สาเหตุที่เวลาปฏิบัติธรรมเเล้วไม่สงบ

ลองมาดูกันว่าใครมันเป็นนายใครกันเเน่
เรามาลองดูที่พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่อง “นิวรณ์ ๕” ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของเรากันก่อนว่า นิวรณ์เป็นเครื่องกางกั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในธรรม เป็นอกุศลท่วมทับจิตให้เศร้าหมองเเละทำให้ปัญญาถอยกำลัง นิวรณ์ ๕ ได้เเก่
๑. กามฉันทะ คือ ความพอใจเเละความต้องการในกาม ซึ่งไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเท่านั้น เเต่หมายถึงความพอใจทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เราคุ้นเคยจนถึงขั้นเสพติด เมื่อมาปฏิบัติธรรมก็คอยระลึกถึงความพอใจหรือความสะดวกสบายที่เคยได้รับ กามฉันทะก็จะเข้ามาปรุงเเต่งจิต ทำให้จิตถอยกำลัง

๒. พยาบาท คือ ความคิดร้าย ขัดเคืองแค้นใจ

๓. ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงา ซึมเซา หดหู่

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญ ร้อนใจ กระวนกระวาย

๕. วิจิกิจฉา คือ ความลังเล ความสงสัย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาหารของนิวรณ์ ๕ คือการทำผิดศีลหรือทำสิ่งไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นมโนทุจริต วจีทุจริต หรือกายทุจริต ที่เราเคยกระทำมาก่อน อย่าคิดว่าเมื่อมาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเเล้วจะสั่งมันให้หยุดได้ หลายคนสงสัยว่าทำไมเวลาปฏิบัติธรรมเเล้วไม่สงบ จึงพานสงสัยว่าสถานที่ไม่ดี สงสัยว่าวิทยากรไม่เก่ง
เเต่สาเหตุสำคัญจริงๆ นั้นอยู่ที่ตัวเรา เราต้องพิจารณาว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยทำมโนทุจริต วจีทุจริต กายทุจริต หรือเปล่า หากใครเพิ่งทะเลาะกับเเฟน ดุด่าลูก หรือมีปากเสียงกับพ่อแม่ นั่งหลับตาเเป๊บเดียวก็มากันหมด เพราะเราได้สร้างเหตุเช่นนั้นไว้ นิวรณ์จึงเกิดเป็นผลตามมา
พระพุทธเจ้าทรงเรียกคนที่มีนิวรณ์ ๕ ว่าเป็นผู้มีปัญญาอันทุพพลภาพไร้กำลัง เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะเกิดญาณทัศนะใดขึ้น เเสดงว่าตลอดชีวิตเรามีปัญญาอันทุพพลภาพมาตลอด เพราะเราไม่เคยปลอดนิวรณ์เลย ฟุ้งซ่านรำคาญใจทั้งวัน ยังมีกามฉันทะ อยากกินนั่น อยากได้นี่ เกิดการปรับปรุงเเต่งขึ้นในจิตตลอดเวลา ทำให้จิตอ่อนกำลัง ง่วงเหงาซึมเซา ไม่ตั้งมั่น
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ทุบเปลือก ทำลายเมล็ด”
โดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ท่านสามารถฟังคลิปเสียง mp3 คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/19/destroy-seed/

หรือท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถซื้อหนังสืออ่านได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป