ปัญหาของการหลงไปกับเหตุผลทางโลก

วันนี้ความมีเหตุผลเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เราทำอะไรๆ อย่างมีเหตุมีผล แต่ด้วยความหลงของมนุษย์ เหตุผลของมนุษย์จึงมาจากฐานความหลงด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราคิดวนอยู่ในกรอบความคิดของตัวเอง แล้วก็คิดว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกเพราะมีเหตุผลสนับสนุนมากมาย เช่นถ้าวันที่ผู้คนเชื่อว่าโลกแบนแล้วมีใครสักคนบอกว่าไม่ใช่หรอก โลกไม่ได้แบนโลกนี้กลม คนที่เชื่อว่าโลกแบนนั่นล่ะถูกแล้วก็จะพูดจากระแนะกระแหนว่าถ้าอย่างนั้นหากเราอยู่ที่เส้นศูนย์สูตร คือช่วงกลางๆ ของโลก เวลาทานข้าวหรือดื่มน้ำก็คงสำลักแย่เลย พร้อมชวนพรรคพวกที่เชื่ออย่างเดียวกันหัวเราะเย้ยหยันอย่างผู้รู้ โดยเฉพาะหากเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องที่แหวกจากคิดเดิมๆ ที่เรามี เช่น ภิกษุทั้งหลาย! กายนี้ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย…. ถ้าได้ยินอย่างนี้ล่ะ เราก็จะเอาเหตุผลภายใต้กะลาครอบหรือประสบการณ์เล็กๆ ของเราที่มีขึ้นมาเถียงอีกเช่นเคย นี่จึงทำให้สัตว์โลกวนเวียนแค่ในความคิดและเหตุผลของตัวเองเท่านั้น
วันนี้ต่างจากสมัยพุทธกาลมาก ดังนั้นองค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยที่จะทำให้คนเข้าถึงธรรมจึงแตกต่างกันมาก องค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้คนถึงธรรมจึงมาจาก ๓ ปัจจัยที่จะต้องถึงพร้อม โดยยืนยันทั้งจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสารีบุตรคือคำว่า

“ใครกันเป็นโสดาบัน?”

“ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพระองค์เรียกผู้นั้นว่า โสดาบัน”

“ถูกแล้วๆ แม้เราเองก็เรียกคนเช่นนั้นว่า พระโสดาบัน”

คำว่าผู้ประกอบพร้อมนั่นยืนยันอย่างแน่นอนว่า บุคคลนั้นจะเข้าสู่สัมมาฯทั้งหมด ๘ องค์ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้เอง แต่ที่จะชี้คือ เมื่อจัดหมวดเข้าสู่ไตรสิกขาให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจคือ ปัญญา ศีล สมาธินั้นทั้ง ๓ หมวดต้องถึงพร้อมจริงๆ
จะแสดงให้เห็นง่ายๆ แล้วทุกคนจะเห็นภาพตาม เราจะเริ่มจากจุดนี้ก็แล้วกัน วันนี้สื่อลามกมากมาย ซึ่งนั่นเป็นเหตุในการกระตุ้นจิตใจสัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปเสพหรือหมกมุ่นให้มีสภาพกระสันเกิดกามตัณหาฝังตัวเป็นอนุสัยพร้อมจะปะทุขึ้นมาเมื่อมีแรงกระตุ้น ดังนั้นจึงทำให้เกิดการสมสู่ทางเพศกันอย่างกว้างขวางเป็นผลตามมาเพราะการเห็นสั่งสมเข้าไปบ่อยๆ (อย่างนี้เรียก อิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น) นั่นจึงเป็นเหตุแล้วส่งผลให้ผู้ใหญ่ลักลอบสมสู่กัน รวมถึงส่งผลสู่เด็กนักเรียนท้องในวัยเรียน เมื่อทั้งผู้ใหญ่ก็พลาดจนตั้งท้อง ทั้งเด็กนักเรียนก็ท้องในวัยเรียนจึงส่งผลให้การทำแท้งเป็นไปอย่างกว้างขวาง เมื่อการทำแท้งกว้างขวาง ก็จะเริ่มเกิดการเสียชีวิตของทั้งเด็กที่ไปทำแท้งเสียชีวิตและที่แน่ๆ เด็กทารกในท้องก็ต้องเสียชีวิตจากการกระที่เกิดขึ้น
จะเห็นว่าความเป็นเหตุเป็นผลนั้นเกิดเป็นกระแสที่ดูเหมือนยากที่จะหยุดได้ เพราะต่อให้ไล่ขึ้นไปอีกก็จะมีเหตุไปเรื่อยๆ เช่นอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ และอื่นๆ อีกมากที่เป็นเหตุ ดังนั้นจึงดูเหมือนกับว่าจะหยุดไม่ได้เลย ทำได้ก็เพียงชะลอเท่านั้น การแก้ไขนั้นก็ไม่สามารถไม่ทำในองค์รวมแต่ทำได้ในลักษณะตัวบุคคลคือพรากออกมาจากเรื่องนั้นๆ นั่นรอดได้เป็นคนๆ เท่านั้นเอง
แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะสื่อ เมื่อถึงตรงนี้เรามองได้เลยว่าอีกไม่นาน การทำแท้งเสรีต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความเห็นใจเด็กๆ ที่ท้อง เมื่อมองย้อนไปในมุมผู้ที่มีหน้าที่ทำแท้งคือหมอ ก็ต้องลงมือช่วยเพราะเหตุผลมันบีบเข้ามา ไม่ช่วยก็ไม่ได้เพราะเป็นเหตุผลด้านมนุษยธรรม การทำปาณาติบาตต่อทารกซึ่งคือมนุษย์คนหนึ่งจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าสมมติเหตุการณ์นี้เกิดใน ๕ ปีข้างหน้า หมอในช่วงแรกอาจจะไม่ยอมแต่ก็มีถูกบีบให้มองไปที่การช่วยเหลือเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งนี้จะเริ่มกลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาไปในที่สุด ไม่มีใครพูดถึงอีกแล้วก็ทำกันเป็นปรกติ หากมีสาวกประกาศธรรมแล้วบอกว่าการทำปาณาติบาตเป็นเรื่องผิดไม่ควรทำ ทุกคนในวันนั้นจะเถียงอย่างมีเหตุผลของมนุษยธรรมต่อเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ต้องเสียอนาคตไปหากผู้ใหญ่ไม่ช่วย
เห็นภาพไหม? ถ้าเข้าใจ ย้อน Time machine กลับมาที่ปัจจุบันวันนี้ทุกคนหลงใหลในสื่อ ทีวี การละเล่นกันมากขนาดไหน ทุกคนจะเห็นว่าใครๆ ก็ทำกัน บ้านไหนๆ ก็มีกัน หลงใหลเพลิดเพลินกัน วันนี้สาวกผู้เห็นความจริงเข้าไปบอกเรื่องเหล่านี้ คนจะนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันไม่ดียังไงก็มันให้ความสุข ความสนุกสนานไม่ใช่หรือ? หากเราเห็นภาพไม่ว่าการผิดศีลซึ่งวันนี้ศีลทุกข้อกำลังอยู่ในจุดที่คนมากกว่าครึ่งทำมันโดยไม่รู้สึกผิด วันข้างหน้าคนเกือบทั้งหมดจะไม่รู้สึกว่ามันผิดอีก นั่นจะส่งผลให้เราทุกคนเห็นเลยว่า การบรรลุธรรมที่ประกอบด้วย ปัญญา ศีล สมาธิอย่างถึงพร้อมจะเกิดขึ้นไม่ได้ แล้วเขาจะมีเหตุผลมาสนับสนุนการไม่มีศีลของเขาอย่างชอบธรรม…เป็นอันปิดฉากการบรรลุธรรม เพราะสัญชาตญาณเถื่อนในสัตว์โลกจะไม่สามารถถูกขัดเกลาได้ เมื่อสันดานที่ปลูกฝังอย่างเหนียวแน่นและที่สำคัญไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันไม่ดีแล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาจัดการได้อีก
เคยได้ยินคำนี้ไหม “โลกจะไม่เกื้อกูลต่อการบรรลุธรรมอีก”

ตอนนี้ผู้ที่เห็นความจริงยังพอมี ยังพอเข้าใจได้ จึงสามารถนำตนเข้าถึงความเป็นอริยะได้

แต่ผู้ที่มีเหตุผลสารพัด และเป็นคนเจ้าเหตุเจ้าผลเป็นนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ ก็คงหลงวนไปกับประสบการณ์ภายใต้กระแสโลกที่นับวันจะรุนแรงจนยากที่จะโงหัวขึ้นมาเห็นความจริงได้อีกเพราะศีลถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗