ฟังธรรมปฏิบัติธรรม อย่าให้ความเคยชินมาบดบังไว้

prasert-utaichalerm
ไม่ว่าจะการฟังธรรมก็ดี การฟังครูอาจารย์ เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้องที่พูดกับเรา เราไม่ได้ฟังเขาเลย เพราะในทุกครั้งที่เราฟัง จะมีสิ่งๆ หนึ่งเป็นตัวกลั่นกรองการรับรู้เสมอ สะท้อนออกมาในรูปของ “เสียงพูดเล็กๆ ในหัว”
เวลาเราไปเข้าคอร์สฟังธรรมไม่ว่าใครจะแสดงก็ตาม เจ้าเสียงเล็กๆ ในหัวก็จะพูดว่า “เฮ้อ..เรื่องนี้อีกแล้ว รู้แล้ว เคยอ่านมาก่อน โธ่เอ้ย..พูดแต่เรื่องนี้ เดี๋ยวหาทางออกไปเข้าห้องน้ำดีกว่า..” สักพักเมื่อสบช่องท่านก็ลุกออกไป
เห็นไหมว่าในทุกๆ ครั้ง ท่านจะถูกกระบวนการกลั่นกรองโดยอะไรสักอย่างให้ท่านทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มาตลอด สิ่งนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่ดีอย่างเดียวนะ ดีๆ ก็มี แต่ส่วนใหญ่จะน้อยกว่า แล้วสิ่งนี้ที่บงการชีวิตเราอยู่นั้นลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเขาเป็นคนเถื่อนคนไม่ดีเขาจะบงการชีวิตเราไปอย่างไร เสมือนเราอาศัยรถยนต์คันที่คนขับเป็นคนเจ้าอารมณ์ฉุนเฉียว คอยด่า ไล่ปาดหน้า แก้แค้นเอาคืนทุกคันที่ผ่านมาผ่านไป ท่านจะนั่งเป็นสุขหรือ
เชื่อไหมว่าท่านกำลังนั่งอยู่พาหนะแบบนั้น แต่ท่านไม่รู้ นึกว่าแบบที่กำลังนั่งอยู่นี่แหละโอเค คันไหนๆ เขาก็เป็นกันอย่างนี้ล่ะ “นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ หนอนไม่เห็นคูถ (ขี้)”
หากเราไม่กลับเข้ามาสังเกตที่กาย-ใจเราบ่อยๆ เนืองๆ เราจะไม่เห็นเลย เพราะอะไรหรือ? เพราะอำนาจความเคยชินปิดบังไว้
ดังนั้นเมื่อเรายังไม่สามารถจะเห็นความจริงได้ ท่านจึงให้หลักยึดไว้
ละความชั่ว..คือถือศีล ๕ ไว้ (ในศีล ๕ ข้อนั้น เป็นข้อย่อยในมรรคข้อที่ ๓-๔-๕ ด้วยวัตถุประสงค์ในการดูแลกายกับวาจา) แล้วเราจะไม่ก่อเวรกรรมกับใครๆ เพราะทางกายและวาจา ก่อนจะถือศีลนั้นควรจะตั้งความปรารถนาตั้งใจในการไม่มุ่งร้ายไม่เบียดเบียนใครๆ นั่นคือสัมมาสังกัปปะ มรรคข้อที่ ๒ คือดำริชอบ
ทำความดี ฝึกฝนการเป็นผู้ให้ทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ทุกวัน ทุกเวลา หรืออย่างน้อยเท่าที่ทำได้ก็ยังดี ให้ตั้งความปรารถนากับตนเองไว้ว่าเราจะทำประโยชน์ให้เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทุกๆ วัน ทำได้ตลอดเวลา บางทีเศษอาหารในจานที่เราทิ้งไป นั่นต่อชีวิตสัตว์มากมายที่กำลังหิวโหยนะ แล้วจิตใจเราจะเปี่ยมไปด้วยความเป็นผู้ให้
เมื่อศีลบริบูรณ์ ไม่ทำบาปอกุศล เรื่องร้ายๆ จะลดลง (เหลือแต่วิบากเก่าที่ทำมาแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่สาระอะไร อะไรจะเกิดก็เกิด ไม่หมุนต่ออีกแล้ว) อกุศลละไป ทำกุศลเข้าไว้ (สัมมาวายามะ มรรคข้อ ๖) ทำความดีให้กับเพื่อนมนุษย์ รวมถึงสรรพสัตว์ทุกภูมิ จากนั้นจะพบว่า จิตใจที่เป็นทุกข์ทนยากอยู่ทุกวันนี้ยังคงมีอยู่ แล้วจะพบโจรชั่วที่สั่งผ่านเสียงเล็กๆ ทำให้ใจรุ่มร้อนก็คืออวิชชา เครื่องเสียดแทงไม่ได้สิ้นสุด
การเข้าไปสังเกตที่กาย-ใจบ่อยๆ จะทำให้สัมมาสติเกิด นี้คือมรรคข้อที่ ๗ สัมมาสติคืออะไร
สำหรับผู้ปฏิบัติ ในกรณีแรก ต้องหมั่นรู้ไว้บ่อยๆ วันข้างหน้าจะเตือนเร็วขึ้น ข้อ ๒ เมื่อสติระลึกแล้วไม่ดับ เพราะมันเลยเข้าไปสู่ตัณหาแล้ว นั่นประการแรก หรือไม่อีกประการคือ ความตั้งมั่นของจิตมีกำลังอ่อน ซึ่งความตั้งมั่นจะเกิดขึ้นได้จาก ๒ เหตุ หนึ่ง ฝึกสติไปเรื่อยๆ ความตั้งมั่นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอง ทำสมาธิไปเรื่อยๆ บ่อยๆ ทั้งรูปแบบและในชีวิตประจำวัน (แค่สังเกตลมหายใจไว้เวลาที่ว่าง) แล้วนำมาผสมผสานกับการสังเกตความรู้สึก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นลับมีดจนคมแต่เอามาใช้ตัดอะไรไม่เป็นก็เลยคมอยู่ในฝักเฉยๆ เพียรขัดใจ ไม่ตามใจกิเลสไว้บ้างนะ เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่เห็นการยึดติด การเผลอเพลิน
เมื่อทำอย่างนี้ได้ จะพบเคล็ดลับที่ไม่ลับว่าพอรู้อารมณ์แล้ว ทุกข์ เป็นเพราะวิญญาณเข้าไปตั้งในอารมณ์ เกิดภพขึ้นมา เพราะภพเป็นสมุทัย พระพุทธเจ้าเปรียบภพเหมือนคูถ แม้เพียงน้อยก็เหม็นมาก ไม่มีประโยชน์ใดเลยที่จะเลี้ยงไว้ ให้เราทิ้งอกุศลคือภพ แล้วไปเจริญกุศลเลย ง่ายๆ ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจ ลมหายใจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ ท่านใช้คำว่า “ตถาคตวิหารและอริยวิหาร” เลยทีเดียว นี่ก็คือสัมมาวายามะ มรรคข้อที่ ๖ ละอกุศล เจริญกุศลนั่นเอง
จิตต้องฝึกก่อนนะวันข้างหน้าเขาจะรู้ จะละ จะปล่อยวาง จะวางอุเบกขาได้เอง ช่วยเขาหน่อย ถึงตรงนี้ชำระจิตใจจะขาวรอบ
วันนี้เราจึงต้องเข้ามาศึกษา ฝึกปฏิบัติ เข้าคอร์สต่างๆ จุดมุ่งหมายก็คือจัดการกับตัณหาเครื่องพาเกิดนี่ล่ะ แล้ววันนั้นสัมมาทิฏฐิจะเกิด คือการรู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เพราะเราเจริญมรรคนั่นเอง
เบื้องต้นคงได้แต่ดูเขาตาปริบๆ “ทำไมไม่ดับ..ทำไมไม่ดับ..” โธ่..เลี้ยงเขาให้อาหารเขาทุกวันตลอดเวลา อุปมาดังได้ลูกเสือมาแล้วไปซื้อเนื้อมาตั้งไว้ให้เสือกิน เช้าเปิดกรงเอาอาหารใส่ บ่ายบ่นว่าทำไมมันไม่ตายเสียที มันสร้างความเดือดร้อนเหลือเกิน แล้วเช้าก็ไปหาอาหารมาใส่อีก..มันจะตายไหมล่ะตอนนี้อย่างไรก็ฆ่าไม่ได้ แต่การจัดการต้องใช้ปัญญา ศึกษาเขาก่อน แล้วอยู่กับเขาแบบเขาทำอะไรไม่ได้ จนสุดท้าย เสือขอลาจากไปเอง โกรธแต่ไม่แสดงออกทางกายทางวาจา นั่นดีมากแล้ว จากนั้นในระดับของใจ ไม่คร่ำครวญ พร่ำเพ้อละเสียให้เงียบ ทำแบบนี้มากๆ เดี๋ยวจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน
วิชชาและวิมุตติ เกิดจากปัญญานะ เห็นรึยังว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ เริ่มต้นจากพื้นฐานการใช้ชีวิตปรกติ ไปจนถึงแจ้งในนิโรธสูงสุดเลย
“ภิกษุทั้งหลาย!..การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ (ทุจริตทางกาย-วาจา-ใจ)
ทุจริต ๓ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ ๕ ประการ (สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ๑.กามฉันทะ—ความพอใจในกาม ๒.พยาบาท—ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ ๓.ถีนมิทธะ—ความหดหู่ เซื่องซึม ๔.อุทธัจจะกุกกุจจะ—ความฟุ้งซ่าน ร้อนใจ ๕.วิจิกิจฉา—ความลังเลสงสัย) ให้บริบูรณ์
นิวรณ์ ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชา (ความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้หนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์) ให้บริบูรณ์
อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำตัณหาให้บริบูรณ์.. ภิกษุทั้งหลาย อาหารแห่งภวตัณหา ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้และบริบูรณ์ด้วยอาการอย่างนี้
(อริยสัจจากพระโอษฐ์ หน้า ๓๑๔ ปัจจัยแห่งภวตัณหา)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ เห็นถูกรู้แจ้ง เล่ม ๑
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

อ่านหนังสือ PDF ดาวโหลดได้ที่นี่
https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/know-the-truth-see-the-truth-1.pdf

หรืออ่านในรูปแบบหนังสือเล่ม สามารถซื้อได้ที่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/2/เห็นถูกรู้แจ้ง-๑