มองโลกตามความเป็นจริง อย่ามองแค่สีของการปรุงแต่ง

คนนั้นเป็นคนชั่ว…
คนนั้นเป็นคนดี…
เราเคยเห็นคนดีๆ ที่เรารู้จัก วีนแตกไหม?
เสียคนตอนแก่ ทำผิดทั้งๆ ที่เขาดูเป็นคนดี ฯลฯ
เวลาเราพบแก๊งอันธพาล พบเด็กติดยาตาขวางดูไม่น่าไว้ใจ พบวัยรุ่นจับกลุ่มกันแล้วนั่งแซวผู้หญิงที่เดินผ่านไปผ่านมา ใช่เราเคยเห็นพวกนี้กากเดนของสังคม ท่านรู้สึกอย่างไรกับคนเหล่านี้ทั้งที่เป็นคนดีและคนไม่ดีว่า คนๆ นั้นเป็นคนดีแท้ๆ ไม่น่าเป็นอย่างนั้นเลยหรือคนเลวพวกนี้ไม่น่ามีในโลกเลย ยอมรับไหมว่าเราเห็นเขาเป็นตัวตนว่า เขา “เป็น” คนอย่างนั้น
ท่านทราบความจริงที่อยู่เบื้องหลังภาพที่เห็นไหม ความที่ขันธ์ ๕ นี้สั่งสมความเห็นผิดมาตลอดแน่นอนการแสดงออกจึงขึ้นกับว่าตอนนั้นอะไรเข้าครอบงำเข้มข้น เจือจางในแต่ละบุคคล บางช่วงคนๆ นั้นมีโทสะเข้าประกอบอย่างเข้มข้น อาการวีนแตกก็เกิดออกมาให้เห็น ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้มีกุศลเป็นส่วนมาก เราก็เห็นการแสดงออกมาเป็นภาพที่ดีที่น่ายกย่อง
แต่เจตสิกต่างๆ ที่เป็นกุศลและอกุศลที่เกิดดับไปพร้อมจิตและเกิดดับต่อเนื่องตลอดเวลา ถ้ากุศลดับไปแล้วอกุศลเกิดขึ้นแทน แน่นอนการแสดงออกก็จะเป็นอกุศลหรืออาการโกรธ วีนแตก ฉุนเฉียวให้เราได้เห็นนั่นล่ะ ภาพที่เราเห็นการกระทำหรือแสดงออกของผู้คน จึงเปรียบเหมือนเครื่องฉายสไลด์ที่ฉายแสงสว่างออกมา หากเราเอาเลนส์สีแดงไปครอบไว้ข้างหน้า บนจอก็จะแสดงสีแดงขึ้นมา ถ้าเราเปลี่ยนเลนส์เป็นสีเหลืองก็จะแสดงผลเป็นสีเหลืองบนจอ ดังนั้นแสงสีต่างๆ บนจอที่เราเห็น แท้ที่จริงมาจากเลนส์ที่เปลี่ยนไปมาบนเครื่องฉายสไลด์นั่นเอง
ฉันใดก็ฉันนั้น อาการของผู้คนที่แสดงออกมา มาจากเจตสิกที่เข้าประกอบจิตในแต่ละขณะ เมื่อเข้าใจตามนี้ ความเป็น “บุคคล” “เรา” “เขา” จึงไม่ได้เป็นอย่างเรายึดมั่นสร้างตัวตนแต่อย่างไร มันอยู่ที่กิเลสตัวไหนกำลังเข้าประกอบและประกอบเกิดๆ ดับๆ สืบเนื่องยาวนานแค่ไหน การแสดงออกของแต่ละคนที่เราเห็นจึงสามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้
แล้วถ้าจิ๊กโก๋ที่แซวผู้หญิงเมื่อครู่เขาเดินกลับบ้าน เจอยายแก่หกล้มแล้ววิ่งเข้าไปประคองช่วยเหลือแล้วพยุงยายแก่นั้นกลับไปส่งที่บ้านล่ะ แสดงว่าอะไร นั่นก็แสดงว่าในขณะนั้นๆ เจตสิกฝ่ายกุศลเข้าประกอบจิต เลนส์ที่ใส่อาจจะเป็นสีขาวนวลดูเย็นสบายตา
เอาเข้าจริงๆ จึงไม่มีตัวตนบุคคลที่ถาวรอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าเอาเลนส์อะไรใส่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะเห็นต่อไปว่า แสดงว่าแต่ละคนมีเลนส์อยู่เท่าๆ กันล่ะ สมมุติง่ายๆ ว่ามีคนละ ๔ เลนส์แล้วกันคือ โลภะ(สีชมพู) โทสะ(สีแดง) โมหะ(สีเทา) ส่วนสติ(สีเขียว) แต่ละขณะแต่ละเวลาเลนส์ก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่หยุด สีสันบนจอจึงแสดงออกมาให้เราเห็นเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ถ้าเราคุ้นกับการใช้เลนส์สีแดง เราจะหยิบเลนส์สีแดงใส่ไม่หยุด นั่นการแสดงออกของเราจึงเป็นแบบมีอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย โมโหร้าย เป็นต้น
นั่นแสดงว่าถ้าเราฝึกที่จะหยิบเลนส์สีเขียวใส่ เลนส์สีเขียวคือ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญา สีอื่นที่พาไปทางต่ำทางไม่ดีก็จะไม่แสดงออกมาหรือมีโอกาสที่จะแสดงออกน้อย นั่นแปลว่าเราฝึกได้ ถ้าเราละบาปละชั่วมากๆ นั่นแปลว่าสติเรามีมากขึ้น สีอื่นๆ ที่ไม่ดีก็ฉายน้อย ส่วนคนที่ไม่เคยฝึกที่จะมีสติ ไม่เคยที่จะฝึกฝืนให้พ้นจากอกุศล เขาก็ดำเนินชีวิตไปตามสัญชาตญาณที่เคยคุ้นไปเท่านั้นเอง พร้อมที่จะลงต่ำได้ทุกเมื่อ ปากก็บอกรู้แล้ว ฉันก็เป็นคนดีนี่นา เห็นรึยังว่าเขาเห็นผิด ที่เห็นว่าเขาจะเป็นคนดีคือแสดงออกกุศลถาวร นั่นเขาเข้าใจผิดแล้ว เราจึงเห็นคนที่ว่าตัวเองดีทั้ง ฉุนเฉียว หงุดหงิด วีนแตก นินทาชาวบ้าน หลงโลภ อยากได้อย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่เขากลับไม่รู้ตัวเองเลย เพราะความเห็นผิดมันบดบังจนหมด
ถ้าเห็นอย่างนี้จะเข้าใจความจริงว่า การแสดงออกของบุคคลนั้นๆ เกิดมาจากเลนส์ที่ประกอบอยู่ภายใน ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนนั้นคนนี้คนดีคนไม่ดีถาวรอะไรหรอก ถ้าไม่มีการฝึกฝนชำระจิตใจด้วยการละชั่ว ทำดีแล้ว เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้ายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ถ้าเอาจริงเอาจังนำ การไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี เลนส์สีแดง สีชมพู สีเทาก็มีโอกาสมาครอบงำได้น้อยลง เรื่องจริงๆ เป็นอย่างนี้ จนถึงขั้นที่ชำระจิตให้ขาวรอบคือสีต่างๆ ที่นำมาประกอบจะถูกชำระไปจนไม่มีอะไรมาครอบงำจิตอีก จึงจะไม่เกิดดับ ประภัสสรตลอดอนันตรกาล นั่นจะไม่เวียนไปเห็นผิดอีก
ตกลงจอที่เราเห็นสีแดงนั้น จอเป็นสีแดงเหรอ? เปล่าเลย จอทุกจอไม่เคยเป็นสีแดง หรือว่าจอเป็นสีเทา ก็เปล่าเช่นกัน จอก็เป็นจอสีเนื้อผ้าของมันอยู่อย่างนั้นล่ะ สีเกิดขึ้นมาจากแสงของเลนส์ที่ครอบเครื่องฉายต่างหาก ดังนั้นสีต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าหมั่นใส่สีเขียว สติจะเกิดขึ้นบ่อยๆ เนืองๆ จนวันหนึ่งเกิดปัญญาขึ้นมา เลนส์สีเขียวที่เป็นสติก็ดับไปไม่ต้องใช้อีก ถ้าจอไม่เคยเป็นสีแล้วขันธ์ ๕ ของแต่ละคนล่ะ ถ้าจิตไม่ถูกปรุงด้วยสีต่างๆ ของเลนส์ ขันธ์ ๕ ก็จะแสดงผลไปตามนิสัยใจคอที่สั่งสมมาโดยไม่มีอารมณ์โลภ โกรธ หลง นิสัยแต่ละคนก็จะเป็นเหมือนเนื้อผ้าของจอที่อาจผลิตจากวัสดุที่ต่างกัน หยาบ ละเอียด ปราณีตต่างกัน เพราะฉะนั้นจอจริงๆ ว่างจากการปรุงแต่งนะ ถ้าไม่มีแสงเข้ามา ขันธ์๕ จะทำงานไปตามหน้าที่ด้วยการสั่งสมนิสัยใหม่ระหว่างการเจริญมรรคมาตามลำดับ แต่ไม่มีอารมณ์กุศล อกุศลเกิดขึ้นอีก
เห็นอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ “เข้าถึง” ความจริงนี้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “ผู้ถึงแล้วด้วยทิฏฐิ”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
๑๐ กันยายน ๕๗