เมื่อไม่รู้ว่านี้เป็นทุกข์จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ

เมื่อไม่รู้ว่านี้เป็นทุกข์จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ
เนื่องจากธรรมชาติของทุกคนต้องการหาสุข ไม่เอาทุกข์ เราจึงวิ่งเเสวงหาสิ่งที่คิดว่าจะให้ความสุขได้ คือตามใจตัณหาที่บีบคั้นให้เสพรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ตนเองชอบ เพราะคิดว่า นั่นคือความสุข เมื่อเห็นว่าสุขก็เสพ เมื่อเสพก็ติด ยิ่งเสพมากขึ้นก็ติดมากขึ้น
เมื่อไม่ได้อย่างที่เคยได้ ก็เกิดความทุกข์บีบคั้นเพราะกิเลสตัณหาเริ่มบีบคั้น เราจะเห็นผู้คนมากมายอยู่ดีๆ ก็ไปหาอะไรมาให้ตัวเองติด เช่น ดูหนัง สูบบุหรี่ เป็นต้น พอได้ดู ได้เสพก็เกิดการติดเพราะบอกว่าสนุก สนุกเพราะอะไร เพราะความเคลื่อนไหว การสั่นไหว การบีบคั้นของจิตใจ ซึ่งจริงๆ เเล้วล้วนเป็นความทุกข์ เเล้วความไม่รู้ก็ไปหลงคิดเองให้ค่าว่าสนุก ทั้งๆ ที่เป็นทุกข์บีบคั้น เรื่องทุกข์จึงกลายเป็นเรื่องสุขของผู้ไม่รู้ว่านี้เป็นทุกข์
เมื่อไม่รู้ว่านี้เป็นทุกข์จึงไม่สามารถจะไปรู้ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ ต่อให้เหตุให้เกิดทุกข์กำลังเกิดขึ้น คนทั้งหลายจะพยายามดิ้นรนเพื่อจะตอบสนองความอยากเพื่อให้ความบีบคั้น(ซึ่งคือตัณหา) นั้น ได้รับการตอบ สนองเเล้วก็รู้สึกเป็นสุข อุปมาดั่งคนติดยาเสพติดเมื่ออยากยาก็จะดิ้นรนหายามาเสพ ไม่ว่าด้วยวิธีใด เมื่อได้เสพก็เป็นสุข สุขก็เเค่เเว้บเดียวเมื่อเทียบกับทุกข์
เเต่ผู้มีปัญญาที่เห็นในภาพรวมจะเห็นเลยว่าจะเรียกว่าสุขได้อย่างไร ในเมื่อหน่อเชื้อโคตรเหง้าของสิ่งที่เราเรียกว่าสุขมันมาจากทุกข์ วันนี้จะให้เห็นถูกจึงกลายเป็นเรื่องยาก เเถมสวนกระเเสอย่างเเรง เพราะเราไปสร้างความเคยคุ้นไว้กับทุกข์ ไม่สร้างความเคยคุ้นไว้ที่อุเบกขา จึงไม่มีบรรทัดฐานที่จะเทียบให้ถูกต้องได้
ในข้อของสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ(มรรคองค์ที่ ๘) จะเห็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นคือ หนึ่ง เกิดการที่จิตละออกจากตัณหาความบีบคั้น เนื่องจากละกามเเละอกุศลในปฐมฌาน จึงเกิดความตั้งมั่น เห็นความจริงของไตรลักษณ์ได้ สอง เมื่อถึงฌานที่ ๔ จิตได้สัมผัสอุเบกขาอันมีสติเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จิตจะเริ่มเข้าใจความสุขที่เเท้จริงในระดับนี้เมื่อได้สัมผัสอุเบกขามากขึ้นๆ เป็นลำดับ ซึ่งเครื่องยืนยันของคำกล่าวนี้จะอยู่ที่ อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
ดังนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาจิต ก็จะสามารถเห็นความจริงตามความเป็นจริงได้
ความจริงอะไรหรือ ความจริงง่ายๆ ที่เรานึกว่ารู้ เเต่ที่เเท้จริงเเล้วจิตไม่เคยประจักษ์ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง
คือสรรพสิ่งเกิดขึ้นเเล้วจะดับไปเป็นธรรมดา ไม่ได้มีตัวตนใดๆ ให้ยึดถือ ทำไมสิ่งเหล่านี้ซึ่งก็เกิดอยู่ต่อหน้าต่อตาอยู่เเล้ว เเต่ไม่เห็นล่ะ เพราะเวลาทุกข์จากสิ่งกระทบ เราทำอย่างไรล่ะ คนโทรศัพท์มาต่อว่า เราทำอย่างไร โกรธ ยอมไม่ได้ ต้องเอาคืนเเล้วก็ปะทะคารมกัน ความโกรธก็รุนเเรงขึ้นเป็นลำดับ เห็นอะไรไหมนอกจากเป็นโกรธ สติที่มีมันไม่ได้วกกลับเข้าสังเกตที่กายกับใจเเต่เมื่อวกกลับเข้ามาก็พบว่าเราโกรธนะ จากนั้นก็เข้าไปดูโกรธเเล้วเริ่มหงุดหงิดว่า ดูเเล้วไม่เห็นมันดับไปเลย ถ้าเเบบนี้จบเห่…
ทำไมล่ะเพราะไปเจริญอกุศลเรียบร้อยไปเเล้ว
เเล้วพระพุทธเจ้าสอนอย่างไรใน มรรคองค์ที่ ๖ ท่านให้ละอกุศล เจริญกุศล ไม่ใช่เจริญอกุศล การละอกุศลนั้นหากไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็คงทำได้ไม่ยากเย็น เเต่หากเป็นเรื่องยึดติดมากๆ สำหรับคนๆ นั้น การละจะไม่ง่ายเลย ดังนั้นเราจึงควรหามรรควิธีที่จะให้จิตเปลี่ยนไปเกาะกุศล เเทนที่จะให้อยู่กับอกุศล นั่นคือให้ไปอยู่กับลมหายใจ (อานาปานสติ)
ดังนั้นเมื่อใช้ลมหายใจเป็นอุบายมากขึ้น จิตจะเริ่มตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิมากขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน การทำสมาธิอย่างเป็นรูปแบบก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความสงบตั้งมั่นได้ง่ายขึ้น เมื่อเข้าถึงฌานที่ ๔ จิตจะเคยคุ้นกับอุเบกขา เเละจิตจะตั้งมั่นซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลสนับสนุนให้การเข้าไปสังเกตกายเเละใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คือเห็นความจริง พุทธพจน์ที่สนับสนุนคำกล่าวนี้คือ
ภิกษุท. ! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนการตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก.

ภิกษุท. ! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

ภิกษุท. ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า “กายของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน” ดังนี้แล้วไซร้;

อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม (วิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “กลัวเกิด ไม่กลัวตาย”

สามารถดาวโหลด อ่านหนังสือ PDF อ่านได้ที่นี่
https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/know-the-truth-see-the-truth-3.pdf

หรืออ่านในรูปแบบหนังสือเล่ม ซื้อได้ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย