เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะยึดติดอีกต่อไปแล้ว

ธรรมชาติของทุกคน เวลาที่ทุกข์เกิดจะหาสิ่งอื่นมากลบเกลื่อนทุกข์
จนกว่าจะมีสติปัญญารู้เเจ้ง สามารถเเหวกเข้าไปจนกระทั่งเจอต้นเหตุเเห่งทุกข์ได้ เมื่อรู้ทันกระบวนการโดยการ “ปฏิบัติตามมรรคด้วยใจที่ตั้งมั่น” ก็จะสามารถปล่อยความยึดถือ คือไม่เห็นประโยชน์ของสิ่งนั้นอีกเเล้ว เเละขณะเดียวกันก็ไม่ได้ผลักไสไล่ส่ง เเต่ใจเพียงไม่เข้าไปยึด ความทุกข์จึงไม่มีที่ตั้ง กิเลสก็ทำงานต่อไม่ได้ เมื่อกิเลสทำงานไม่ได้ ความทะเยอทะยาน การผลักดันจากข้างในจะไม่มี สติปัญญาจะเป็นผู้ดูเเลเเทนสัญชาตญาณ เมื่อสติปัญญาเข้ามาดูเเลมากกว่าโมหะ สัญชาตญาณเดิมก็จะหายไปกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ทำด้วยสติปัญญา การทำกุศลอย่างเป็นปกติก็จะเพิ่มมากขึ้น อกุศลจึงถูกชำระไปเรื่อยๆ
จนวันหนึ่งจะรู้สึกขึ้นมาเองว่าชีวิตของเรามีเเต่ความสุข เพราะทำเเต่กุศลทั้งกาย วาจา ใจ เราจึงตื่นขึ้นเองเเล้ว หายโง่ทันที รู้สึกเลยว่า “เมื่อก่อนเราทำอะไรลงไป” “ทำไมเราโง่อย่างนี้” เห็นเองเลยว่าเมื่อก่อนเราไม่ได้รู้จริงหรอก
ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ที่จะเห็นวงจรปฏิจจสมุปบาทได้ ผู้นั้นจะต้องละสักกายทิฏฐิลงเเล้ว” นั้นคือละความเห็นผิดจากการเข้าใจว่ามีตัวเรา หมดความเป็นตัวตนทุกอย่าง ผู้ที่จะเห็นว่าการทำงานเหล่านี้เป็นเพียงวงจรทางธรรมชาติได้อย่างชัดเจนที่สุด ก็คือพระอรหันต์ ส่วนพระโสดาบันขึ้นไปจะเริ่มเห็นครึ่งล่างก่อนเเล้ว ค่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปัญญาที่เเก่กล้า ความตั้งมั่นที่สูงขึ้น เเละความยึดมั่นในจิตที่ลดลง
เอาเป็นว่า วันหนึ่งถ้าท่านเห็นไปจนสุดทาง ท่านเลิกยึดติดเเน่ๆ เพราะไม่เห็นประโยชน์อะไรอีกต่อไป….
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”
นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้ในห้องสมุด