เป้าหมายนั้นอยู่ที่การเดินได้ถูกและตรง

เป้าหมายนั้นอยู่ที่การเดินได้ถูกและตรง
หากการกระทำงานชิ้นหนึ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายสูงสุด เช่นเรียนให้ได้เกียรตินิยมอันดับ ๑ ต้องใช้ความมีวินัยในการเรียนการอ่านการทำการบ้านเต็มที่ ความเพียรพยายาม มีสมาธิกับการเล่าเรียนเต็มที่ และมีปัญญาเข้าใจในสิ่งที่พากเพียรได้ดีเลิศ เข้าใจสิ่งที่ครูอาจารย์สอนอย่างแจ่มแจ้งไม่ใช่เพียงการท่องจำ อย่างนี้ผลสัมฤทธิ์ออกมา เกียรตินิยมอันดับ ๑ คงไม่ได้ไกลเกินเอื้อมแน่ๆ
แต่เมื่อทำไป ความมีวินัยก็ยังคงเต็มที่ แต่ความพากเพียร ความมีสมาธิจดจ่อ ความตั้งมั่นที่จะได้เห็นได้เข้าใจในสิ่งที่ครูอาจารย์สอนเริ่มลดลงบ้าง เกียรตินิบมอันดับ ๑ คงจะลำบาก ดังนั้นหากตั้งเป้ายอมรับความจริงว่าหากทำได้เพียงเท่านี้ เป้าหมายคงตัองลดลงเป็นเกียรตินิยม อันดับ ๒ นะ
แต่ถ้าวินัยก็หย่อนยาน ความเพียรพยายาม สมาธิที่จะจดจ่อก็ไม่ค่อยเต็มที่ เอาเท่าที่ได้ ผลคือความเข้าใจในบทเรียนหรือคำสอนก็ย่อมลดลง ดังนั้นเป้าหมายก็อาจจะลดลงเหลือเพียงแค่ เกรด ๓ กว่าๆ หรือ ๒ กว่าๆ หรือแค่เรียนให้ผ่านๆ ไปแต่ละเทอม นั่นก็คงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
มาถึงวันนี้ นักปฏิบัติมากมายมีเหตุผลสารพัดที่จะเอามากล่าวอ้าง แสดงแก่ตนเองหรือผู้อื่นว่า ก็ฉันต้องทำงาน ก็ฉันต้องดูแลลูก จะเอาเวลาที่ไหนทำล่ะ หรืออีกประเภทก็ว่า ฉันต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะเข้าใจธรรม เห็นธรรมนั่น ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าเราจะต้องทำอะไรหรือคิดว่าต้องทำอย่างไร เราไม่ต้องแสดงหรือบอกแก่ใครก็ได้ เพราะผลมันอยู่ที่ตัวของเราทั้งหลายเองทั้งนั้น วันนี้เป้าหมายการปฏิบัติ มันขึ้นกับการสร้างเหตุ ไม่ใช่ได้มาจากความคิดเอาเอง ต่อให้เราไม่คาดหวังถึงเป้าหมาย เป้าก็ลดลงเพิ่มขึ้นจากการกระทำของแต่ละคนอยู่ดี
วันนี้หากเราเข้าใจความจริงและเห็นโอกาสว่า หากเราทำได้แค่นี้ เป้าของเราก็ได้เท่านี้ ก็จะหมดข้อสงสัยว่าเราจะเดินทางไปได้ถึงไหนตามเป้าที่เราตั้งความปรารถนาไว้หรือไม่
หากเราเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วอย่างแจ่มแจ้งจริงในอริยมรรคมีองค์ ๘ เป้าหมายสูงสุดคือพระอรหันต์ แต่หากในส่วนของอินทรีย์ ๕ หย่อนลงบ้างก็อาจจะเป็นอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง ไม่ว่าจะตั้งเป้าหรือไม่ก็ตาม
แต่หากยังบริโภคกามอยู่และยังหลงใหลในกามอยู่แต่การปฏิบัติธรรมก็ยังทำไปด้วยก็อาจจะเป็นกามโภคีชั้นเลิศ เป็นเลิศในหมู่ผู้ยังบริโภคกาม(คุณไม่ใช่อริยบุคคลนะ) แต่ก็มีโอกาสถึงธรรมในอนาคตไม่ว่าชาตินี้หรือชาติต่อๆ ไป (เสี่ยงนะ!!)
แต่ถ้าหากหย่อนลงไปกว่านั้นหรือสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามคำของพระพุทธองค์ หลงทำด้วยความไม่รู้ คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องดีแล้ว นอกจากจะไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป้าหมายยิ่งจะลดลงหรือเปลี่ยนไปนอกทางเลย ด้วยความหลงผิด นี่ยิ่งหนักกันไปใหญ่
หากเข้าใจเป้าหมาย เข้าใจทางเดินอย่างแจ่มแจ้ง แต่อาจจะด้วยข้อจำกัดสารพัดเหตุที่จะพึงมีในชีวิตนี้ การยอมรับเป้าที่ลดลงยังดีเสียกว่าผู้ที่หลงผิดคิดว่าตัวเองอยู่ในทาง นั่นเข้าข่ายคนทำไม่ถูกหรือทำไม่ได้แต่รู้ว่าที่ถูกคืออะไรยังดีเสียกว่า หากเทียบกับผู้ที่ทำผิดโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด อย่างนี้ผิดโดยไม่มีจุดให้หันหลังกลับเลย
วันนี้เป้าหมายนั้นอยู่ที่การเดินได้ถูกและตรง มิได้อยู่ที่ความคิดของเราเองว่าถูกตรง การจะถึงหรือไม่ก็ขึ้นกับว่าเดินหรือไม่และถูกทางถูกองศารึเปล่า ไม่ขึ้นอยู่กับความคิดว่า “ก็จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ ในเมื่อ..” คำอธิบายอย่างนั้นเป็นไปเพื่อปลอบประโลมตัวตนของเราเท่านั้นเอง แล้วที่ว่าฉันทำไม่ได้ไม่มีเวลานั่นน่ะ บอกให้เลยว่าเป็นข้ออ้างสำหรับผู้หลงเท่านั้น อิริยาบท ๔ มีกันอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน
ทำอะไรอยู่ล่ะที่ว่าทำไม่ได้ นั่นล่ะ หลงอยู่
“..ทำเท่านี้..ก็ได้เท่านี้ ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร ฉันไม่ได้อยากได้อะไร จะพ้นไปทำไม..” อยู่ในน้ำวน อยู่ในโคลนดูด ถ้าพูดอย่างนี้ จมแน่นอนนะ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา