ทำไมนั่งสมาธิแล้วจึงฟุ้งซ่าน

“..นั่งสมาธิไม่ได้เลย มันฟุ้งมาก..” คำกล่าวยอดฮิตสำหรับนักปฏิบัติหน้าใหม่หน้าเก่า เหมือนกันหมด
ต้องขอถามกลับก่อนว่า แล้วตอนยังไม่นั่งสมาธิไม่ฟุ้งใช่ไหม?
ทำไมเราจึงมารู้ว่าฟุ้งตอนนั่งสมาธิ แต่ในชีวิตทั้งวันทุกวันตลอดมาตั้งแต่เด็กจนโตกลับไม่รู้เลยว่าฟุ้ง
การมีสมาธิจะทำให้จิตมีพลัง เกิดเป็นความสงบ จิตตั้งมั่น ผลเกิดเป็นอุเบกขา นั่นแปลว่าในทางกลับกัน หากจิตไม่สงบตั้งมั่น จิตใจจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เมื่อสงบบ้างกลับเหงาเปล่าเปลี่ยวว้าเหว่ ทั้งๆ ที่ควรจะมีความสุขจากความสงบ
ดังนั้นเราควรจะฝึกที่จะมีสติตั้งไว้ที่กาย หรือให้ง่ายและเป็นไปตามคำสอนจากพระพุทธองค์ ก็คือฝึกที่จะอยู่กับลมหายใจให้มากที่สุดบ่อยที่สุดในแต่ละวันแต่ละเวลา
แล้ววันหนึ่งเมื่อกลับมานั่งสมาธิจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่แน่ๆ จะเกิดความสุขในระหว่างวันในระหว่างรู้ลมไปได้เลย
รู้ลมไปเรื่อยๆ
แต่ให้รู้ไว้ด้วยนะว่าลมหายใจไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรานะ ลมมีได้จากปอดพองปอดบีบตัวทำให้เกิดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ปอดทำอย่างนั้นเพราะต้องการอ๊อกซิเจนไปฟอกเลือด เพราะมีเหตุเกิด ผลจึงเกิด มองให้เห็นความจริงอย่างนี้วันหนึ่งจิตจะยอมรับความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง เห็นและเข้าใจการเกิดดับเช่นกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวลมหายใจก็ดีขึ้นมาอีก ลมเข้าไม่ดี ลมออกดี ลมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา มันจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา หน้าที่ของเรารู้ลมหายใจแล้วเกิดเป็นความตั้งมั่นของจิตพอแล้ว จะเป็นอะไรก็แค่ของเกิดดับ เกิดตามเหตุปัจจัย เปลี่ยนไปเพราะเหตุปัจจัยเปลี่ยน มีแค่นี้เอง
แล้ววันหนึ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือเพราะมีแต่สิ่งเกิดดับไม่มีตัวตน เมื่อถึงวันนั้นทุกข์จะดับเพราะจิตเบื่อหน่ายคลายความยึดถือในสิ่งที่ไม่มีค่าอะไร แล้วทุกข์จะดับในที่สุด ดับจากเล็กๆ ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดดับสนิท สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็มีแต่เรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์เท่านั้นเอง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมองเพื่อปัญญา