จะปฏิบัติธรรม ต้องสามารถจับช้างได้

พระครูวินัยธรทรงศักดิ์ (หลวงพ่อเอี้ยน)
การพูดการบรรยายธรรม คุณประเสริฐ อุทัยเฉลิม ลูกชายของโยมยินดี ที่กรุงเทพฯ บรรยายกันไม่หยุด แต่ถ้าที่ไหนที่เข้ม ก็นิมนต์หลวงพ่อไปต่อยอด หลวงพ่อก็จะชอบยอด ไม่ชอบที่โคนมันแล้ว เบื่อ เพราะว่าโคนเราปลูกแล้ว ก็ขึ้นโคนมาก่อน
โคนก็ไม่มีรากก็ไม่มีอะไรก็ไม่มี เหนื่อย หลวงพ่อเหนื่อย หลวงพ่อคิดว่า ต่อไปกรุงเทพฯ คงเข้าไปน้อยมาก จะเอาที่เข้มจริงๆ ถ้าใครสนใจ
หลวงพ่อไม่ไป ถ้าลงมาที่นี้ก็ได้ มานั่งคุยกันทั้งวันก็ได้ ไม่เป็นปัญหา บางทีก็เหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน เหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่เหน็ดเหนื่อยเรื่องอะไร ที่ว่าไม่มีพื้นฐาน เมื่อไม่มีพื้นฐานก็สะเปะสะปะ ก็เลยไม่ทราบจะให้กินยังไง?
เป็นผู้ใหญ่ เราก็ให้กินข้าวคำใหญ่ แต่เสร็จแล้วก็กินไม่ได้ ก็เลยต้องทำคำเล็กๆ ให้กิน พอคำเล็กๆ ให้กินก็เลยกินแต่คำเล็กๆ อยู่นั้น ไม่รู้จักโต
ที่นี้อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นคนบ้านนอกคอกนา พูดเรื่องตัวกูของกู
ทีนี้อริยมรรคมีองค์ ๘ สำคัญมาก ท่านอย่างมองข้าม พระพุทธเจ้าตรัสว่า พอมีทั้ง ๘ ข้อ แปดข้อนั้นรวมกลุ่มเป็นข้อเดียว เป็นข้อเดียว เราจะจับช้าง
ที่นี้อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นคนบ้านนอกคอกนา พูดเรื่องตัวกูของกู เป็นยังไง? ผลที่ออกมา เอ้า! อาจารย์ด่ากูอีกแล้ว ว่ากูอีกแล้ว นี่คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมแล้วก็ไม่เคยปฏิบัติ แผลทั้งตัวเลย ไปจับที่ไหนไม่ได้ ไปต้องที่ไหน ไม่ได้ พอหมอไปจับตรงนั้น เจ็บๆ เจ็บๆ เจ็บๆ พอไปจับตรงนี้ ปวดๆ ปวดๆ ปวดๆ ไม่ต้องไปจับตรงไหนกัน เพราะทั้งเนื้อ ทั้งตัว ทั้งกาย ทั้งจิต มีแต่ตัวกูของกูทั้งนั้นเลย
ยาก เพราะฉะนั้นยาก ยากอย่างนี้ และเราก็เดินตามหลังกันไป ต้องทำกันอย่างนั้น
ทีนี้อริยมรรคมีองค์ ๘ สำคัญมาก ท่านอย่ามองข้าม พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สัพพัง ทุกขัง อุปัจจคุง สัมมาทิฏฐิมีทั้งปัญญา มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ ไม่ได้แยกศีลไปไว้ที่หนึ่งแยกปัญญาไปไว้ที่หนึ่งแยกสมาธิไปไว้ที่หนึ่ง รวมกันหมดทั้งปัญญาทั้งศีลแล้วก็ทั้งสมาธิ อยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ทั้งนั้นเลย
สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นอันถูกต้อง ท่านจงเข้าใจว่า ความเห็นอันถูกต้องเป็นยังไง? ไม่ใช่เห็นกับตาเนื้อ ถ้าจะต้องสวดบ่อยๆ การสมาทานหมายความว่า สวดบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ แล้วก็เจาะลงไปบ่อยๆ เห็นนี่คือเห็นกับปัญญา ไม่ใช่เห็นกับตาเนื้อ เห็นกับตาปัญญา สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นอันถูกต้อง เห็นกับปัญญา ถ้าเราไม่มีปัญญา รักษาศีลก็ไม่ได้ซักข้อหนึ่ง เพราะว่าไม่ได้มีปัญญาที่จะรักษา งั้นศีลก็ต้องประกอบด้วยปัญญา สมาธิก็ต้องประกอบด้วยปัญญา จึงมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสังกัปโป ความคิดชอบ ความดำริชอบ ความคำนึงชอบ ก็คือถูกต้องๆๆ มีปัญญาที่ถูกต้อง มีปัญญา มีความเห็น ที่ถูกต้อง
พอไปสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็ถูกต้องหมด อะไรก็ถูกต้องหมด คือศีลสามข้อนั้น ถูกต้องหมด
ทีนี้ไปหมดความเพียร สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ถูกต้องหมด
จึงขออ้อนวอนให้ทุกๆ ท่าน ช่วยกันสวด สวด สวด อริยมรรคมีองค์ ๘ ก่อนที่จะหลับจะนอน สวดอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วก็ซึมซับเข้าไป ซึมซับเข้าไป ซึมซับเข้าไป แล้วท่านก็นั่งสมาธิ เมื่อนั่งสมาธิ พิจารณาข้อไหนที่สงสัยในอริยมรรคมีองค์ ๘ สงสัยข้อไหน เอามาคิดๆ คิดๆ คิดๆ คิดไม่ออก ถามผู้รู้ที่เขาผ่านมาก่อน
นี่เรียกว่าต้องสมาทานกันจริงๆ สมาทานกันจริงๆ สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สัพพัง ทุกขัง อุปัจจคุง ใครสมาทานอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือสัมมาทิฏฐิแล้ว คนนั้นก็จะพ้นจากความทุกข์
พอมีทั้ง ๘ ข้อ ต่อไป ๘ ข้อนั้นรวมกลุ่มเป็นข้อเดียว เป็นข้อเดียว เราจะจับช้างที่อยู่ในป่า เอาเชือกเส้นเท่าปลายนิ้วก้อย ก็ไม่มีทางหรอกต้องเอาเชือกที่เส้นโตๆ เส้นโตๆ ๘ เส้นเอามาฟั่นให้เป็นเส้นเดียวกัน พอเป็นเส้นเดียวกันเราก็เอาไปจับช้าง เอาไปคล้องช้าง แล้วเราก็ล่ามช้างเอาไว้ แล้วเราก็ฝึกช้าง นี่ มันจึงจะได้ ไม่อย่างนั้นมันขาด มันขาด
ฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ จนถึงสัมมาสมาธิ เป็นเชือกเส้นเดียวกัน แต่ว่าต้องใช้ ๘ เส้นแล้วเอามาควั่นให้เป็นเส้นเดียวกัน เราเรียกว่า เชือก ๘ เกลียว พอ ๘ เกลียว ก็เรียกว่า มรรคสมังคี คือทั้ง ๘ ข้อ เราปฏิบัติแล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว
ที่นี้ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เราก็ไม่มีตาปัญญา เมื่อไม่มีตาปัญญา ตาไม่ถึง เค้าเรียกว่าตาไม่ถึง มีแต่ต่างเหมือนกัน แต่ว่าตาโง่ ตาโง่ก็คือตาอะไร? ก็คือตาบอดนั่นเอง มีตาแต่ว่าตาบอด มีหูแต่ว่าหูหนวก คือตาบอดนั่นเอง อันนั้นเราไม่ยอมเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพญามารเชื่อกิเลสตัณหา ก็เลยยอมเป็นคนตาบอดเรื่อยไป
นี่แหล่ะต้องปฏิบัติทั้ง ๘ ข้อให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก็จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่เกิดมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมันก็กูอยู่เรื่อย กู ของกู กู ของกู กูอยู่อย่างนั้นแหล่ะ คือมิจฉาทิฏฐิ แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิ มันแจ้ง มันสว่าง เห็นอะไรตามความเป็นจริงหมด หายความสงสัย เป็น โอ! นี่ไม่ใช่ของจริงเลย มายาทั้งนั้นเลยโลกนี้ โลกนี้มีแต่มายา คนก็ไม่จริง สัตว์ก็ไม่จริง ต้นไม้ก็ไม่จริง โลกนี้ก็ไม่จริง เป็นอนิจจัง อนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากความจริงทั้งนั้นเลย นี่แหล่ะ นี่อย่างนี้คือรู้ รู้ความจริง เพราะถ้ามีตาปัญญาแล้ว ก็จะเห็นจริง แต่ถ้ามีตาโง่คลำๆ เอาอย่างนั้น มันมืด ตาโง่คือตามืด ตามิจฉาทิฏฐิ ก็เลยไม่เห็นอริยสัจ สักทีหนึ่ง
เมื่อมาเห็นอริยสัจ จะไปเห็นขันธ์ ๕ ได้ยังไง? ขันธ์ ๕ ก็คืออริยสัจ ปฏิจจสมุปบาทก็คืออริยสัจ อริยสัจทั้งนั้น และนี่ถ้าถามว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ทั้งอริยสัจ ๔ นั่นคืออริยสัจใหญ่ เรียกว่าอริยสัจใหญ่ ขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบาท นั่นคืออริยสัจที่ย่อยลงไปๆ ย่อยลงไปๆ ค่อยๆ ย่อยลงไป ละเอียดๆ ละเอียดๆ
ฉะนั้นเราต้องเห็นความสำคัญของอริยมรรคมีองค์ ๘ คำว่า สังขาร นี่ แปลว่า ปรุงแต่ง… ก็ฟังยากนะ ก็เป็นภาษาบาลี แต่ว่าภาษาไทย แปลว่าคิด ทีนี้มันมีหลายอย่าง ปรุงแต่งเช่นว่า ของ ๒ อย่าง เอามา มาทำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เรียกว่า ปรุงแต่งแล้ว เราก็ศึกษาว่า อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง แต่สิ่งที่เราเห็นที่เรารู้ มันเที่ยงนี่ ตัวกูนี่มันเที่ยงนี่ อะไรก็เที่ยงหมด นั่นแหละใช่มั้ย
อวิชชามันเห็นเป็นของเที่ยงหมด เพราะมันตาบอด เห็นเป็นของเที่ยงหมด แต่ว่าวิชชาหรือจิตที่เป็นสติปัญญา ปากเราท่องว่า ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง, อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ท่องกันไปอย่างนั้น สวดกันไปอย่างนั้น ไม่เห็นเลย สวดเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็น ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักวิจัย ถ้าหมอก็ไม่รู้จักวิจัย ทำไม่มันจึงไม่เที่ยง
ที่ว่า ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ก็มันไหล มันไหล มันไหล ทุกอย่างที่มันอยู่นิ่งๆ แต่ว่ามันไหล เราคิดว่าโลกนี้ที่เราเหยียบอยู่นี่ ที่เรานั่งอยู่นี่ เราคิดว่าโลกนี้อยู่นิ่งๆ มันไม่ได้นิ่ง ท่านออกไปนอกโลกสิ แล้วท่านจะเห็นว่าโลกนี้มันหมุน หมุน หมุน
พอโลกหมุนรอบหนึ่ง ก็ทำให้เกิดเวลาเท่านั้น เท่านั้น เท่านั้น รอบหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง มันหมุน แต่เราคิดว่าเที่ยง ไหนล่ะ แล้วสิ่งที่อยู่ในโลกก็หมุนๆ หมุนๆ หมุนๆ หมุนอย่างนั้นน่ะ ทีนี้มันจริงที่ไหน
เวลามันก็ไม่ใช่ของจริง ไอ้โลกเองก็ไม่ใช่ของจริง มันปรุงแต่ง มันล้วนแต่ปรุงแต่งๆๆๆๆ เราไม่เห็น เราไม่เห็นไม่เห็นได้ยังไง? ก็ว่าเราตาบอดนี่ มองไม่เห็น
ฉะนั้นเราปฏิบัติธรรมะ เราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อที่จะได้ทำตานี้ให้มันหายบอด ให้ตาโง่นั่นมันหายไป เกิดตาปัญญาขึ้นมา ตาปัญญาตัวนั้น คือตาวิชชา ตาวิชชาคือตาปัญญา
อวิชชาเป็นปัจจัยทำให้เกิดการปรุงแต่ง การปรุงแต่งทางกาย ใช่มั้ย ทางกายก็ถูกปรุงแต่ง ก็มีตั้งกี่ธาตุทั้งหมดน่ะ มีซักกี่ธาติสักเท่าไหร่ นับกันไม่ถูก แต่ถ้าโดยย่นย่อก็เหลือซัก ๔ ธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่พอใจเข้าไปแล้วมันก็ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง
เช่น ลมหายใจอย่างนี้แหละ ลมหายใจนี่ หายใจเข้า ก็เข้าไปปรุงแต่งกาย ปรุงแต่ง ปรุงแต่งด้วยการวิ่งไปทางนั้น ทางนี้ ทางโน้น ไปเลี้ยง เลี้ยงๆ เลี้ยงมีทั้งเลือด มีทั้งออกซิเย่น มีทั้งอะไรล้วนแต่ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ปรุงแต่งในนี้ กายเนื้อก็ถูกปรุงแต่งด้วยน้ำ ด้วยข้าว ด้วยอาหาร ปรุงแต่งทั้งนั้น มีแต่ปรุงแต่งทั้งนั้น
เราคิดว่าอยู่นิ่งๆ ไม่มีอะไรนิ่งซักอย่างหนึ่ง จิตที่เป็นอวิชชาหรือจิตโง่มันก็เห็นอะไรนิ่งไปหมด นิ่งไปหมด เห็นอะไรจริงไปหมดแล้วก็หยุดนิ่งไปหมด เห็นเป็นของจริงไปหมดทั้งๆ ที่ของทั้งหมดเหล่านั้น มันของปลอม เป็นมายา เป็นมายาคือของไม่จริง เหมือนกับมันเล่นกลกับเราอย่างนั้น มันไม่จริง ตัวเราเองมันก็ไม่จริง ไอ้จิตที่ไปเอามาเป็นตัวกู ก็ไม่จริง ไม่มีอะไรจริง
ฉะนั้นเราต้องศึกษาว่า อนิจจังเป็นยังไง ทุกขังเมื่อเข้าไปยึดถือของที่มันไม่จริง มันก็เลยลอกสิ มันลอกสิถ้าเป็นทองคำก็ทองชุบ ถ้าว่าทองชุบมันก็ลอกสิ ไม่กี่วันมันก็ลอกออก เห็นมั้ยคืนมันของไม่จริงทั้งนั้น ไม่มีอะไรจริงเลย ทีนี้ไอ้ที่ไม่จริงนั่นแหล่ะ เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจริง ยึดมั่นถือมั่นว่ามันจริง แต่มันไม่ได้เถียง แต่มันก็ไม่จริง มันไม่ได้เถียง ไม่ได้มีปาก ไม่ได้มีเสียง ไม่ได้มีอะไร
คนมีปัญญามันก็จะเห็น มันบอกว่าไม่จริง ไม่จริง
แต่เราว่าจริง เราว่าจริง ใครเป็นคนทุกข์? เรานี่แหล่ะทุกข์เอง เราคือใครล่ะ? ตัวโง่นั่นแหล่ะมันทุกข์ เพราะไม่เห็นอนิจจัง ไม่เห็นทุกขัง เห็นทุกอย่างเป็นของจริงหมด ของเหล่านั้นไม่ใช่มันเป็นอัตตา ไม่ใช่มันมีตัวตมันไม่มีตัวตนหรอก มันเรียกว่าอนัตตา อนัตตาไม่ใช่อัตตา ที่เราเห็นว่าเป็นอัตตาหมด อัตตาหมด เป็นตัวกูหมด ตัวกูหมด ไม่จริงๆ
เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ก็เลยไปอีก เป็นสุญญตา ก็เรียกว่า โอ! พอเกิดตาขึ้นมา เกิดตาภายในขึ้นมา มีปัญญาขึ้นมา โอ! นี่ทุกอย่างมันว่างจากตัวตนนี่ มันว่างจากตัวตนกันทั้งนั้นนี่…นี่ปัญญา!
โอ! นี่ทุกอย่างมันว่างจากตัวตนนี่ มันว่างจากตัวตนกันทั้งนั้นนี่…นี่ปัญญา!
ปัญญามันเห็นแล้วมันก็พูดว่า โอ้! ว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตนจริงๆ เลย นี่เห็นมั้ย นั่นคือตาปัญญา ตาปัญญาเกิด
ตัวเราเองก็ไม่จริง ไอ้จิตที่ไปเอามาเป็นตัวกู ก็ไม่จริง ไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรจริง ฉะนั้นเราต้องศึกษาว่า อนิจจังเป็นยังไง ทุกขังเมื่อเข้าไปยึดถือของที่มันไม่จริง มันก็เลยลอกสิ มันลอกสิ ถ้าเป็นทองคำก็ทองชุบ ถ้าว่าทองชุบมันก็ลอกสิ ไม่กี่วันมันก็ลอกออก เห็นมั้ย คืนมันของไม่จริงทั้งนั้น ไม่มีอะไรจริงเลย ทีนี้ไอ้ที่ไม่จริงนั่นแหล่ะ เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจริง…
ผู้ที่สอนนั่นนะ ผู้ที่สอนน่ะผู้ที่ปฏิบัติจริง สอนคนอื่นจริงคนนั้นจะรู้จริง จะรู้จริง ยิ่งสอนยิ่งรู้ ยิ่งสอนยิ่งรู้ ยิ่งสอนยิ่งรู้ ยิ่งแตก แตก แตก แตก แตก แตก ยิ่งสอนยิ่งแตก พระในสมัยโบราณสมัยพระพุทธเจ้า ท่านสอนไปสอนมา ท่านเองเลยบรรลุธรรมเลย
บรรลุธรรมไม่ใช่ฟุ้งขึ้นไปในกลางอากาศไม่ใช่อย่างนั้น บรรลุธรรมก็คือทุกข์หมดนั่นเอง บรรลุธรรม สอนไป สอนไป สอนไป โอ้! เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นมา เห็นอริยสัจ ๔ ตอนที่ตัวเองกำลังพูดเรื่องอริยสัจ ๔ อยู่นั่นแหล่ะ เห็นแจ้งขึ้นมาเลย เห็นมั้ย ตัวเองก็แจ้ง คนอื่นก็แจ้ง มันก็แจ้งขึ้น แจ้งขึ้น แจ้งขึ้น แจ้งขึ้น
เค้าบอกว่า โอ้! พระองค์นั้นเก่ง ดี ก็ดีอยู่ที่พระโน่น แต่เราไม่จริง เราไม่จริงมันก็ไม่ได้สิ
ถ้าเราแน่ใจว่าพระองค์นั้นจริง ก็เอาจริงเราก็ต้องปฏิบัติจริง เราปฏิบัติจริงทีนี้เรานี่แหล่ะเป็นอาจารย์ของเราเอง สุดท้าย ไม่ใช่พระองค์นั้นมาเป็นอาจารย์ของเรา เรานี่แหล่ะที่ต้องเป็นอาจารย์ของเราเอง จิตเรานี่แหล่ะ เป็นอาจารย์ของตัวเรา ของจิตเรา จิตเราเองนี้แหล่ะอาจารย์คนสุดท้ายอยู่ที่ตรงนั้น
ก็เราดูสิ อาจารย์ของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ? พระองค์เองนั่นแหล่ะ ไปๆ มาๆ ค้นไปค้นมาก็อาจารย์อยู่ที่ตัวจริงตัวนั้น พอพระองค์รู้จริงขึ้นมา นั่นแหล่ะเป็นอาจารย์ของพระองค์แล้ว ก็พระองค์มีสัจจะ มีสัจจะครั้งสุดท้าย ตายเป็นตาย!
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากการบรรยายธรรม
ในคอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาเข้มระดับ ๒”
(คอร์สพังประตูคุก ตอนที่ ๑๒ อริยมรรคมีองค์ ๘ ภาคปฏิบัติและปฏิเวธ)
สามารถฟังธรรมยายนี้ได้ที่คลิปนี้
http://youtu.be/xd70_FMi8sU?list=PLg335evdAUbb3P1bhLSUSORvLhBF-oASe

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/