เห็นซึ่งขันธ์ห้า รูปนาม จักรวาล ก็เป็นอนัตตา

จิตต้องปราศจากนิวรณ์ จึงจะเดินเข้าสู่ปฐมฌานเเละตั้งมั่นได้ในที่สุด
“เย ธัมมาเหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตะถาคะโต
เตสัญจะโย นิโรโธจะ เอวังวาที มะหาสะมะโณ ”

“ธรรมเหล่าใดเกิดเเต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงเเสดงเหตุเเห่งธรรมเหล่านั้น
เเละความดับเเห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติสอนอย่างนี้”

นี่คือประโยคที่พระอัสสชิกล่าวกับอุปติสสมาณพ เเละทำให้อุปติสสมาณพเกิดดวงตาเห็นธรรมจนตามไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในที่สุด เมื่ออุปติสสมาณพบวชก็ได้ฉายาว่าพระสารีบุตร เเละเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์
น่าสงสัยว่าทุกวันนี้หลายคนก็ได้ฟังประโยคนี้เช่นเดียวกับพระสารีบุตร เเต่ทำไมจึงไม่เกิดดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกับท่าน เพราะเนื้อหาของประโยคดังกล่าวก็ไม่ซับซ้อน กล่าวคือ
…ธรรมเหล่าใดเกิดเเต่เหตุ
หมดเหตุก็ดับ มีเหตุเกิดก็เกิด
หมดเหตุก็ดับ…
เรื่องมีเเค่นี้ที่ทำให้พระสารีบุตรเห็นอนิจจังบรรลุธรรมได้เลย
หลายคนคงเริ่มคิดเเล้วว่าฉันก็ว่าฉันเห็นอนิจจังนะ เเต่ทำไมไม่บรรลุธรรม คำตอบก็คือเราเห็นอนิจจังข้างนอก เเต่พระสารีบุตรเห็นอนิจจังข้างใน ทั้งนี้ ประโยคนี้ไม่ได้บอกเเค่อนิจจังเท่านั้น เเต่บอกไปถึงอนัตตาด้วย ในปฏิจจสมุปบาทบอกไว้ว่าหมดเหตุก็ดับเลย นิพพานเลย วันนั้นพระสารีบุตรเห็นการเกิดดับ ท่านจึงเข้าใจเเละทะลุเข้าไปเห็นจนถึงรูปนาม วางความเห็นผิดในความเป็นตัวตนลงได้ จนได้เป็นพระโสดาบัน
การละสังโยชน์ข้อที่ ๓ ของพระโสดาบันคือละสักกายทิฏฐิ ละความเห็นผิดในความเป็นตัวตน
เเต่สิ่งที่เราเห็นไม่ได้ลึกซึ้งเช่นนั้น สิ่งที่เราเห็นคือเห็นใบไม้ร่วง น้ำท่วมเเล้วลด มีเงินเเล้วก็หมดไป เห็นคนป่วยคนตาย เราคิดว่านี่คืออนิจจัง ถ้าเป็นเช่นนี้สัปเหร่อย่อมเห็นอนิจจังมากกว่าเราหลายเท่า เเต่ทำไมสัปเหร่อไม่บรรลุธรรม นั่นก็เพราะสัปเหร่อไม่เห็นขันธ์ห้าเกิดดับ
ถ้าเห็นขันธ์ห้าเกิดดับจะโพล่งขึ้นมาเลยว่านี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่บุคคลเราเขา ทุกวันนี้ความยึดถือเหนียวเเน่นในกายในใจว่าเป็นเราเป็นของเรายังอยู่ เเต่ถ้าสังเกตเห็นการเกิดดับของอารมณ์ก็ดี ของรูปก็ดี สักพักจิตจะเริ่มยอมเเล้วพลิกมุมมองใหม่ว่านี่ไม่ใช่ของเรา นี่ไม่ใช่เรา
เเล้วหากเจริญมรรคไม่หยุดความตั้งมั่นของจิตก็จะสูงขึ้น เมื่อการทำบาปทำชั่วลดลงตั้งแต่มรรคองค์ที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นตามลำดับ ความบีบคั้นจากนิวรณ์ ๕ คือธรรมอันเป็นอกุศลจะไม่ค่อยเข้ามาปนในจิตด้วยการละอกุศลเเละเจริญกุศลไม่หยุด
ในมรรคองค์ที่ ๖ จิตจะตั้งมั่นขึ้นเเละเห็นสติปัฏฐานสี่
ในมรรคองค์ที่ ๗ จะเห็นเเบบมั่นคงแข็งแรง สลับกันระหว่างมรรคข้อ ๖, ๗, ๘ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวกกลับไปรู้เเจ้งในมรรคองค์ที่ ๑ คือเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นมา มรรคทำงานร่วมกันหมด ไม่เคยทำงานองศ์เดียว จึงได้รู้เเจ้งขึ้นมาว่า นี่ไม่ใช่ของเรา นี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา จึงละความเห็นผิดในความเป็นตัวตนลงได้
ดังนั้น อนิจจังจึงต้องเห็นที่ตัวรูปนามหรือขันธ์ห้า ส่วนการเห็นข้างนอกเป็นการยืนยันฟันธงจากข้างในเท่านั้น วันหนึ่งข้างหน้ามันจะเเผ่ไปจนถึงสัพเพธัมมาอนัตตา เพราะอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน
ทีนี้เห็นทั้งจักรวาลว่าเป็นรูปนามหมด พอเห็นทั้งจักรวาลก็ยิ่งชัดเจนว่านี่ทุกข์ นี่เหตุให้เกิดทุกข์ จึงวาง สลัดคืนทันที นี่คือขั้นตอนการเดินทางของจิต
อย่านึกว่า “โอ้ เราก็เห็นอนิจจังเเล้วนี่นา” เพราะเห็นเพียงอนิจจังภายนอกเท่านั้น
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม (วิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ทุบเปลือก ทำลายเมล็ด”

ท่านสามารถฟังคลิปเสียง mp3 คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/19/destroy-seed/

หรือท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถซื้อหนังสืออ่านได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป