จิตต้องปราศจากนิวรณ์ จึงจะเดินเข้าสู่ปฐมฌานเเละตั้งมั่นได้ในที่สุด

จิตต้องปราศจากนิวรณ์ จึงจะเดินเข้าสู่ปฐมฌานเเละตั้งมั่นได้ในที่สุด
เราทุกคนเหมือนนักกีฬาโอลิมปิกที่ยืนอยู่ตรงจุดสตาร์ต พอกรรมการยิงปืนปล่อยตัว ปัง! ก็เดินจงกรม-นั่งสมาธิกันเลย ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน บางคนสั่งสมมาดีก็ตรงดิ่งไปปลายทางได้เลย เเต่สำหรับบางคนหลงทาง หนำซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่าตัวเองไปผิดทาง ฉะนั้นเราต้องเริ่มจากการศึกษาก่อนว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร จะเดินไปทางไหน ปฏิบัติอย่างไร อะไรคืออะไร
การนั่งสมาธิ-เดินจงกรมไม่ใช่การปฏิบัติที่ผิด เพราะเป็นการสร้างกำลังในเบื้องต้น เหมือนนักกีฬาไปกระโดดเชือกในโรงยิมทำให้เกิดกำลัง เพราะอย่างน้อยสมถกรรมฐานก็ยังเป็นฐานกำลัง จากนั้นมาปรับที่ความตั้งมั่นของจิต เเล้วศึกษามรรคองค์อื่นๆ ไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง พอเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง จะรู้เลยว่าทำไมสมัยพุทธกาลเขาไม่ต้องจัดคอร์สเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ ทำไมจู่ๆ ก็บรรลุธรรมพร้อมกัน ๘๔,๐๐๐ คน เพราะพวกเขาไม่มีกามคอยดึงดูดเหมือนเราทุกวันนี้
เราบอกว่ายุคสมัยนี้เจริญเพราะมีเเต่ความสะดวกสบายเเละสนุก เเต่หากหวังมรรคผลนิพพาน ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่าเวรกรรมจริงๆ ที่เกิดมาในช่วงนี้เพราะเครื่องอำนวยความสะดวกเยอะมาก เสพติดกันหนึบหนับ ติดลบกันไปหมด
คนสมัย ๒,๖๐๐ ปีก่อนเขาอยู่ใกล้ศูนย์จึงไม่ต้องเนกขัมมะ ไม่ต้องพรากตัวเองออกจากกาม เพราะเขาไม่ติดกามเลย เขาเพียงพิจารณาความจริงก็เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เท่านี้ก็หลุดกันเป็นเปลาะๆ เกิดมาพวกเขาก็ยืนอยู่บนถนนที่เดินไปสู่ปลายทางได้เลย ผิดกับพวกเราที่เหมือนติดหล่มจมโคลนอยู่ในท้องร่อง กว่าจะปีนขึ้นมายืนบนถนนก็เหนื่อยยากเเล้ว
ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าทางสุดโต่งสายเเรกคือ “กามสุขขัลนิกานุโยค” ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า เป็นของต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน อยากกินอะไรก็กิน อยากเป็นอะไรก็เป็น อยากไปไหนก็ไป อยากซื้ออะไรก็ซื้อ เหล่านี้ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า เเต่เป็นวิถีของปุถุชน สาวกที่มีมรรคผลนิพพานเป็นเเก่นสารต้องถอนตัวออกมา พระภิกษุจึงมีธรรมวินัยตีกรอบไว้ให้ปฏิบัติ
เเต่ฆราวาสอย่างเราต้องเนกขัมมะด้วยตัวเอง จนกระทั่งเห็นโทษภัยของกาม หยิบมาใช้สอยได้เเต่ก็วางได้ เท่าทันเเละต้องไม่เข้าไปติด ตรงนี้เองที่ทำให้เส้นทางบรรลุธรรมของฆราวาสอยากกว่าพระ เเต่หากเข้าใจเเละเห็นโทษภัยก็จะวางได้จริงๆ เหมือนน้ำสกปรกที่กลิ้งอยู่บนใบบัว เราอยู่ในสังคมที่สกปรกเเค่ไหนก็ไม่ติดไม่เปื้อน
เเต่วันนี้เราเหมือนกระดาษทิชชู ไม่ว่าน้ำสกปรก น้ำเเดง น้ำเขียว น้ำอะไรไหลมาก็ดูดซับไว้หมด ทั้งกุศล – อกุศล ดูดมาเป็นของเราหมด เเต่เมื่อถึงวันที่รู้เเจ้งขึ้นมา ไม่ว่าน้ำอะไรก็ทำได้เเค่กลิ้งอยู่บนใบบัวเท่านั้น มันซึมเข้าไปอยู่ในใบบัวไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้านิวรณ์ยังไม่สิ้นฤทธิ์จะมีปัญญาอันทุพพลภาพ ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นอริยะ
จิตต้องปราศจากนิวรณ์ ปราศจากธรรมอันเป็นอกุศล จึงจะเดินเข้าสู่ปฐมฌานเเละตั้งมั่นได้ในที่สุด
ส่วนหนทางเข้าถึงความเป็นอริยะก็คือ “อริยมรรคมีองค์เเปด” นั้นเอง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม (วิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ทุบเปลือก ทำลายเมล็ด”

ท่านสามารถฟังคลิปเสียง mp3 คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/19/destroy-seed/

หรือท่านสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จากห้องสมุด
หรือสามารถดูได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
https://www.se-ed.com/product/ทุบเปลือก-ทำลายเมล็ด-MP3.aspx?no=9786161800147