินใหม่ควบคู่กันไปให้ได้ จนความเคยชินใหม่เบียดความเคยชินเก่า จนเจือจางเบาคลายไปจากใจ ความเคยชินใหม่นั้นจึงต้องสร้างด้วยความเคยชินในการทำกุศล นั่นมาจาก สัมมาวายามะ มรรคองค์ที่ ๖
ส่วนพวกสุดท้ายเมื่อได้พรากออกมารู้สึกดีทันทีที่พ้นจากเรื่องวุ่นๆ ยิ่งอยู่ไป ยิ่งได้พรากออกมากขึ้นเริ่มสัมผัสกับความสุขสงบเย็นมากขึ้น ความโหยหามีอยู่บ้างแต่ดูเหมือนจะไม่มีความหมายใดๆ เหมือนนุ่นปลิวไปมาในอากาศ ไม่ได้สร้างความเสียหายหรือมีพลังจะสร้างความเสียหายให้อะไรๆได้ นอกจากสร้างความรำคาญเล็กๆ น้อยๆ คนกลุ่มนี้อุปมาดั่งเช่นเสือถูกจับไปเลี้ยงไว้ในกรง เอาไปเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ มีที่ให้เดินไปมา มีอาหารให้กิน ให้ความสุขสบาย แต่วันหนึ่ง เสือนั้นหลุดจากกรง เดินไปถึงชายป่า เริ่มเดินลึกเข้าไปในป่า หันซ้ายแลขวาด้วยใจระทึก ไม่มั่นใจว่านี่คืออะไร แต่ในใจลึกๆ เต็มไปด้วยความลิงโลดภายใน ตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยได้เล่นน้ำ เสือจะหยุดมองกลับไปข้างหลังเพราะเริ่มรู้สึกว่าเราเดินเข้ามามากเกินไปแล้ว เกิดความลังเลที่จะเดินไปต่อหรือจะเดินกลับ แต่แล้ววินาทีแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เสือตัวนั้นตัดสินใจคือ ออกวิ่งอย่างสุดชีวิตด้วยใบหน้าเบิกบาน มีความสุขที่สุดและไม่คิดจะหันหลังกลับไปสู่กรงอีกเพราะกรงนั่นไม่ใช่บ้านของเรา มันไม่เคยเป็นด้วยซ้ำ เราถูกหลอกให้อยู่ในกรงอยู่ในสวนสัตว์ด้วยคำพูดกรอกหูจากผู้คนที่โง่เขลาเบาปัญญาว่า กรงดี เขาไม่ได้หลอกเรา แต่เขาเขลา มีปัญญาอยู่เพียงเท่านั้น คนพวกนั้นบอกว่าต้องอยู่ในสวนสัตว์แล้วจะมีกินมีใช้ มีคนเอาอาหารมาโยน มาถ่ายรูป มายิ้มให้ มาโบกมือแล้วจะสนุกไปวันๆ เราจะรักกันไปชั่วนิรันดร์ แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็เดินจากไปทีละคนสองคน ที่ทุกข์เศร้าก็หาอะไรมากลบเกลื่อนแล้วก็มาสนุกกับคนใหม่ๆ ต่อไปจนถึง..คิวของเรา ทุกวันๆ ก็เป็นไปได้แค่นั้น ไม่เคยพบกับความอิสระที่แท้จริง มีแต่ความอิสระจอมปลอมที่โลกหลอกกันมา ดูคล้ายความอิสระแต่ไม่ว่าจะทำอะไรๆ ล้วนพาใจให้เป็นทาสทุกที
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ บุคคล ๓ ประเภทที่กล่าวมานั้น คงเปรียบกับเราแต่ละคนที่เป็นผู้ปฏิบัติได้ไม่ยากและท่านคงยอมรับความจริงที่ตัวเองได้ว่าท่านเป็นประเภทไหน อยากเป็นแบบไหนจะคิดเอายังไงก็ได้ไม่มีใครเถียงด้วยหรือมาให้คะแนนหรือมาคาดคั้นเอาความจริงให้ได้อายใดๆ แต่เราคงทราบดีและรู้เลยว่าบุคคลประเภที่ ๓ แน่นอนเลยมีอัธยาศัยในการออกจากสังสารวัฏแน่นอน บุคคลประเภทที่ ๒ นั้น ก็คงต้องเพียรทำ เพียรอดทน เพียรในการเจริญภาวนาให้เห็นความจริงต่อไปแล้ววันหนึ่งจะละเหตุแห่งทุกข์ได้และพรากออกจากโลกได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ส่วนประเภทที่ ๑ คงยากจะเยียวยาแต่หากเขาได้ยินได้ฟังได้มีหมู่กลุ่มคอยช่วยเหลือวันหนึ่งก็คงจะเป็นประเภท ๒ ประเภทที่ ๓ ได้ในกาลข้างหน้า
แล้วชื่อเรื่อง “น้ำลด..ตอผุด” ที่ตั้งไว้ ถ้าต้องเอามาใส่ให้ตรงกับความหมายในเนื้อเรื่องนี้ ท่านคิดว่าจะใส่ตรงไหนดี
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
(๔ กันยายน ๒๕๕๗)