อย่าเล่นกับเสือเหมือนเล่นกับแมว ให้รู้ถึงโทษภัยด้วย

อย่าเล่นกับเสือเหมือนเล่นกับแมว ให้รู้ถึงโทษภัย
กามทั้งหลายมีสุขน้อยมีทุกข์มาก แต่ทุกคนกลับวิ่งไล่ล่าแสวงหาแบบเอาเป็นเอาตาย ประเคนจนตา หู จมูก ลิ้น กายของเราเข้าไปติดงอมแงม ไม่ติดก็หาเรื่องให้มันติด แล้วหลงไปเรียกมันว่า รสนิยม ก็ตรงตัวอยู่แล้ว คือนิยมในรส ที่ตา หู ฯลฯ มันไปนิยมเข้า ติดอะไรก็ทุกข์เหมือนคนติดยา หามาส่งส่วยมันไม่ได้หยุด
อย่ามาอ้างว่าใช้ให้เห็นการเกิดดับนะ มันเกิดดับทุกวินาทีนั่นแหละ เห็นมาตั้งนานแล้ว วันนี้ก็ไม่เห็นหยุดใช้มันเลย กะจะเกิดปัญญาตอนตายหรือ ตอนเป็นๆ จิตใจสมบูรณ์ยังไม่มีปัญญาจะเห็นจะลดละเลย อนุสัยไม่ได้ดูที่เนื้อเรื่องอย่างเดียวนะ มันลึกกว่านั้น มันเป็นสภาพที่หลง
ตัวอย่างเช่น ติดกระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง พอได้มาหรือเบื่อแล้ว ก็ไปติดรองเท้าแบรนด์เนมต่อ ก็เพราะเราไม่มีสติชำระจัดการกับราคานุสัย เมื่อเกิดราคะในสิ่งใดแล้วไม่จัดการให้สติเข้าไปชำระหรือใช้สิ่งนั้นอย่างระมัดระวัง จึงต้องหลงเป็นทาสตลอดกาล แล้วมาอ้างว่าต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขถึงจะคุ้ม คุ้มแน่ๆ กับการเวียนว่ายตายเกิด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมายาวนาน ในระหว่างบำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ขนาดพระองค์ตั้งจิตไว้เพื่อการตรัสรู้ ยังต้องเสวยพระชาติเวียนวนในภพภูมิต่างๆ ไม่สิ้นสุด เดรัจฉานบ้าง มนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง
แล้วเราล่ะ จิตใจชุ่มไปด้วยกาม อกุศลเต็มไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีความปรารถนาใดๆ สู่การหลุดพ้น ขอแค่ได้สุขไปวันๆ วันนี้สุขเพราะอะไร ก็แค่สิ่งต่างๆ พอจะเป็นไปดั่งใจไง ถึงได้สุข ถ้าอะไรๆ ไม่เป็นไปดั่งใจหรือมันเกิดพลิกล็อกหักมุม ดูสิมันจะยังสุขไหม แล้วคิดหรือว่า อะไรๆ มันจะเป็นไปดั่งใจได้ตลอด เพราะใจมันอยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างที่ใจหวังแล้วฉันจะมีความสุข มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่คิดแล้ว แล้วไหนอนิจจัง นี่มันนิจจังชัดๆ
วันนี้รู้จักเสือให้ดี เสือคือเสือ ไม่ใช่แมว เวลาไปสวนสัตว์เห็นคนกระโดดเข้าไปในบ่อเสือ แล้วเล่นกับมันเหมือนเล่นกับแมวที่บ้าน ท่านจะว่าเขาเก่งหรือเขาโง่ล่ะ
ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร คราวปฐมเทศนา เริ่มต้นท่านก็ตรัสเตือนภิกษุทันที กามสุขัลลิกานุโยค การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยกามนั้น เป็นสิ่งที่ภิกษุไม่ควรข้องแวะเลย เป็นของต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของชนชั้นปุถุชน แปลว่าอะไร เราไม่ใช่พระ เราใช้ของต่ำทรามได้ใช่ไหม? แน่นอนเรามีแค่ศีล 5 (ยังไม่ค่อยจะครบเลย) ก็ตามระดับของความปรารถนาของแต่ละคนเถิด ใครที่เสพติดแบบไม่เห็นโทษ ใครจะไปว่าอะไร เงินใครก็เงินใคร
แต่หากใครเกิดปัญญาตามสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็พยายามลดละเหตุของมัน ต้องใช้ก็ใช้อย่างรู้โทษรู้ภัย
ก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้รู้จักเสือ หากจะต้องเข้ากรงเสืออีกครั้งจะเริ่มระมัดระวังในการอยู่กับเสือ รู้แล้วว่าเสือไม่ใช่แมว สติปัญญาเราวันนี้ยังไม่พอต่อกรกับเสือ อย่าแหย่มัน
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ข้อคิดมุมมอง เพื่อปัญญา